- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 64 มลายสิ้น
บทที่ 64 มลายสิ้น
บทที่ 64 มลายสิ้น
ยามนี้ฟ้าเริ่มมืดสนิท ตะวันลับขอบฟ้าไปนานแล้ว
ท่ามกลางราตรีที่ค่อยๆ ขมุกขมัว ไม่อาจรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายยกพวกมากันเท่าไร
ฉีไป๋อีเห็นท่าไม่ดีจึงขมวดคิ้วมุ่น กระตุกบังเหียนควบม้าพุ่งไปข้างหน้า มือขวาชักกระบี่ยาวที่ข้างเอวออกมา พลางตะโกนก้องว่า “ฟังคำสั่ง ชักดาบ!”
ผู้คุ้มกันนับสิบคนที่อารักขารถม้าควบม้าพุ่งออกมา พร้อมชักดาบกล้าออกจากฝัก ผู้คุ้มกันเหล่านี้เป็นสมาชิกเก่าแก่ของพรรคอาชาพยศ และยังมีมือดาบที่เพิ่งรับสมัครมาใหม่อีกจำนวนหนึ่ง ทุกคนสวมเกราะหนังวัวและสวมหมวกหนัง
บนอานม้ามีเชือกบ่วง ถุงน้ำ และกระเป๋าสัมภาระแขวนอยู่ทั้งสองข้าง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นมือดาบแห่งโม่เป่ยที่ชำนาญทั้งเพลงดาบและการขี่ม้า สามารถเดินทางไกลได้อย่างอดทน
แม้ยอดผู้คุ้มกันจะมีเพียงสิบกว่าคน ทว่าการเคลื่อนไหวกลับพร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียว เสียงม้าร้องเซ็งแซ่แต่รูปขบวนกลับไม่แตกตื่น แผ่กลิ่นอายดุดันน่าเกรงขามออกมาตามธรรมชาติ
เมื่อรวมพลขับรถม้าและคนรับใช้แล้ว กลุ่มโจรภูเขามีจำนวนมากกว่าฝ่ายนี้ถึงสองเท่า แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า มันก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แหลมคมดุจหัวลูกศร หัวหน้าโจรจึงผิวปากส่งสัญญาณยาว ทำให้พรรคพวกต้องรั้งม้าหยุดลง
“พวกเจ้ามาจากเส้นทางไหน ประจำอยู่ค่ายใด? เคารพขุนเขาลูกไหน? สังกัดกองกำลังใด? ผู้ใดเป็นนายใหญ่... เหตุใดจึงมาขวางทางพวกเรา?”
ฉีไป๋อีรู้ดีว่าตนกำลังพูดเรื่องไร้สาระ เขาใช่ว่าจะไม่ได้ยินคำพูดของเหอจงเหิง แต่ตามกฎระเบียบของชาวยุทธภพ เขาจำต้องถามด้วยถ้อยคำเฉพาะในวงการเสียก่อน
“เฮอะๆ”
ชายร่างใหญ่หัวโล้นนั่งอยู่บนหลังม้า แสยะยิ้มกว้าง “ดูท่าจะเป็นพี่น้องที่ท่องยุทธภพจนชินทางสินะ พวกเราคือพลพรรคสี่เสาแปดคานแห่งค่ายธงดำยอดเขาชิงเจียน ข้ามีฉายาว่า ‘เสือลายลัดเลาะภูผา’ นามซาอู๋โหว วันนี้มาที่นี่มิได้มีเจตนาอื่น เพียงแค่ต้องการตัวคนคนหนึ่ง”
“ใคร?”
