- หน้าแรก
- ค้าขายข้ามมิติในมาเวล
- EP.4 ต้องการความช่วยเหลือ
EP.4 ต้องการความช่วยเหลือ
EP.4 ต้องการความช่วยเหลือ
EP.4 ต้องการความช่วยเหลือ
จอชและแดเนริสได้ทำการค้าขายสำเร็จพร้อมด้วยเสียง "ติ๊ง!" ตอนนี้แดเนริสมีปืนไรเฟิล 4 กระบอกและกระสุน 400 นัดในคลังของเธอ ขณะที่จอชได้รับทองคำ 120 ออนซ์
ต่างจากการค้าขายครั้งก่อนๆที่มีเครื่องประดับทองคำประดับอยู่บ้าง ในครั้งนี้ทองคำนั้นมาในรูปทองคำแท่งที่หลอมอย่างประณีต 12 แท่ง เห็นได้ชัดว่าแดเนริสได้เตรียมทองคำจำนวนมากไว้ล่วงหน้าสำหรับการซื้อขายในครั้งนี้ แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันระหว่างโลกทั้ง 2 ใบ เช่น ภาษา อักษร และระบบการวัดค่า แต่ระบบการค้าข้ามมิติก็จะแปลและแปลงทุกอย่างโดยอัตโนมัติ ทำให้มันสะดวกอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นทองคำจำนวนมากในเวลาเดียวกัน จอชก็อดรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยไม่ได้
พวกมันเป็นทองคำที่มีน้ำหนัก 3.4 กิโลกรัม ซึ่งจะมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านหยวนหากคิดตามราคาทองคำก่อนที่เขาจะเดินทางข้ามเวลามา (หมายเหตุจากคนเขียน : เทียบเท่ากับ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ)
แม้ว่าสถานะทางการเงินของจอชในชีวิตที่แล้วจะไม่แย่ แต่เขาก็ไม่เคยเห็นเงินสดมากขนาดนี้มาก่อน นอกจากทรัพย์สินที่เขาเป็นเจ้าของ
เขานั้นเคยเห็นทองคำจำนวนที่มากกว่านี้ แต่นั่นมันเฉพาะในร้านขายเครื่องประดับเท่านั้น
จอชพยายามต้านทานแรงกระตุ้นที่จะหยิบทองออกมาเล่น เขาจึงเตรียมที่จะปิดระบบ เขานั้นต้องคิดอย่างรอบคอบถึงวิธีการขายทองจำนวนมหาศาลเช่นนี้ แม้ว่าการขายทองครั้งล่าสุดของเขามันจะราบรื่น และตัวเจ้าของร้าน โอลด์ ฮอว์ก ก็ดูน่าเชื่อถือ แต่ในครั้งนี้ปริมาณของทองมันเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า และทุกอย่างอาจไม่ราบรื่นนัก
"รอเดี๋ยวก่อน จอช!" แดเนริสเรียกในขณะที่จอชกำลังจะออกจากระบบ
"มีอะไรงั้นเหรอ" จอชถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เพราะแดเนริสนั้นกำลังเดินทางกลับไปที่อ่าวทาสพร้อมกับกองทัพโดธราคีเพื่อปราบกบฏ และเธอก็ยุ่งมากทีเดียว
"ข้านั้นชอบหนังสือ The Prince ที่เจ้าแลกมาให้ข้าเมื่อก่อนมากเลยนะ คำบรรยายที่กล่าวถึงคุณสมบัติที่ผู้ปกครองควรพึงมีนั้นมันช่างให้ความรู้มาก ถ้าข้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อหลายปีก่อน อ่าวทาส ก็อาจจะไม่วุ่นวายเท่ากับในตอนนี้ แต่เนื้อหาในหนังสือนั้นมันมีจำกัด เช่น มันไม่ได้บันทึกถึงรายละเอียดของผู้ปกครองที่กล่าวถึงเอาไว้ ข้านั้นสนใจในประสบการณ์ของพวกเขามาก เจ้าพอจะช่วยหาหนังสือแบบนี้มาให้ข้าอีกได้ไหม" แดเนริสถามพลางชูหนังสือ The Prince ที่จอชเคยแลกมาให้เธอให้เขาดู
ในฐานะเจ้าหญิงที่ถูกเนรเทศ แดเนริสนั้นต้องใช้ชีวิตในวัยเด็กของเธอด้วยการหลบหนีอยู่ตลอดเวลา และมีเพียงช่วงเวลาสงบสุขไม่กี่วันเท่านั้น
ผลก็คือเธอนั้นไม่เคยได้รับการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการในการเป็นผู้ปกครองเลย และแม้แต่การศึกษาขั้นพื้นฐานของเธอก็ยังไม่สมบูรณ์
เรื่องนี้มันดูเหมือนจะไม่สำคัญมากนักเมื่อกองกำลังของเธอนั้นมีน้อย
แต่เมื่อกองทัพของเธอมีมากขึ้น จุดบกพร่องของเธอมันก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น
