- หน้าแรก
- หน่วยพิฆาตแห่งจักรวรรดิ
- บทที่ 5 ข่าวลือ
บทที่ 5 ข่าวลือ
บทที่ 5 ข่าวลือ
บทที่ 5 ข่าวลือ
หลังจากตื่นขึ้น ณ กองบัญชาการกองพล โจผู้ซึ่งตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะหาทางหนีทีไล่ ก็ยังอุตส่าห์เนียนไปกินมื้อเช้าฟรีที่นั่น แถมยังแอบหยิบแซนด์วิชติดมือมาได้อีกหลายชิ้นก่อนจะเดินทอดน่องออกมาอย่างสบายอารมณ์
การจะกลับไปยังหน่วยรบแนวหน้านั้น ย่อมไม่มีรถยนต์คันเล็กให้นั่งเหมือนเมื่อคืน ไม่ใช่ว่านายทหารทุกคนในกองบัญชาการจะมีรถใช้ หลายคนยังคงต้องขี่ม้ากันอยู่เลย
นายสิบตรีอย่างโจ แม้จะเป็นผู้ที่เพิ่งได้รับเหรียญตราหมาดๆ ย่อมไม่ได้รับการดูแลเยี่ยงนั้น เขาจึงทำได้เพียงเดินเท้ากลับไป แม้ระยะทางจะค่อนข้างไกล แต่เมื่อดูสถานการณ์ตอนนี้แล้ว มันก็ดูจะเป็นทางเลือกเดียวที่มี
แน่นอนว่าก่อนจะเดินพ้นกองบัญชาการกองพลมา โจรีบถอดเหรียญตราออกจากอกเสื้อแล้วยัดใส่กระเป๋าไว้ทันที ขืนติดไว้บนอกมันจะเด่นสะดุดตาเกินไป
แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ในเขตแนวหลังที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็มีข่าวลือหนาหูว่าพวกทิวทันจะส่งหน่วยลอบสังหารเข้ามาก่อวินาศกรรมในแนวหลัง ดังนั้นระวังตัวไว้ก่อนย่อมดีกว่า
โชคดีที่หลังจากเดินมาได้สักพัก โจก็ได้พบกับรถม้าขนส่งกระสุนที่กำลังมุ่งหน้าไปยังแนวหน้า แม้ฐานปืนใหญ่ที่รถม้าคันนี้จะไปนั้นยังอยู่ห่างจากที่ตั้งค่ายเมื่อคืนของโจพอสมควร
แต่ในเวลาแบบนี้ การได้ทุ่นแรงเดินแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นโบนัสแล้ว รถม้าก็นับว่าเป็นยานพาหนะเหมือนกันนั่นแหละ
หลังจากขึ้นรถมา โจก็ได้แบ่งแซนด์วิชที่จิ๊กมาจากกองบัญชาการให้กับทหารพลาธิการใจดีที่ให้เขาอาศัยรถมาด้วย เมื่อทุ่นแรงเดินไปได้โข ในที่สุดโจก็กลับมาถึงบทที่ตั้งเดิมของเขาก่อนเวลาเที่ยง
แล้วโจก็สังเกตเห็นว่า การบุกของหน่วยในวันนี้ดูจะไม่ดุเดือดเท่าเมื่อวาน เพราะแม้จะล่วงเลยมาถึงป่านนี้แล้ว ทหารในกองร้อยกว่าครึ่งยังคงกบดานอยู่ในบทที่ตั้ง
แม้ว่ากองพลทหารราบที่ 32 ของพวกเขาจะมีกองร้อยทหารช่างประจำการเพียงสามกองร้อย แต่การที่ทหารกว่าครึ่งกองร้อยยังอยู่ที่นี่ในเวลานี้ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมาก
เมื่อนึกถึงสนามรบเมื่อวานที่ดูราวกับโรงฆ่าสัตว์ ข้อสันนิษฐานหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจของโจ
หน่วยเราสูญเสียหนักขนาดนั้น คงไม่ใช่ว่าจะถูกดึงตัวกลับไปพักผ่อนและสับเปลี่ยนกำลังตอนนี้หรอกนะ?
