เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 4: เปลี่ยนเคล็ดวิชา ทะลวงสู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสอง

ตอนที่ 4: เปลี่ยนเคล็ดวิชา ทะลวงสู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสอง

ตอนที่ 4: เปลี่ยนเคล็ดวิชา ทะลวงสู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสอง


ตอนที่ 4: เปลี่ยนเคล็ดวิชา ทะลวงสู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสอง

หลังจากช่วงเวลาคุ้มครองมือใหม่สิ้นสุดลง สวี่มู่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของถ้ำสวรรค์

ในเมื่อความแข็งแกร่งของตัวเองยังไม่เพียงพอ การเสริมสร้างความสามารถในการป้องกันของถ้ำสวรรค์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

นี่เป็นทางเลือกที่คนส่วนใหญ่ทำกัน

ด้วยเหตุนี้เอง จานค่ายกลและธงค่ายกลที่ใช้สำหรับวางค่ายกลจึงหาซื้อได้ยากมาก

ดังนั้น สวี่มู่จึงตัดสินใจพึ่งพาตัวเอง โดยตั้งเป้าที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลให้เร็วที่สุด แล้วค่อยวางค่ายกลรอบถ้ำสวรรค์ด้วยตัวเอง

หอสมุดไม่ได้ใหญ่โตนัก มีเพียงชั้นเดียว บนชั้นหนังสือแต่ละชั้นเต็มไปด้วยแผ่นหยกบันทึกมรดกวิชาต่างๆ

สวี่มู่เดินดูตามหมวดหมู่ จนพบโซนที่เก็บมรดกวิชาค่ายกล และเริ่มค้นหาวิชาที่เหมาะสม

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ในที่สุดเขาก็เจอมรดกวิชาค่ายกลระดับหนึ่งที่น่าสนใจ

ขณะที่สวี่มู่หันหลังกลับ เขาก็เห็นโค่วหยิง ซึ่งเคยเจอที่โรงอาหาร เดินตรงเข้ามา

เธอมีรูปร่างเพรียวบาง ใบหน้าสวยหมดจด บุคลิกโดดเด่น และกิริยาท่าทางสง่างาม ดูสมกับเป็นคุณหนูจากตระกูลผู้ดี

แม้แต่สวี่มู่เองก็ยังอดมองเธอไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนไม่ได้รู้จักกัน จึงเพียงแค่เดินสวนกันไป

สวี่มู่ไปลงบันทึกการยืม แล้วเดินออกจากหอสมุดพร้อมแผ่นหยกมรดกวิชา

หลังจากเรียนภาคบ่ายเสร็จ สวี่มู่และเฉิงหงปัวก็พากันไปหาครูประจำชั้นเพื่อขอลาหยุด โดยเบื้องต้นขอลาเป็นเวลาหนึ่งเดือน

ทันทีที่ก้าวออกจากห้องพักครู เด็กหนุ่มร่างสูงผมเกรียนก็เดินตรงเข้ามาหาพวกเขา พร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก

เขาชื่อหลิงซิวฉี เคยอาศัยอยู่ในละแวกบ้านเดียวกันกับทั้งสองคน และเรียนโรงเรียนประถมเดียวกัน สมัยนั้นพวกเขายังเคยเล่นด้วยกันและไปกลับโรงเรียนด้วยกันบ้างเป็นครั้งคราว

ต่อมา ในช่วงทดสอบรากวิญญาณ ปรากฏว่าทั้งสามคนต่างก็มีรากวิญญาณ แต่สวี่มู่และเฉิงหงปัวมีรากวิญญาณระดับต่ำ ในขณะที่หลิงซิวฉีมีรากวิญญาณระดับกลาง

แม้จะได้เข้าเรียนโรงเรียนมัธยมพันธมิตรเซียนเหมือนกัน แต่หลิงซิวฉีได้อยู่ห้องคิงที่มีอนาคตสดใส และมีโอกาสสูงที่จะสอบเข้าสถาบันเซียนเต๋าได้

หลังจากนั้น เวลาเจอกันที่โรงเรียน สวี่มู่และเฉิงหงปัวจะทักทายเขา แต่เขากลับทำเมินไม่สนใจ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงค่อยๆ ห่างเหินกันไป

เห็นได้ชัดว่าหลิงซิวฉีตั้งใจเดินมาหาพวกเขา เขายืนอยู่ตรงหน้าทั้งสองคนและถามด้วยน้ำเสียงวางก้าม

"เสี่ยวสวี่ เสี่ยวเฉิง พวกนายสองคนน่าจะเข้าไปในแดนถ้ำสวรรค์แล้วใช่ไหม?"