ฉีไป๋อีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่ต้องพูดแล้ว พวกเขาต้องการตัวข้า”
เหอจงเหิงสูดลมหายใจเข้าลึก
“ซาอู๋โหว ค่ายธงดำแห่งยอดเขาชิงเจียนก็นับเป็นขุมกำลังที่มีหน้ามีตา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น พวกเจ้าเพียงต้องการหาเรื่องข้า คนเดียวทำคนเดียวรับ–”
คำพูดยังไม่ทันจบ ไม่รู้ว่าเสียงตีฆ้อง ‘เหม่งเหม่งเหม่ง’ ดังมาจากที่ใด หางตาของชายหัวโล้นกระตุก เขาตกใจเมื่อพบว่าในป่าเบื้องหน้ามีเสียงสวบสาบ เงาดำตะคุ่มไหววูบ แสงไฟจุดขึ้นระยิบระยับ ไม่รู้ว่าซ่อนกำลังคนไว้มากน้อยเพียงใด
“กองกำลังจากป้อมทหารอยู่ที่นี่ โจรชั่วแห่งยอดเขาชิงเจียนอย่าได้กำเริบเสิบสาน!”
ในป่าเขามีคนตะโกนก้อง เสียงกลองศึก ‘ตุมตุมตุมตุม’ ดังขึ้น พร้อมกับเสียงกลองที่รัวกระหน่ำ ยังมีเสียงแตรเขาสัตว์ดังหวีดหวิว ผสานกับสายลมราตรีที่พัดผ่าน นอกเหนือจากเสียงเปลวเพลิงที่ลุกโชนแล้ว ทิศทั้งสี่ยังมีเสียงฆ้อง เสียงกลอง และเสียงแตรดังตอบรับราวกับนัดหมาย
ซาอู๋โหวเหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก เขาไม่รู้แน่ชัดว่าผู้มาเยือนเป็นใคร แต่จำนวนคนชัดเจนว่ามากกว่าฝ่ายตนหลายเท่า
“มารดาเถอะ... ได้รับข่าวช้าเกินไปจึงพามาแค่กองม้าเร็ว กำลังคนแค่นี้อย่าว่าแต่เจอทหารหลวงจากป้อมเลย ต่อให้เป็นกองกำลังชาวบ้านทั่วไปก็ยังไม่แน่ว่าจะต้านทานไหว!”
ซาอู๋โหวหัวโล้นผู้นี้ก็นับเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาด เขาชักม้ากลับทันที ตะโกนลั่นว่า “ลมแรงแล้ว! โกยเถอะ!”
เหล่าลูกน้องกองม้าเร็วไม่รอช้าแม้แต่น้อย ต่างควบม้าห้อตะบึง หนีหายไปในพริบตา
“หนีเร็วจริง!”
ฉีไป๋อีกุมกระบี่ในมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
“ที่แท้โจรภูเขาในด่านยังรักตัวกลัวตายยิ่งกว่าโจรขี่ม้าเสียอีก ยังไม่ทันเห็นเงาศัตรูก็พากันหนีไปหมดแล้ว”
น้ำเสียงของเขาเจือความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเลื่อมใสจริงๆ หรือแค่ประชดประชัน
“พี่ใหญ่เหอ!”
ร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากในป่า เป็นชายหนุ่มที่มีไรหนวดเขียวครึ้มเหนือริมฝีปาก ใบหน้ายังคงเค้าความอ่อนเยาว์อยู่บ้าง
เขาสวมชุดผ้าหยาบ ไหล่แบกทวนพู่แดง ท่าทางองอาจเกินวัย ระหว่างคิ้วแฝงไว้ด้วยความห้าวหาญ
“ข้ามารับท่านแล้ว จริงสิ พี่สะใภ้ข้าเล่า?”