ด้วยความสงสัย โจจึงมุ่งหน้าไปยังกองบังคับการกองร้อย ด้านหนึ่งเพื่อไปรายงานตัวต่อรองผู้บังคับกองร้อย และอีกด้านหนึ่งคือโจตั้งใจจะสืบดูว่าพวกเบื้องบนเตรียมจะถอนกำลังกลับไปพักรบจริงหรือไม่
ส่วนสาเหตุที่โจซึ่งเพิ่งกลับมาจากกองบัญชาการกองพลแท้ๆ กลับไม่รู้ความเคลื่อนไหวของพวกเบื้องบนเลยนั้น ไม่ใช่เพราะเขาเป็นแค่สิบตรีแล้วไม่มีใครสนใจหรอกนะ แต่เป็นเพราะโจมัวแต่วุ่นอยู่กับการละเลียดมื้อเช้าที่กองบัญชาการ จนลืมเรื่องอื่นไปเสียสนิท
เมื่อคืนพวกทหารช่างต้องกินขนมปังแข็งๆ แต่เมื่อเช้านี้ที่กองบัญชาการกลับมีไข่สดและเบคอน เมื่อเห็นความเหลื่อมล้ำขนาดนี้ โจจึงเห็นว่าจำเป็นต้องสร้างสมดุลทางอาหารระหว่าง "ท่านนายทหาร" เบื้องบน กับ "พวกเนื้อบด" เบื้องล่างเสียหน่อย
หลังจากมอบแซนด์วิชที่หยิบติดมือมาให้รองผู้บังคับกองร้อย เพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับช็อกโกแลตเมื่อคืน โจก็ได้ทราบข่าววงในและได้รับคำสั่งใหม่จากรองผู้บังคับกองร้อยที่กำลังเคี้ยวแซนด์วิชอย่างอารมณ์ดี
แม้ว่าการบุกเมื่อวานจะสูญเสียอย่างหนัก แต่พวกเบื้องบนยังไม่ยอมแพ้ ดังนั้นการบุกจะต้องดำเนินต่อไปในวันนี้ สองระลอกแรกออกไปแล้ว และหลังจากโจกลับไปเตรียมตัว พวกเขาก็จะเป็นระลอกถัดไป
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหน่วยสูญเสียกำลังพลไปมากเกินไป การถอนกำลังไปพักรบอาจจะเกิดขึ้นภายในวันสองวันนี้
เมื่อได้ยินรองผู้บังคับกองร้อยพูดเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของโจก็แข็งค้างไปทันที
แม้เขาจะตัดสินใจแล้วว่าจะยิงขาตัวเองเพื่อให้ได้เข้าโรงพยาบาลสนาม แต่ถ้าสามารถถอนตัวไปพักรบได้ เขาก็สามารถหาทางที่ปลอดภัยกว่าในแนวหลังเพื่อทำให้ตัวเองไม่เหมาะสมกับการรบได้
หลังจากยัดแซนด์วิชชิ้นสุดท้ายเข้าปาก รองผู้บังคับกองร้อยถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องถามโจว่าพวกเบื้องบนเรียกเขาไปกองบัญชาการทำไม
โจยักไหล่แล้วตอบว่า "ไม่มีอะไรมากครับ แค่มอบเหรียญตราให้ผมนิดหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอกครับ ผมขอตัวไปเตรียมหมู่ก่อนนะครับ"
เมื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องการมอบรางวัล รองผู้บังคับกองร้อยก็ประหลาดใจอยู่บ้าง เขาไม่ได้ส่งรายงานเรื่องนี้ไป แล้วโจได้รับเหรียญได้ยังไงกัน?
แต่พอนึกได้ว่าเมื่อวานโจบุกรุนแรงและไปไกลเกินพิกัด บางทีหน่วยมิตรอาจจะได้รับความช่วยเหลือจากโจหรือเปล่า?