เฉิงหงปัวตอบกลับอย่างเย็นชา "มีธุระอะไร?"

"พวกนายมีแค่รากวิญญาณระดับต่ำ แถมทางบ้านก็ฐานะธรรมดา โอกาสสอบติดสถาบันเซียนเต๋ามันน้อยมาก"

"ทำไมไม่ขายหินวิญญาณให้ฉันล่ะ? ฉันให้ราคาตลาดก้อนละแสนหยวนเลยนะ มีเงินก้อนนี้ พวกนายจะได้ใช้ชีวิตสบายขึ้นหน่อย" หลิงซิวฉีพูดด้วยสีหน้าจริงจังราวกับเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

เหอะ... สวี่มู่และเฉิงหงปัวพูดไม่ออก อยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง

ต่อให้ฉันสอบไม่ติดสถาบันเซียนเต๋า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย?

อีกอย่าง หินวิญญาณราคาตั้งแสนหยวน บางทีพุ่งไปถึงแสนกว่าด้วยซ้ำ ทำไมพูดเหมือนพวกเราเป็นฝ่ายได้กำไรที่ขายให้นายล่ะ?

คนคนนี้น่าขำจริงๆ

"ไม่ล่ะ ขอบใจ พวกเราวางแผนกันไว้แล้ว" สวี่มู่และเฉิงหงปัวพูดพร้อมหันหลังเดินหนี ไม่อยากเสียเวลาเสวนากับคนพรรค์นี้แม้แต่คำเดียว

หลังจากเดินห่างออกมาได้สักระยะ

เฉิงหงปัวบ่นอุบ "ไอ้หมอนั่นแม่งโคตรขี้เก๊ก ตอนประถมยังเดินตามต้อยๆ เรียกเรา 'พี่ใหญ่' อยู่เลย พอตรวจเจอรากวิญญาณระดับกลางหน่อย ทำเป็นจำกันไม่ได้"

"พอหินวิญญาณขาดมือถึงนึกถึงเรา แถมยังทำท่าทางหยิ่งยโสเหมือนมาโปรดสัตว์ น่ารังเกียจชะมัด"

"คนแบบนี้มีเยอะแยะ อย่าไปใส่ใจเลย" สวี่มู่กล่าว

หลังเลิกเรียน ทั้งสองนั่งรถไฟความเร็วสูงกลับบ้าน สวี่มู่ทานข้าววิญญาณหอมกรุ่นอีกมื้อ

เมื่อกลับถึงห้อง เขาตั้งจิตอธิษฐานเงียบๆ

"ถ้ำสวรรค์"

พริบตาต่อมา สวี่มู่ก็ย้ายจากบ้านมาโผล่ที่ถ้ำสวรรค์ในโลกบำเพ็ญเพียร

ลานบ้านล้อมรั้วไม้ไผ่ที่คุ้นเคยยังคงเรียบง่ายถึงขีดสุด

สวี่มู่นั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่ง เริ่มโคจรลมปราณเพื่อย่อยสลายและดูดซับปราณวิญญาณจากข้าววิญญาณ

จากนั้นเขาก็หยิบ 'เคล็ดวิชาสุริยันเพลิงผลาญ' ออกมา และเริ่มฝึกฝนวิชาขั้นสร้างรากฐานนี้ต่อ

เนื่องจากลาหยุดแล้ว สวี่มู่จึงไม่ต้องไปโรงเรียนอีก นอกจากกลับบ้านไปกินข้าว เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่ในถ้ำสวรรค์

ห้าวันผ่านไปเช่นนี้ สวี่มู่ซึ่งเดิมฝึกเคล็ดวิชากลั่นลมปราณ ในที่สุดก็เปลี่ยนมาใช้วิชาใหม่ได้สำเร็จ เขาบรรลุขั้นต้นของเคล็ดวิชาสุริยันเพลิงผลาญเรียบร้อยแล้ว

ฟุ่บ!!