“เป็นเจ้านี่เอง อิงเจี่ย”
เหอจงเหิงพลิกตัวลงจากหลังม้า หันไปอธิบายกับเหอผิงที่อยู่ด้านข้าง “นี่คือน้องชายของฉินอิงหาว น้องร่วมสาบานผู้ล่วงลับของข้า เป็นคนหมู่บ้านตระกูลฉินแถวนี้ วันนี้ข้าพาพี่สะใภ้มาเซ่นไหว้น้องร่วมสาบาน และถือโอกาสพานางกลับบ้านเกิด... ใครจะรู้ว่ากลางทางกลับทำให้คุณชายต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
“อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย ต้องบอกว่าพวกเราได้รับความช่วยเหลือจากพี่เหอต่างหาก พวกโจรนั่นเจตนาไม่ดี ลำพังกองกำลังของข้าอาจต้านทานพวกมันไม่ไหว”
เหอผิงมองไปทางชายหนุ่มที่ชื่อฉินอิงเจี่ยด้วยรอยยิ้มตาหยี ชายหนุ่มสบสายตากับเขา แล้วประสานมือคารวะ
จากนั้นก็เห็นเงาคนถือคบเพลิงเดินออกมาจากป่าสองข้างทางถนนหลวง จำนวนนับร้อยคน ดูจากการแต่งกายล้วนเป็นชาวบ้านกองอาสา แม้คนจะเยอะ แต่หากมองให้ดีจะพบว่าในมือชาวบ้านเหล่านี้แทบไม่มีอาวุธ ในฝูงชนมีคนถือมีดถือทวนน้อยมาก แต่คนที่ถือฆ้องกลองและแตรเขาสัตว์กลับมีมากกว่าเยอะ
เหอผิงเห็นภาพนี้ก็อดหัวเราะไม่ได้
“หัวหน้าโจรแห่งสิบสามค่ายโจรเมฆาขวางผู้ยิ่งใหญ่ กลับถูกขบวนทัพแบบนี้หลอกจนหนีเตลิดไปได้”
“แถบนี้มีโจรผู้ร้ายชุกชุม ชาวบ้านรอบเมืองหลงเหอก็พึ่งพาขุนนางในตัวเมืองไม่ได้ พวกเขาจึงจำต้องตั้งกองกำลังชาวบ้าน สร้างค่ายป้องกันตนเอง หากไม่ทำเช่นนี้ คงหนีไม่พ้นต้องถูกพวกโจรบนเทือกเขาหมิงเฟิ่งย่ำยี นี่ก็เป็นทางออกที่ไร้ทางเลือก”
เหอจงเหิงได้แต่ยิ้มขื่น เขาถอนหายใจอีกครั้ง แล้วกล่าวต่อว่า “คุณชายหมี่ ข้าต้องไปส่งคนที่หมู่บ้านตระกูลฉิน เวลาก็ไม่เช้าแล้ว ทางเข้าเมืองยังอีกไกล กลางค่ำกลางคืนไม่ปลอดภัย ข้าแนะนำให้ท่านและคนของท่านไปพักที่หมู่บ้านตระกูลฉินกับข้าสักคืน พรุ่งนี้ค่อยเข้าตัวเมืองจะดีกว่าหรือไม่”
“ไม่เป็นไร”
เหอผิงโบกมือปฏิเสธ
“ความหวังดีของพี่เหอข้าเข้าใจดี แต่ข้ายังมีธุระด่วน คืนนี้จำเป็นต้องรีบไปให้ถึงตัวเมือง”
เหอจงเหิงเกลี้ยกล่อมอีกไม่กี่คำ เมื่อเห็นเหอผิงยืนกรานหนักแน่น เขาก็จำต้องเลิกรา
“เช่นนั้นพี่เหอ เมื่อถึงเมืองหลงเหอแล้ว พวกเราค่อยหาโอกาสมาพูดคุยรำลึกความหลังกันเถิด”
เหอผิงนั่งอยู่บนหลังม้า ประสานมือลาเขาแล้วควบม้าออกไป ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เพียงพริบตาขบวนนี้ก็หายลับไปบนถนนหลวง
“คุณชายหมี่ผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นคนจิตใจดี แต่คนเช่นเขา หากคิดจะหยัดยืนในที่อย่างเมืองหลงเหอ เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องง่าย!”
เหอจงเหิงทอดถอนใจในอกอีกครา
...โลกนี้หนอ การเป็นคนดีเหตุใดจึงยากเย็นแสนเข็ญเช่นนี้?
