- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 63 กลุ่มโจร
บทที่ 63 กลุ่มโจร
บทที่ 63 กลุ่มโจร
เหอผิงในชุดคลุมขนจิ้งจอกสีขาว ดูราวกับคุณชายตระกูลผู้ดีที่บุคลิกหน้าตาดีอย่างยิ่ง เขาคิ้วสวยตาใส เครื่องหน้าหมดจด อีกทั้งยังแฝงกลิ่นอายความสง่างามดั่งบัณฑิต เป็นรูปลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกดีด้วยตั้งแต่แรกเห็น
ความจริงแล้ว รูปลักษณ์ปัจจุบันของเหอผิงมีความแตกต่างจากคุณชายใหญ่ตระกูลเหอแห่งเมืองซุ่ยอันอยู่เล็กน้อย นี่เป็นผลจากการใช้วิชาแปลงโฉมปรับแต่งใบหน้าเพียงเล็กน้อย หากมิใช่คนใกล้ชิดสนิทสนมจริงๆ คนภายนอกย่อมไม่มีทางเชื่อมโยงเขากับเหอผิงแห่งเมืองซุ่ยอันได้อย่างแน่นอน
“คุณชายเกรงใจเกินไปแล้ว”
บุรุษชุดเขียวประสานมือคารวะ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คณะเดินทางของพวกเรามีสตรีและเด็กอยู่มาก ตะวันก็ใกล้ตกดินแล้ว หลังพลบค่ำเส้นทางนี้มักมีสัตว์ป่าชุกชุม ซ้ำยังมีโจรผู้ร้ายออกอาละวาด พวกเราเพียงหวังว่าจะขอยืมม้าสักไม่กี่ตัว เพื่อจะได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ส่วนรถม้านั้นไม่จำเป็นต้องรบกวนหรอกขอรับ”
คนผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการ ท่าทีของเขาค่อนข้างจริงใจ เพียงแค่หวังว่าขบวนรถของเหอผิงจะให้ยืมม้าสำรองสักไม่กี่ตัว ปกติแล้วการเดินทางไกลเช่นนี้ ในขบวนย่อมมีม้าและล่อสำรองว่างอยู่บ้าง บุรุษชุดเขียวเพียงหวังจะยืมม้าเพื่ออาศัยฝีเท้าของมัน จะได้ติดตามขบวนรถนี้ไปได้ทัน
“ไม่เป็นไร”
เขาโบกมือ
“ในรถม้านี้ไม่มีผู้อื่น คณะของท่านล้วนเป็นคนในครอบครัว หากได้นั่งรถม้าย่อมสะดวกสบายกว่ามาก... ส่วนตัวข้าเอง บังเอิญว่านั่งรถม้าจนเบื่อแล้ว พอดีอยากจะขี่ม้ารับลมอยู่เหมือนกัน”
เหอผิงแสดงท่าทีของเจ้าบ้าน เพียงแค่ส่งสัญญาณ ฉีไป๋อีก็รีบจูงม้าเข้ามาให้ตัวหนึ่ง เขาก็ขึ้นขี่ม้าด้วยตนเองทันที
บุรุษชุดเขียวยิ้มเจื่อน อีกฝ่ายเชื้อเชิญด้วยไมตรีจิต ราวกับไม่คิดว่าจะถูกปฏิเสธ ตัวเขาเองก็ไม่อาจเสียมารยาททำตัวบุ่มบ่าม จึงได้ประสานมือคารวะอีกครั้ง
“น้ำใจไมตรีไม่อาจปฏิเสธได้ เช่นนั้นข้าน้อยต้องขอขอบคุณล่วงหน้า”
“ไม่ต้องเกรงใจ”
เหอผิงจับบังเหียนม้าในมือ หัวเราะพลางกล่าวว่า “ทุกท่านเชิญเถิด!”
บุรุษชุดเขียวไม่บ่ายเบี่ยงอีกต่อไป ส่งสตรีสาวสองนางและเด็กอีกสามคนที่อยู่ข้างกายขึ้นรถม้า จากนั้นจึงขอให้ฉีไป๋อีจูงม้ามาให้อีกตัว ก่อนจะพลิกตัวขึ้นอานม้าอย่างคล่องแคล่ว
ขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง เหอผิงหัวเราะเบาๆ ดึงบังเหียน บังคับม้าให้เดินเคียงคู่ไปกับบุรุษชุดเขียวผู้นี้
“ข้าน้อยแซ่หมี่ นามพยางค์เดียวว่าเหลียง ขอถามแซ่และนามอันสูงส่งของท่านด้วย”
เหอผิงบอกชื่อใหม่ออกไป เขาเรียกตนเองว่า ‘หมี่เหลียง’ ไม่ใช่เพื่อล้อเล่นกับบุรุษชุดเขียว แต่เพราะตัวตนใหม่ที่เขาเพิ่งได้มาก็คือหมี่เหลียงผู้นี้นั่นเอง
“ข้ามีแค่ชื่อต่ำต้อย จะสูงส่งมาจากที่ใดกัน?” บุรุษชุดเขียวตอบกลับอย่างสุภาพ “ข้าน้อยแซ่เหอ นามว่าจงเหิง เป็นคนท้องถิ่น วันนี้พาครอบครัวออกจากตัวเมืองมาเพื่อกราบไหว้สหายผู้ล่วงลับ ไม่นึกว่ารถม้าจะมาเสียกลางทาง จึงต้องรบกวนคุณชายเสียแล้ว”
“พบกันริมทางก็นับว่าเป็นวาสนา พี่เหอไม่ต้องเกรงใจเพียงนั้น”
เหอผิงยิ้มจางๆ กล่าวอย่างไม่ช้าไม่เร็วว่า “ข้าดูพี่เหอหน้าตาผ่าเผย ท่วงท่าไม่ธรรมดา น่าจะเป็นคนในราชการ ไม่ทราบว่าข้าน้อยเดาถูกหรือไม่?”