รองผู้บังคับกองร้อยไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เขาปัดเศษขนมปังออกจากปลายนิ้วแล้วบอกโจว่า หลังจากช่วยทหารราบในการบุกวันนี้เสร็จแล้ว ทหารช่างก็น่าจะได้ถอนตัวไปแนวหลังเพื่อซ่อมแซมถนนเสียที ดังนั้นวันนี้ให้ระวังตัวไว้ให้ดี อย่าเพิ่งไปตายซะก่อนล่ะ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เขาทำความเคารพและประกาศเสียงดังว่าจะรอดกลับมาให้ได้ ก่อนจะกลับไปเตรียมตัวกับลูกหมู่ของเขา
เมื่อพูดถึงการเตรียมหมู่ ในฐานะหัวหน้าหมู่ โจไม่มีอะไรต้องเตรียมมากนัก
หลังจากแบ่งแซนด์วิชที่เหลือให้พวก "ไอ้หนู" ในสังกัด ท่ามกลางการกินอย่างมุมมามราวกับคนไม่ได้กินข้าวมาแปดร้อยปี เขาก็ตรวจสอบดูว่าพวกไอ้หนูเหล่านี้เตรียมอุปกรณ์สำหรับงานนี้มาครบหรือไม่ ทั้งระเบิด คีมตัดลวด อุปกรณ์ขุดดิน ปืนไรเฟิล กระสุน และชนวนระเบิด
เมื่อยืนยันว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว โจก็นำหมู่ของเขาและทหารราบคนอื่นๆ เข้าสู่สนามเพลาะ เตรียมพร้อมที่จะบุกเข้าสู่เขตแดนร้างเพื่อเกียรติยศของบริทาเนีย
การบุกเข้าสู่เขตแดนร้างนั้น โจเคยทำมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวาน ครั้งนี้เขาจึงเริ่มมีประสบการณ์ เขาแค่ก้มตัวให้ต่ำ หาที่กำบัง อยู่ให้ห่างจากคนหมู่มากเพื่อพรางตัว และตราบใดที่ไม่ทำตัวเด่นเกินไป เขาก็สามารถหลบอยู่ในหลุมระเบิดจนผ่านพ้นไปได้
ครั้งนี้ก่อนการบุกจะเริ่ม โจไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนครั้งก่อน ในหัวเขาไม่ได้มีแค่คำว่า "วิ่ง หมอบ ยิง วิ่ง" ตามที่พี่ชายของเขาสอนไว้เหมือนเมื่อวาน แต่เขายังแบ่งสมาธิมาสั่งพวกไอ้หนูของเขาได้ว่า "อย่าวิ่งพล่านไปทั่ว อยู่ใกล้ๆ ฉันไว้ แต่ต้องรักษาระยะห่างให้ดีด้วย"
ก่อนที่พวกไอ้หนูจะทันเข้าใจว่า "อย่าวิ่งพล่าน อยู่ใกล้ๆ แต่ต้องรักษาระยะห่าง" มันทำยังไง พลุสีเขียวสามนัดก็พุ่งขึ้นบนฟ้าไกลออกไป
ทันใดนั้น เสียงของนายทหารราบก็ดังกึกก้องในสนามเพลาะ "กองหน้ายึดเพลาะของพวกทิวทันได้แล้ว ตอนนี้ถึงตาพวกเราไปเสริมกำลัง! เพื่อพระเกียรติของพระราชา! บุกเลยพี่น้อง!"
ท่ามกลางเสียงตะโกนและเสียงนกหวีดที่ดังรัวไม่ขาดสาย โจแบกระเบิดและคีมตัดลวด ปีนบันไดออกจากเพลาะเหมือนคนอื่นๆ จากนั้นเขาก็เดินเตาะแตะเหมือนนกเพนกวินไปตามพื้นโคลนที่อ่อนนุ่มเหมือนปลักควายเพราะแรงระเบิด มุ่งหน้าไปยังสนามเพลาะของทิวทัน
ครั้งนี้ไม่มีลวดหนามและปืนกลมาคอยขัดขวาง ระยะทางที่เมื่อวานต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะฝ่าไปได้ วันนี้กลับใช้เวลาเพียงครู่เดียว ก่อนที่โจจะทันรู้ตัว เขากับทหารคนอื่นๆ ก็โดดลงไปในสนามเพลาะได้เรียบร้อยแล้ว
การเข้าถึงสนามเพลาะถัดไปได้อย่างราบรื่นทำให้ทุกคนใจชื้น ยกเว้นโจ
แผนเดิมของโจคือหาหลุมระเบิดว่างๆ ในเขตแดนร้าง แอบกบดานอยู่ที่นั่น แล้วค่อยพาลูกน้องกลับไปตอนมืด อย่างแย่ที่สุดก็แค่ยิงตัวเองหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อแกล้งเจ็บ