การจะไกล่เกลี่ยระหว่างคนในกลุ่มและชนชั้นทางสังคมต่างๆในดินแดนของเธอต้องทำยังไง การจะบริหารจัดการผู้ใต้บังคับบัญชาได้ต้องทำยังไง การจะปกครองดินแดนของเธอต้องทำยังไง และเธอนั้นควรพยายามเป็นผู้ปกครองแบบใดกันแน่
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้
นี่เป็น 1 ในเหตุผลหลักที่ทำให้เธอยังคงติดอยู่ในอ่าวทาส เพราะการขาดประสบการณ์ในฐานะผู้ปกครองทำให้เมืองต่างๆในอ่าวต้องถูกก่อกบฏอยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงแต่เธอไม่สามารถสร้างกำลังพลได้เท่านั้น แต่ยังสูญเสียทรัพยากรและอิทธิพลไปอีกด้วย
ในขณะที่ที่ปรึกษาที่สำคัญที่สุดบางคนของเธอ เช่น ไทเรียน ซึ่งเพิ่งเข้าร่วมกับเธอได้ช่วยแนะนำเธอว่าเธอควรเป็นผู้ปกครองประเภทใด คำแนะนำของพวกเขานั้นขึ้นอยู่กับความคาดหวังของพวกเขาเองว่าพวกเขาต้องการให้เธอเป็นอะไรมากกว่าที่จะช่วยให้เธอกลายเป็นผู้ปกครองที่เธอต้องการจะเป็น
ในอดีต แดเนริสนั้นไม่เคยมองทะลุสิ่งนี้และเชื่อว่าเธอนั้นไม่ดีพอ ซึ่งมันนำไปสู่การประนีประนอมของเธออยู่ตลอดเวลา
แม้ว่าเนื้อหาในหนังสือ 'The Prince' จะสั้นแต่ก็มันก็กล่าวได้ตรงประเด็นและทำให้เธอมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แดเนริสนั้นเป็นคนที่เรียนรู้เร็ว และความสามารถในการเข้าถึงตำแหน่งปัจจุบันของเธอก็แสดงให้เห็นว่าเธอนั้นความคิดที่เฉียบแหลม มีเพียงมุมมองที่จำกัดของเธอเท่านั้นที่ฉุดรั้งเธอไว้
ตอนนี้ที่เธอสามารถเข้าถึงความรู้ของมิติอื่นผ่านทางจอชนั้น โลกแห่งความรู้ใหม่ก็ได้เปิดออกให้กับเธอ
โดยธรรมชาติแล้วสิ่งนี้ทำให้เธอสนใจวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ของโลกของจอชมาก
"แน่นอน ผมช่วยได้ แต่คงต้องใช้เวลาหน่อย มันมีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่หลายเล่มมาก" จอชเห็นด้วยโดยไม่ลังเล
เนื่องจากแดเนริสนั้นเป็นหุ้นส่วนทางการค้าเพียงคนเดียวของเขาในขณะนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของเธอจึงเป็นประโยชน์ต่อเขาเช่นกัน
ยิ่งแดเนริสเติบโตเป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นผู้ปกครองที่มีความสามารถเร็วเท่าไร เธอก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในเรื่องราวต้นฉบับที่เธอพบจุดจบอันน่าเศร้าได้มากขึ้นเท่านั้น
จากนั้นจอชจึงสามารถรักษาการค้าขายกับเธอไว้ได้
หาก แดเนริส ตาย สัญญาณการค้าระหว่างมิติก็จะเลือกโฮสต์ใหม่แบบสุ่ม
ถ้าโฮสต์ใหม่เป็นขุนนางหรือชลชั้นสูงคนอื่นก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นขอทานหรือคนไร้ชื่อ เรื่องมันคงจะยุ่งยากขึ้น จอชนั้นคงต้องใช้เวลาและความพยายามในการช่วยพวกเขาสะสมทรัพยากรให้เพียงพอสำหรับการค้าขายกับเขา
การได้พบกับใครสักคนที่ทรงพลังและร่ำรวยอย่างแดเนริสมาเป็นหุ้นส่วนการค้าคนแรกนั้นถือเป็นความโชคดีของจอช
เพราะมันไม่มีการรับประกันว่าสัญญาณใหม่ที่จะสร้างขึ้นในปีหน้าจะนำโชคลาภมาให้เขาอีกแบบคราวนี้
นอกจากการค้าขายกับแดเนริสมันก็สร้างผลกำไรให้กับเขาแล้ว ตัวของจอชนั้นยังยินดีที่จะช่วยเหลือเธอในด้านอื่นๆอีกด้วย
ในความเป็นจริงแล้ว หากเขาไม่กังวลว่าจะทำให้เธอรู้สึกหนักใจ เขาคงเล่าเนื้อเรื่องทั้งหมดของ Game of Thrones ให้เธอฟังไปแล้ว
"เยี่ยมมาก! ขอบคุณมากนะ เดิมทีข้านั้นวางแผนจะไปที่เวสเทอรอสทันทีที่กลับถึงอ่าวทาส แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าจะหาเวลาเรียนรู้และรวบรวมกำลังเพิ่มสักหน่อย นอกจากนี้ ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากจะเตรียมปืนไรเฟิลพวกนี้ให้กับกองทัพ *Unsullied *อันซัลลีด์ / ผู้ไร้มลทิน ทั้งหมดด้วย" แดเนริสกล่าว