“เรื่องนี้…”
บุรุษชุดเขียวเหอจงเหิงลูบหน้าตนเอง มองเหอผิงด้วยความสงสัยเล็กน้อย
“คุณชายหมี่เดาออกมาได้อย่างไร?”
เหอผิงยิ้มให้เขาเล็กน้อย
“รองเท้าบูทพื้นบางปลายงอนของพี่เหอ ข้าเคยเห็นมือปราบในจวนที่ว่าการเจ้าเมืองหยุนไถสวมใส่อยู่บ่อยครั้ง คาดว่าเป็นแบบเดียวกัน”
เหอจงเหิงก้มมองรองเท้าสีดำบนเท้าตนเอง อดไม่ได้ที่จะลูบหน้าแล้วหัวเราะออกมาเช่นกัน
จากนั้นทั้งสองก็สนทนากันต่ออย่างถูกคอ พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
รถม้าเดินทางไปได้เกือบครึ่งชั่วยาม เหอจงเหิงมือปราบประจำเมืองผู้นี้ก็ได้ทราบจากปากของคุณชายหมี่ ‘หมี่เหลียง’ ว่าเขาไม่ใช่คนท้องถิ่น พื้นเพเดิมอยู่ที่เมืองหยุนไถ มณฑลซีเหอ ซึ่งอยู่ภายในด่าน... ตระกูลหมี่เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองหยุนไถ บรรพชนเคยสอบได้เป็นจิ้นซื่อ[1]สองคน และจู่เหริน[2] อีกหลายคน นับว่าเป็นตระกูลบัณฑิตและขุนนางเก่าแก่
มาถึงรุ่นปู่ของหมี่เหลียง เดิมทีปู่ของเขาตั้งใจจะศึกษาเล่าเรียน เดินทางเข้าเมืองหลวงไปสอบหลายครั้งแต่ก็ไม่ผ่าน กลับมาจวนแล้วครุ่นคิดอย่างหนัก ในใจไม่ยอมจมปลักอยู่ที่บ้านเกิด เฝ้าสมบัติเก่ากินไปวันๆ จนหมดตัว
ปู่ของเขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ออกจากจวนไปเริ่มเรียนรู้การทำการค้า
ช่วงแรกที่ปู่ของหมี่เหลียงทำธุรกิจนั้นเริ่มจากค้าขายเครื่องหนัง ต่อมากิจการขยายใหญ่โตขึ้น สินค้าที่ดูแลก็เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ค้าขายขนสัตว์อย่างหนังจิ้งจอก หนังมิงค์ ก็ขยายไปสู่สมุนไพรอย่างโสมคนป่า เขากวางอ่อน ตลอดจนไม้และแร่ธาตุในภูเขา...