แต่ตอนนี้ การเข้ามายึดเพลาะได้อย่างง่ายดายทำให้แผนของโจล่มไม่เป็นท่า ในนาทีนี้เขาทำได้เพียงต้องแก้ปัญหาไปทีละเปลาะเท่านั้น
ขณะที่เหล่านายทหารแผดเสียงสั่งการให้ทหารราบวางแนวป้องกัน โจก็นำหมู่ทหารช่างของเขาเร่งทำงานอย่างวุ่นวายในสนามเพลาะที่แออัด
แม้สนามเพลาะจะดูเหมือนเป็นเพียงคูน้ำลึกสองสามเมตร คล้ายกับท่อระบายน้ำที่ยังสร้างไม่เสร็จ มีเพียงแผ่นไม้และกระสอบทรายวางไว้บ้าง แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น
ในฐานะสิ่งก่อสร้างทางทหารขั้นพื้นฐาน สนามเพลาะมาตรฐานไม่เพียงแต่ต้องมีคูติดต่อเพื่อเชื่อมต่อแนวหน้าและแนวหลัง แต่ยังต้องมีจุดยิงปืนกลที่ซ่อนเร้น มีป้อมตรวจการณ์เพื่อเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของศัตรู และบางเพลาะยังมีสถานพยาบาลชั่วคราว รวมถึงสถานีสื่อสารและกองบังคับการเพื่อติดต่อกับหน่วยแนวหลังและปืนใหญ่
โดยพื้นฐานแล้วมันก็คือห้องใต้ดินเวอร์ชันลดรูปที่ยังสร้างไม่เสร็จของพวกปราสาทและป้อมปราการอันยิ่งใหญ่ในอดีตนั่นเอง
หลังจากกระโดดลงมาในเพลาะ ทหารราบมีหน้าที่เพียงแค่ประจำตำแหน่ง พร้อมที่จะต้านทานการบุกของพวกทิวทัน แต่พวกทหารช่างมีงานต้องทำมากกว่านั้นเยอะ
พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องตรวจสอบความเสียหายของเพลาะ แต่ยังต้องเริ่มซ่อมแซมและใช้ทุกอย่างที่หาได้เพื่ออุดรอยรั่วของสนามเพลาะที่พังทลายลงจากแรงระเบิดและระเบิดมือที่ขว้างใส่กันตอนบุก
พวกเขายังต้องปรับโครงสร้างแนวป้องกันใหม่ ปรับตำแหน่งป้อมตรวจการณ์ ตำแหน่งปืนกล และจุดยิงอื่นๆ เพื่อให้ตำแหน่งเหล่านี้หันไปทางทิวทัน
หากเป็นงานขั้นต้นเหล่านี้ ทหารช่างอาจจะมีทหารราบคอยช่วยบ้าง
แต่การทำลายคูติดต่อที่พวกทิวทันทิ้งไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกนั้นใช้คูน้ำเหล่านี้—ซึ่งเดิมทีมีไว้เพื่อให้หน่วยแนวหลังเคลื่อนที่มายังแนวหน้าได้สะดวก—มาใช้ในการตีโต้กลับ
งานที่ต้องใช้ความชำนาญมากขึ้น อย่างเช่นการวางลวดหนามใหม่ที่หน้าสนามเพลาะ ก็มีเพียงทหารช่างเท่านั้นที่ทำได้
แม้หลังจากเสร็จงานเหล่านี้แล้ว ทหารช่างก็ยังพักไม่ได้ เพราะทหารราบต้องสงวนแรงไว้รับศึกโต้กลับ ดังนั้นภารกิจในการขนย้ายศพและอุปกรณ์ที่พังออกจากเพลาะ เพื่อให้มีพื้นที่รบเพียงพอ จึงยังคงรอพวกทหารช่างอยู่
ในที่สุด เมื่อเสร็จสิ้นทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้สนามเพลาะกลายเป็นคูน้ำที่เต็มไปด้วยโคลนและสิ่งปฏิกูล—แม้ส่วนใหญ่สนามเพลาะก็มักจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว
ทหารช่างยังต้องขุดร่องระเบิดน้ำ สร้างเพิงพักและจุดพักผ่อนในสนามเพลาะ และบางครั้งยังต้องสร้างส้วมหลุมด้วย