…
“โอกาสหายาก หากข้าต้องการหยัดยืนในเมืองหลงเหอ ข้าก็ต้องเข้าใจสถานการณ์โดยรอบ”
รถม้าหยุดลงที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง เบื้องหน้ากองไฟที่ส่งเสียงดังเปรี้ยะๆ เหอผิงถือท่อนไม้แห้งวาดแผนที่อย่างง่ายลงบนพื้นทราย
“ภายในเมืองหลงเหอสถานการณ์ซับซ้อนยิ่งนัก ภายนอกยังมีกลุ่มโจรอย่างสิบสามค่ายโจรเมฆาขวาง หากจะกุมทั้งเมืองไว้ในมือ ข้าก็ต้องควบคุมพวกโจรเหล่านี้ให้ได้เสียก่อน...”
ท่าทางของเหอผิงดูเกียจคร้าน แต่น้ำเสียงเนือยๆ นั้นกลับแฝงไว้ด้วยความโอหังวางอำนาจ
“เทือกเขาหมิงเฟิ่งภูมิประเทศสูงชันอันตราย ภายในซุกซ่อนโจรกลุ่มน้อยใหญ่นับสิบกลุ่ม สิบสามค่ายโจรเมฆาขวางที่ว่าสิบสามค่ายนั้นไม่ใช่ขุมกำลังเดียวกัน แต่เป็นกลุ่มโจรที่แตกต่างกันนับสิบกลุ่ม คนกลุ่มเมื่อครู่นี้ก็คือคนของค่ายธงดำแห่งยอดเขาชิงเจียน”
เขาใช้กิ่งไม้เคาะเบาๆ ที่พื้น
“ยอดเขาชิงเจียนอยู่ที่นี่ รอบยอดเขาหลักมีหน้าผาสูงชันตามธรรมชาติราวกับเสียดฟ้า ทางเข้าสู่ค่ายโจรมีเพียงทางเดียว การจะตีฝ่าเข้าไปตรงๆ ค่อนข้างลำบาก หากเป็นปกติการจะตีที่นี่ต้องใช้คนจำนวนมาก ดังนั้นข้าจะไม่เลือกวิธีโง่ๆ อย่างการบุกโจมตีซึ่งหน้า”
เหอผิงหันกลับมา ถามฉีไป๋อีว่า “จริงสิ เจ้าโจรที่ฉายาเสือลายลัดเลาะภูผาซาอู๋โหวอะไรนั่นจับตัวได้รึยัง?”
“คุณชายโปรดวางใจ ข้าส่งคนออกไปดักสกัดพวกมันกลางทางแล้ว ตอนนี้ตัวน่าจะมาถึงแล้วขอรับ”
สิ้นเสียงฉีไป๋อีก็เห็นเงาคนหลายร่างในป่านอกวงกองไฟ เงาเหล่านั้นล้วนเป็นผู้คุ้มกันตระกูลเหอ กลุ่มคนดำทะมึนถือคบเพลิงเดินเข้ามา บ้างจูงสุนัขล่าเนื้อ บ้างสะพายธนู กำลังคุมตัวกลุ่มโจรเข้ามา ทั้งเตะทั้งถีบต้อนให้เดินมาข้างหน้า
เสือลายลัดเลาะภูผาซาอู๋โหวที่เมื่อครู่ยังวางก้ามใหญ่โต บัดนี้กลายเป็นนักโทษ เขาถูกมัดตราสัง ลากขาเจ็บข้างหนึ่ง เดินโซซัดโซเซเข้ามา
ทันใดนั้น ข้อพับเข่าของเขาก็ถูกเตะเข้าฉาดใหญ่ ร่างทั้งร่างทรุดลงคุกเข่าต่อหน้าเหอผิง
“เจ้าคือซาอู๋โหวสินะ”
เหอผิงปรายตามองอย่างเย็นชา แค่นหัวเราะถาม “ค่ายธงดำยอดเขาชิงเจียน เจ้านั่งเก้าอี้ลำดับที่เท่าไหร่?”