สวี่มู่ชูนิ้วชี้ขึ้น เปลวไฟสีฟ้าอ่อนดวงเล็กๆ ก็ลุกโชนขึ้นที่ปลายนิ้ว

"นี่คือไฟหลี แค่อุณหภูมิก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดา ตอนนี้ฉันใช้คาธาตุไฟได้แล้ว มาดูกันซิว่าพลังจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน"

สวี่มู่เรียนรู้คาถาพื้นฐานที่สุดสองบทมาจากโรงเรียน คือคาถาลูกไฟและคมมีดวายุ ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ก็เรียนเหมือนกัน

สวี่มู่ประสานอิน พลังเวทถูกดึงไปใช้อย่างรวดเร็ว

ตูม!!

ลูกไฟขนาดเท่าลูกแอปเปิ้ลปรากฏขึ้นตรงหน้า เปลวเพลิงเป็นสีฟ้าอ่อน

ทันทีที่ลูกไฟปรากฏ อุณหภูมิโดยรอบก็พุ่งสูงขึ้นเล็กน้อย

"ไป!!"

สวี่มู่สะบัดมือ ลูกไฟพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง บินออกจากถ้ำสวรรค์ไปปะทะต้นไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งเมตรที่อยู่ห่างออกไปสามสิบเมตร

ปัง!!

ลูกไฟกระแทกเข้ากับลำต้นแล้วระเบิดออกทันที ประกายไฟปลิวว่อน

แม้จะไม่ได้ระเบิดต้นไม้จนแหลกเป็นจุล แต่ก็สร้างหลุมลึกขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลได้

เห็นดังนั้น ดวงตาของสวี่มู่ก็เป็นประกายด้วยความปิติยินดี

"พลังทำลายเพิ่มขึ้นอย่างน้อยยี่สิบเปอร์เซ็นต์! วิชาขั้นสร้างรากฐานนี่ทรงพลังจริงๆ!"

สวี่มู่โคจรลมปราณเพื่อฟื้นฟูพลังเวทที่เสียไป

"เปลี่ยนวิชาสำเร็จแล้ว ต่อไปก็ได้เวลายกระดับฐานการบำเพ็ญเพียร!!"

ห้องฝึกตนที่โรงเรียนติดตั้งค่ายกลรวมวิญญาณเอาไว้ ความเข้มข้นของปราณวิญญาณภายในเทียบเท่ากับชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งขั้นต่ำ

น่าเสียดายที่แต่ละคนมีเวลาฝึกแค่สัปดาห์ละสองชั่วโมง

บวกกับการขาดแคลนโอสถช่วยฝึก ทำให้ผ่านไปสองปี สวี่มู่ยังคงติดอยู่ที่ขั้นกลั่นลมปราณระดับหนึ่ง

ตอนนี้เมื่อมีสถานที่ฝึกตนส่วนตัวและยารวมปราณอีกห้าเม็ด สวี่มู่มั่นใจว่าจะทะลวงสู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสองได้ภายในสิบวัน

หลังจากปรับสภาพร่างกายและจิตใจจนถึงจุดสูงสุด สวี่มู่หยิบยารวมปราณออกมาหนึ่งเม็ดและกลืนลงไป

เม็ดยาละลายในปาก กลายเป็นกระแสความร้อนไหลลงสู่ท้อง

สวี่มู่รีบโคจรวิชา ชักนำฤทธิ์ยาให้ไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรไปยังแขนขาและกระดูกทั่วร่างกาย