สาเหตุที่บอกว่า "บางครั้ง" ไม่ใช่เพราะกองกำลังอาสาสมัครและหน่วยจากภารตะไม่คุ้นชินกับการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่เจริญแล้วอย่างส้วมหลุม
แต่เป็นเพราะไอ้พวกทิวทันพวกนั้น ไม่รู้ไปได้ยินมาจากไหนว่าชาวบริทาเนียชอบเข้าส้วมตอนเช้า พวกมันจึงระดมยิงปืนใหญ่ถล่มส้วมหลุมอย่างไม่ลดละตั้งแต่เริ่มสงคราม โดยไม่มีเหตุผลอันควรนอกจากอยากหาเรื่องยิงใส่ส้วมแนวหน้า
การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้การไปส้วมกลายเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง—เพราะไม่มีใครอยากกลายเป็นเศษชิ้นส่วนลอยฟ้าในขณะที่กำลังปลดทุกข์อย่างสบายตัว—แต่มันยังช่วยลดภาระงานของทหารช่างไปได้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม การกวัดแกว่งพลั่วเพื่อซ่อมแซมพื้นดิน ย่อมดีกว่าการกวัดแกว่งดาบปลายปืนเพื่อซ่อมแซมทหารทิวทันเสมอ
หลังจากโดดลงมาในสนามเพลาะพร้อมกับกำลังหลัก โจก็นำหมู่ของเขา อันดับแรกพวกเขาช่วยทหารราบในการปรับตำแหน่งปืนกล นำพวก "หมูดำ"—ซึ่งก็คือปืนกลหนักระบายความร้อนด้วยน้ำ—ที่พวกทิวทันทิ้งไว้มาหันปากกระบอกปืนกลับไป จากนั้นก็ระเบิดคูติดต่อที่มุ่งหน้าลึกเข้าไปในแนวป้องกันของทิวทัน
ขณะที่โจกำลังรวบรวมความกล้าเพื่อนำทีมออกไปนอกเพลาะเพื่อวางลวดหนาม เสียงหวีดหวิวที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นบนท้องฟ้าด้านนอก
ท่ามกลางเสียงตะโกน "ปืนใหญ่มา! หมอบลง!" ที่ดังระงมไปทั่วสนามเพลาะ
โจหมอบลงในเพลาะอย่างชำนาญ มือกอดปืนไรเฟิลไว้แน่น เอามือทั้งสองข้างปิดหู ก้มหัวลงและอ้าปากค้างไว้ ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องและเสียง "เคร้งคร้าง" ของดินหินที่ถูกแรงระเบิดซัดขึ้นไปบนฟ้าแล้วตกลงมาบนหมวกเหล็กของเขา เขาได้แต่อธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกองค์ที่นึกออก ตั้งแต่โดราเอมอนไปจนถึงเจ้าพ่อหลักเมือง ตั้งแต่กวนอูไปจนถึงหงอคง ว่าขออย่าให้ลูกระเบิดสักลูกตกลงมาในเพลาะของเขาเลย
เมื่อเสียงปืนใหญ่ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้นเงียบลงหลังจากลูกสุดท้ายตกลงมา โจที่มีอาการหูอื้อและมึนงงเล็กน้อย ก็ถ่มฝุ่นที่ปลิวเข้าปากออกมาแล้วหยัดกายยืนขึ้น
หลังจากผ่านการถูกถล่มด้วยปืนใหญ่ครั้งแรก โจรู้สึกถึงความไม่จริงอย่างประหลาด แรงระเบิดเมื่อครู่ดูเหมือนจะลบเลือนบางอย่างออกไปจากสมองของเขา ทำให้ความคิดในตอนนั้นขาวโพลน หรือไม่มันก็อาจจะไปกดสวิตช์บางอย่างที่ทำให้เรื่องราวแปลกๆ ผุดขึ้นมาในหัวของเขาไม่หยุด
ตั้งแต่มื้อดึกมื้อสุดท้ายที่เขาสั่งไว้แต่ยังไม่ได้กิน ไปจนถึงเนื้อหาใน "ระเบียบปฏิบัติสนาม" ที่เขาท่องได้คล่องปร๋อตอนฝึก ทุกอย่างไหลผ่านสมองของเขาไปราวกับแผ่นสไลด์ที่เรียงลำดับผิด
ในที่สุด เมื่อโจที่ดูเหมือนเพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากดินได้สติ ขณะที่ดินและหินร่วงหล่นออกจากตัว เขาหันไปมองฝาผนังเพลาะที่พังทะลายลงและความวุ่นวายรอบตัว รวมถึงแนวกระสอบทรายด้านนอกเพลาะที่เคยมีอยู่แต่ตอนนี้กลับถูกแรงระเบิดซัดลอยหายไปหมดแล้ว