"มันอาจจะยากในระยะสั้น ยังไงผมนั้นก็ไม่เหมือนคุณอยู่แล้ว ผมยังเป็นเพียงคนตัวเล็กในโลกของผม การซื้อปืนเป็นสิบๆหรือเป็นร้อยๆกระบอกก็เรื่องนึง แต่แปดพันกระบอกล่ะ ? นี่มันท้าทายกว่าเยอะ" จอชตอบอย่างหมดหนทาง
แม้ว่าสหรัฐฯจะไม่ได้มีกฎหายห้ามค้าขายอาวุธปืน แต่การซื้อปืนไรเฟิลจพนวนแปดพันกระบอกในคราวเดียวจำเป็นต้องผ่านตัวแทนจำหน่ายอาวุธ ซึ่งมันจะเปิดโปงตัวตนของจอชอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เนื่องจากเขาเป็นเด็กหนุ่มวัย 15 ปีที่มีทรัพย์สมบัติมากมายแต่ไม่มีอำนาจใดๆที่จะหนุนหลัง เขาจึงจะกลายเป็นเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาที่แท้จริงของจอชก็คือเขาอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครช่วยเหลือได้อย่างน่าเชื่อถือ
แต่การหาพันธมิตรที่เชื่อถือได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งอย่างจอช
ชื่อเต็มของจอชนั้นคือ จอช คาห์น และเขามีเชื้อสายออสเตรีย ซึ่งทำให้เขากลายเป็นพลเมืองของประเทศที่มีผู้นำเผด็จการผู้ฉาวโฉ่ เมื่อ 5 ปีก่อน เมื่อผู้นำเผด็จการผนวกออสเตรียเข้าด้วยกัน พ่อแม่ของจอชก็ได้หนีออกนอกประเทศ และอพยพมายังสหรัฐอเมริกาในที่สุด
ครอบครัวคาห์นนั้นมีทรัพย์สมบัติอยู่บ้างในออสเตรีย แต่พวกเขาได้ขายทรัพย์สินส่วนใหญ่ไปแบบขาดทุนระหว่างที่หลบหนี เมื่อมาถึงอเมริกาและซื้ออพาร์ตเมนต์เล็กๆ พวกเขาก็แทบจะหมดตัวแล้ว
พ่อของจอชช่วยเหลือครอบครัวด้วยการทำงานที่ท่าเรือ
แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว แต่ครอบครัวนี้ก็ยังปรับตัวได้ช้า เนื่องจากมีเพียงพ่อของจอชเท่านั้นที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง
จอชได้ไปเรียนที่อเมริกามาหลายปีแล้ว แต่นอกจากจะพัฒนาภาษาอังกฤษแล้ว เขาก็ไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรมากนัก แถมยังไม่มีเพื่อนเลยด้วยซ้ำเพราะนิสัยเก็บตัวของเขา
สถานการณ์ได้เลวร้ายลงเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เมื่อพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตจากอาหารเป็นพิษจากไส้กรอกที่บ่มมาอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นขณะที่จอชนั้นไม่อยู่บ้าน ทำให้การเสียชีวิตของพวกเขาเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไม่คาดคิด
สำหรับเด็กชายอายุ 15 ปี มันคือความสูญเสียครั้งใหญ่
หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากบาทหลวงท้องถิ่น จอชคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องจ่ายเงินค่าจัดงานศพของพ่อแม่ของเขายังไงดี ซึ่งเงินที่เหลือเกือบทั้งหมดก็หมดไปแล้ว
ตั้งแต่นั้นมา จอชก็เลิกไปโรงเรียนและล่องลอยอย่างไร้จุดหมายเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนที่ตัวตนในปัจจุบันของเขาจะเข้ามาแทนที่
ด้วยความสัมพันธ์ทางสังคมที่จำกัดเช่นนี้ จอชจึงไม่สามารถหาเพื่อนหรือครอบครัวที่ไว้ใจได้ให้พึ่งพาได้
เมื่อเข้าใจคำอธิบายของจอช แดเนริสก็พยักหน้าด้วยความเห็นใจ เพราะเธอเองก็เคยประสบกับความยากลำบากคล้ายๆกัน
"ถ้าเจ้าต้องการความช่วยเหลือที่เชื่อถือได้... ให้ข้าส่ง ผู้ไร้มลทิน ไปให้เจ้าดีไหม" แดเนริสเสนอหลังจากคิดอยู่ครู่นึง
"ผู้ไร้มลทิน เหรอ ?" จอชรู้สึกถูกล่อลวงด้วยความคิดนี้
โปรดติดตามตอนต่อไป.
_______________