สุดท้าย หลังจากโคจรครบหนึ่งรอบใหญ่ พลังงานก็ไหลกลับสู่จุดตันเถียนและเปลี่ยนเป็นพลังเวทอันพลุ่งพล่าน เพียงเท่านี้ ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาก็เพิ่มขึ้น

ในระดับปัจจุบัน สวี่มู่สามารถนั่งสมาธิและฝึกฝนได้สูงสุดวันละหกชั่วโมง หากเกินกว่านั้น เส้นชีพจรจะรับไม่ไหวและต้องหยุดพัก

ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นลมปราณระยะต้นทุกคนก็เป็นเช่นนี้

เมื่อสวี่มู่ถึงขีดจำกัดทางร่างกายและหยุดฝึก เขาจะหันไปศึกษาตำราค่ายกลต่อ

วิถีแห่งค่ายกลนั้นกว้างขวางและลึกล้ำ ต้องใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจอย่างยาวนาน ไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้ได้ในข้ามคืน

แต่เมื่อก้าวผ่านขั้นต้นไปได้ อะไรๆ ก็จะง่ายขึ้น

เพราะในกล่องสมบัติทั่วไปที่ดรอปจากการฆ่าสัตว์อสูร มีโอกาสพบ 'หินดารา'

จุดประสงค์เดียวของหินดาราคือการเลื่อนขั้นระดับอาชีพ

เจ็ดวันต่อมา

หลังจากกินยารวมปราณเม็ดที่ห้า สวี่มู่ก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสองได้สำเร็จ

สวี่มู่สัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังเวทในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ และสมรรถภาพทางกายทุกด้านก็ดีขึ้น

"เมื่อก่อน ฉันปล่อยคาถาลูกไฟได้มากสุดแค่สามครั้ง พลังเวทในตันเถียนก็หมดเกลี้ยง"

"ตอนนี้ น่าจะปล่อยได้สักห้าครั้ง แถมความแรงยังเพิ่มขึ้นอีก บวกกับพลังทำลายของไฟหลี ลูกไฟลูกเดียวน่าจะทำให้สัตว์อสูรขั้นกลั่นลมปราณระยะต้นบาดเจ็บได้เลย"

แน่นอนว่าสวี่มู่ไม่ได้หลงตัวเองจนคิดว่ามีปัญญาไปดวลเดี่ยวกับสัตว์อสูรขั้นกลั่นลมปราณระยะต้นได้ในตอนนี้

ในฐานะมือใหม่หัดขับที่ไร้ประสบการณ์การต่อสู้ มีท่าโจมตีแค่ท่าเดียว แถมไม่มีของป้องกันตัวหรือท่าไม้ตายเอาตัวรอดสักอย่าง

ทางที่ดีสวี่มู่ควรรอให้ถึงขั้นกลั่นลมปราณระดับสาม มีวิชาโจมตีและป้องกันมากกว่านี้ก่อน ค่อยไปลองของกับสัตว์อสูรขั้นกลั่นลมปราณระยะต้นที่ดูอ่อนแอหน่อย

"ยารวมปราณเม็ดละหนึ่งหินวิญญาณ... ถึงจะแพง แต่คุ้มค่าจริงๆ!"

"ฉันยังมีหินวิญญาณเหลืออีกตั้งสองร้อยห้าสิบก้อน ซื้อยารวมปราณมาโด๊ปต่อได้สบาย"

"อ้อ ข้าววิญญาณก็ใกล้หมดแล้ว ต้องซื้อเพิ่มอีกสักหลายสิบชั่ง"

ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นลมปราณระยะต้นทั่วไปจะมีปัญญาซื้อข้าววิญญาณมากินได้ยังไง? แค่ได้กลิ่นก็บุญแล้ว

แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นลมปราณระยะกลางยังกินข้าววิญญาณแค่นานๆ ทีเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง

คนอย่างสวี่มู่ ที่กินข้าววิญญาณสามมื้อทุกวัน...