“แล้วเจ้าเป็นใคร ใช้พวกมากรังแกพวกน้อยนับเป็นผู้กล้าประสาอะไร?”
ซาอู๋โหวแสยะยิ้มเย็นชา “แซ่ซาครั้งนี้ประมาทไปชั่ววูบ ถึงได้โดนพวกเจ้าลอบกัด หากแน่จริงก็แก้มัดข้าสิ ให้แซ่ซาได้สู้กับพวกเจ้าสักตั้ง หากพ่ายแพ้ เจ้าจะฆ่าจะแกงก็เชิญตามสบาย”
“ใช้พวกมากรังแกพวกน้อย?”
เหอผิงยกแขนเสื้อขึ้น สะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจ ปราณดาบไร้ลักษณ์สายหนึ่งพุ่งออกไป ร่างโจรคนหนึ่งที่คุกเข่าอยู่ข้างซาอู๋โหวสั่นไหว ศีรษะกระเด็นหลุดออกไปเฉียงๆ เลือดสีแดงสดจากลำคอที่ขาดสะบั้นพุ่งกระฉูดใส่หน้าซาอู๋โหวเต็มๆ
สีหน้าของเสือลายลัดเลาะภูผาซาอู๋โหวในยามนี้ เรียกได้ว่าดูพิลึกพิลั่นอย่างยิ่ง
“ไม่อยากพูดรึ?”
ไม่รอให้ซาอู๋โหวได้เอ่ยปาก เหอผิงสะบัดปราณดาบเฉียงออกไปอีกครั้ง เงาสีเทานั้นพุ่งตัดอากาศ ศีรษะคนอีกหัวหนึ่งลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะตกลง ‘ตุบ’ กลิ้งหลุนๆ เข้าไปในพงหญ้า
“ยังคิดไม่ออกอีกรึ? ความอดทนของข้ามีจำกัดนะ”
นิ้วมือของเหอผิงทิ้งตัวลงในแขนเสื้อ ใบหน้าผอมตอบแต่หล่อเหลายังคงประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ
“พูดมา ตกลงเจ้านั่งเก้าอี้ลำดับที่เท่าไหร่กันแน่?”
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ราวกับกำลังเจรจาหารือ
‘บัดซบ... นี่... นี่มันวิชามารอะไรกัน? ทำไมแค่สะบัดมือก็ตัดหัวคนจากระยะไกลหลายวาได้?’
ทว่าคำถามเช่นนี้ กลับทำให้ซาอู๋โหวที่คุกเข่าอยู่เหงื่อแตกพลั่กดุจสายฝน ตัวสั่นงันงก ความหวาดกลัวและหนาวเหน็บอย่างรุนแรงแล่นพล่านในจิตใจ ทั้งที่อีกฝ่ายยิ้มแย้มดูไร้พิษสง แต่ในสายตาเขากลับมองเห็นไม่ต่างอะไรกับปีศาจร้าย
“ช้าก่อน ข้า... ข้าพูดแล้ว... ผู้น้อย–”
ชั่วพริบตานั้น ความ ‘ปากแข็ง’ ‘ศักดิ์ศรีวีรบุรุษ’ หรือ ‘คุณธรรมลูกผู้ชาย’ ทั้งมวลล้วนมลายหายไปจนสิ้น ซาอู๋โหวรีบก้มหัวลง โขกศีรษะกับพื้นอย่างแรง
“ผู้น้อยอยู่อันดับห้าในค่าย นอกจากข้าแล้วยังมีพี่น้องอีกสี่คน นั่งเก้าอี้สี่ลำดับแรกของค่ายขอรับ”
“ดี!”
เหอผิงยิ้มบางๆ ลุกขึ้นยืน ยื่นมือไปตบไหล่เขาเบาๆ
“เช่นนั้นเจ้าสนใจจะขึ้นมานั่งเก้าอี้ลำดับที่หนึ่งแห่งค่ายธงดำยอดเขาชิงเจียน เปลี่ยนมาเป็นหัวหน้าค่ายใหญ่ดูบ้างหรือไม่?”