โจตระหนักได้ว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างเดี๋ยวนี้ หากเขายังคงมัวแต่อึ้งอยู่ เขาอาจจะไม่เหลือโอกาสได้อึ้งไปตลอดชีวิต
แม้จะเป็นครั้งแรกที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ แต่การฝึกฝนตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ประกอบกับทริคเล็กๆ น้อยๆ จากเพื่อนของเขา ก็พรั่งพรูขึ้นมาในใจ และเขารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรต่อไป
หลังจากเขย่าตัวพวกไอ้หนูที่กำลังอึ้งไม่แพ้เขาให้ตื่นสติและดึงพวกมันขึ้นมาจากพื้น
โจก็นำพวกไอ้หนูเหล่านี้ไปเร่งซ่อมแซมจุดที่สำคัญในสนามเพลาะ เช่น ตำแหน่งปืนกล
จากนั้นโจก็ต้องมองด้วยความสยดสยองเมื่อพบว่าพวก "หมูดำ" หนักๆ จากการถูกระดมยิงเมื่อครู่ ไม่ถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นก็ถูกเศษระเบิดซัดจนพังพินาศ ใช้งานไม่ได้อีกต่อไป
แม้ตำแหน่งปืนกลกว่าครึ่งจะพังยับเยิน แต่โจก็ยังสั่งให้พวกไอ้หนูของเขาช่วยกันปรับแต่งรูปลักษณ์ของปืนกลเหล่านั้น อย่างน้อยให้อุปกรณ์ชิ้นโตที่ต้องใช้คนสองคนคุมเครื่องตัวนี้ดูสมจริงขึ้นมาบ้าง เพื่อที่มันจะได้ช่วยทำหน้าที่เป็นเป้าล่อกระสุนและระเบิดมือของพวกทิวทันที่จะบุกเข้ามาในระลอกถัดไป
นอกจากการสร้างเป้าหลอกแล้ว โจยังถือพลั่วสนามเดินไปรอบๆ เพื่อตามหาทีมปืนกล เตรียมที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับที่กำบังของพวกเขา
แม้ว่าความทนทานของจุดยิงที่เสริมความแข็งแกร่งชั่วคราวด้วยกระสอบทรายในเวลาแบบนี้จะจำกัด แต่ในตอนนี้ พลังเพียงน้อยนิดก็มีความหมาย
โชคดีที่ปืนกลลูอิสที่กองกำลังอาสาสมัครบริทาเนียใช้นั้น แตกต่างจากพวก "หมูดำ" ที่เทอะทะของทิวทัน เพราะมันสามารถหิ้ววิ่งไปมาได้เพียงคนเดียว
ดังนั้น จุดยิงที่ได้รับการเสริมกำลังเพียงเล็กน้อยเหล่านี้จึงยังคงใช้งานได้ และถ้าหากสถานการณ์แย่ลง พลปืนกลก็ยังสามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้เสมอ
ขณะที่โจกำลังกวัดแกว่งพลั่วสนามอย่างแข็งขันจนเกือบจะเกิดประกายไฟ ท่ามกลางเสียงตะโกน "ศัตรูบุก!" และเสียงนกหวีดที่ดังก้องไปทั่วสนามเพลาะ โจก็เห็นเงาร่างคนตะคุ่มๆ ปรากฏขึ้นในระยะไกล
วินาทีต่อมา โจก็ได้ยินเสียง "ฟิ้ว~" และเขาก็รู้สึกได้ถึงวัตถุที่พุ่งผ่านหูไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อรู้ตัวว่าเกือบจะถูกยิง โจก็สะดุ้งสุดตัวแล้วมุดกลับลงไปในเพลาะทันที
วินาทีถัดมา เสียงปืนก็ระดมยิงออกมาจากสนามเพลาะอย่างดุเดือด
หลังจากมุดกลับเข้ามาในเพลาะ โจปลดปืนไรเฟิลออกจากบ่า ชะโงกหัวออกไปมองดูสถานการณ์แวบหนึ่ง ก่อนจะรีบผลุบหัวกลับเข้ามาทันที
ที่ด้านนอกสนามเพลาะ ทหารทิวทันในชุดเครื่องแบบสีเทาเป็นแถวพรืดกำลังถือปืนไรเฟิลบุกตรงมายังสนามเพลาะ