ถ้าไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นลมปราณระยะท้ายที่มีวิชาชีพติดตัวและมีรายได้มั่นคง ก็ต้องเป็นนายน้อยหรือคุณหนูจากตระกูลใหญ่

มีสองวิธีหลักในการหาข้าววิญญาณ หนึ่งคือการฆ่าปีศาจหรือสัตว์อสูร ซึ่งอาจดรอปมาในกล่องสมบัติ

สองคือผู้บำเพ็ญเพียรบางคนบุกเบิกแปลงนาวิญญาณในถ้ำสวรรค์ของตัวเองเพื่อปลูกข้าววิญญาณ

การปลูกข้าววิญญาณในถ้ำสวรรค์เล็กๆ ให้ผลตอบแทนน้อยนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรทำ

นักเรียนส่วนใหญ่ในสถาบันเซียนเต๋ามักจะทำวิธีนี้กัน

ดังนั้นสวี่มู่จึงเปิดแพลตฟอร์มการซื้อขาย และใช้เวลาไม่นานก็ซื้อข้าววิญญาณระดับหนึ่งขั้นต่ำมาได้สามสิบชั่ง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการขาดแคลนนักปรุงยาและวัตถุดิบ ยารวมปราณจึงหาซื้อไม่ได้ง่ายนัก

สวี่มู่ไม่ได้ฝืน เขาใช้เวลาวันละครึ่งชั่วโมงค้นหายารวมปราณบนแพลตฟอร์มการซื้อขาย

จนกระทั่งวันสุดท้ายของช่วงคุ้มครองมือใหม่ สวี่มู่ถึงหาซื้อยารวมปราณได้อีกสิบเม็ด

"ครบหนึ่งเดือนแล้ว ได้เวลากลับไปโรงเรียน"

สวี่มู่ลุกขึ้น เก็บของเล็กน้อย ออกจากถ้ำสวรรค์ แล้วกลับบ้าน

ดูเวลา แปดโมงเช้าพอดี

สวี่มู่โทรหาเฉิงหงปัว แล้วทั้งสองก็นั่งรถไฟความเร็วสูงกลับโรงเรียนด้วยกัน

เฉิงหงปัวเองก็ทะลวงสู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสองแล้ว แต่เขายังดูไม่ค่อยมีความสุขและถอนหายใจอยู่ตลอด

"ถึงจะไม่มีจำกัดเวลาฝึกในถ้ำสวรรค์ที่มีปราณวิญญาณหนาแน่น แต่ก็ยังรู้สึกว่าระดับการบำเพ็ญเพียรขยับขึ้นช้ามากอยู่ดี"

"ถ้ามียารวมปราณช่วยฝึก แล้วก็ได้กินข้าววิญญาณทุกมื้อ คงจะดีที่สุด"

สวี่มู่ชะงักไปเล็กน้อย นั่นมันชีวิตเขาตอนนี้ชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?

ไม่น่าเชื่อว่าโดยไม่รู้ตัว เขาได้ใช้ชีวิตในแบบที่เฉิงหงปัวใฝ่ฝันไปเสียแล้ว

แน่นอน ไม่ใช่แค่เขาหรอก นักเรียนเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในโรงเรียนมัธยมพันธมิตรเซียนบนดาวเทียนหยวนก็น่าจะอยากมีชีวิตการฝึกตนแบบนี้เหมือนกัน

และนอกจากความหล่อที่มากกว่านิดหน่อย สวี่มู่ก็เหมือนกับพวกเขาทุกอย่าง เผลอๆ ฐานะทางบ้านจะแย่กว่าด้วยซ้ำ

ตอนนี้ สวี่มู่สามารถใช้ชีวิตในฝันของพวกเขาได้ เพียงเพราะพึ่งพารางวัลจากแพ็กเกจของขวัญมือใหม่ที่ได้รับผลคริติคอลทวีคูณ

สวี่มู่ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า ถ้าในอนาคตเขาได้รับรางวัลอื่นๆ แล้วมันติดคริติคอลขึ้นมา ชีวิตเขาจะสุดยอดขนาดไหน!!

จบบทที่ ตอนที่ 4: เปลี่ยนเคล็ดวิชา ทะลวงสู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสอง

คัดลอกลิงก์แล้ว