ตระกูลหมี่เปลี่ยนจากขุนนางมาเป็นพ่อค้า กิจการรุ่งเรืองอย่างยิ่ง มาถึงรุ่นพ่อของหมี่เหลียง ผู้เป็นพ่อก็ตามรอยปู่ทำมาค้าขายเช่นกัน
ต่อมา ปู่และพ่อทยอยเสียชีวิตลง อาศัยกิจการที่ทำมานานนอกด่าน บวกกับการสะสมของคนสองรุ่น ตระกูลหมี่จึงพอมีทรัพย์สินอยู่บ้าง เพียงแต่คนในตระกูลกลับร่วงโรยล้มหายตายจาก เหลือเพียงเขาที่เป็นทายาทคนสุดท้าย
“ที่บ้านเกิดข้าช่วงนี้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ในตัวเมืองประสบภัยพิบัติ สมัยที่กิจการของตระกูลข้าขยายตัว ก็เคยมีร้านค้าในเมืองหลงเหออยู่ไม่กี่แห่ง ข้าได้ยินคนเขาว่ากันว่าเมืองหลงเหอเป็นจุดเชื่อมต่อด่านสำคัญสู่นอกด่าน เหล่าพ่อค้ามาชุมนุมกันมากมาย เป็นทำเลทองในการค้าขาย การเข้าด่านของข้าในครั้งนี้ ก็ตั้งใจจะพาคนงานมาเปิดร้านใหม่ที่นี่สักหลายแห่ง”
‘หมี่เหลียง’ ยิ้มพลางเล่าให้เหอจงเหิงฟังว่าเหตุใดเขาจึงมาที่เมืองหลงเหอแห่งนี้
เดิมทีด่านเป่ยกวนนั้น ถูกชาวภาคกลางมองว่าเป็นดินแดนหนาวเหน็บทุรกันดารมาช้านาน ที่นั่นพื้นที่กว้างใหญ่แต่ผู้คนเบาบาง ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาเถื่อนถ้ำที่ยังไม่ได้รับการบุกเบิก
เพียงแต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มณฑลตงหลีและมณฑลหนานหลิงเกิดความวุ่นวายบ่อยครั้ง ซ้ำยังมีภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้ผู้คนจำนวนมากอพยพจากในด่านออกไปสู่นอกด่าน นานวันเข้า ประชากรนอกด่านก็เพิ่มมากขึ้น การค้าขายไปมาหาสู่ก็พลอยคึกคักขึ้นตามไปด้วย
อีกประการหนึ่ง ด่านเป่ยกวนยังเป็นหน้าด่านเชื่อมต่อกับดินแดนอันกว้างใหญ่ของโม่เป่ย ที่นี่นอกจากจะมีชาวเถี่ยเล่ออาศัยอยู่แล้ว ยังมีอาณาจักรของชนเผ่านอกด่าน ชาวตังเซี่ยง และเผ่าโหรวหรานต่างๆ ชนต่างเผ่าเหล่านี้บางส่วนก็มีการติดต่อค้าขายกับคนในด่านเช่นกัน
เนื่องจากใบชาและผ้าพับจากแดนในเป็นที่ต้องการอย่างมากในโม่เป่ย ส่วนขนสัตว์และสมุนไพรจากนอกด่านก็นำเข้าสู่ด่านในผ่านทางนี้ การแลกเปลี่ยนสินค้าเข้าออกเช่นนี้ จึงก่อให้เกิดโอกาสทางการค้าอย่างมหาศาล
เหอจงเหิงฟังจบ คิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาดูเหมือนจะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ เอ่ยปากขึ้น
“คุณชายหมี่ ข้าน้อยมีวาจาบางอย่างไม่ทราบว่าควรพูดหรือไม่…”
“พี่เหอมีคำชี้แนะอันใด เชิญกล่าวมาได้ตามสบาย?”
เหอผิงยิ้มกล่าว “ท่านกับข้าพบกันก็ถูกชะตาราวกับสหายเก่า หากพี่เหอมีคำชี้แนะใด ผู้น้องย่อมยินดีรับฟังด้วยความตั้งใจ”
“คำชี้แนะนั้นมิกล้ารับ”
เหอจงเหิงถอนหายใจ “เพียงแต่หากคุณชายหมี่คิดจะไปทำการค้าที่เมืองหลงเหอ เกรงว่าจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก”
“เหตุใดพี่เหอจึงกล่าวเช่นนี้”
เหอผิงถามกลับ
“จริงอยู่ว่าหากพูดถึงทำเลที่ตั้งของเมืองนี้นับว่าไม่เลว ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากการเดินทางทางบกเริ่มเจริญขึ้น ด้านบนเชื่อมต่อนอกด่าน ด้านล่างเชื่อมแม่น้ำหลีเจียง แม่น้ำเสวียนเหอ ตลอดจนการขนส่งทางน้ำและทางบกภายในด่าน เดิมทีควรจะเป็นดินแดนที่รุ่งเรือง... เฮ้อ! แต่น่าเสียดายที่สถานที่แห่งนี้บรรยากาศไม่ดี เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมไม่ซื่อตรง ในเมืองหลงเหอยังเต็มไปด้วยคนถ่อยอันธพาลที่ไม่รู้จักกลับตัวกลับใจ พวกคนเหล่านี้ข่มเหงผู้ค้า ผูกขาดตลาด ทำชั่วได้ทุกรูปแบบ”
เหอจงเหิงถอนหายใจ แล้วมองเขาอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง
“คุณชายหากคิดจะทำธุรกิจหากำไรในสถานที่เช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย”
เหอผิงพยักหน้า
‘ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ คือจะบอกว่าเมืองหลงเหอ ‘ชาวบ้านซื่อสัตย์สุจริต’ เทียบชั้นได้กับเมืองก็อตแธม ราษฎรในท้องถิ่นก็ ‘มีน้ำใจไมตรีจิต’... น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว สิ่งที่พี่แซ่เหอท่านนี้ไม่รู้ก็คือ…’
‘ข้าเหอผิงจงใจเลือกสถานที่แห่งนี้เพื่อตั้งหลักปักฐานใหม่ก็หวังพึ่งความสะดวกสบายนี้นี่แหละ หวังพึ่งความสับสนปนเปของผู้คน ความเน่าเฟะที่รวมตัวกันเป็นฝูง... หึหึ หากมิใช่เพราะเมืองหลงเหอมีชื่อเสียงฉาวโฉ่มานานปี ข้าหรือจะพิสมัยมาที่นี่?’
ตัวตน ‘หมี่เหลียง’ ที่เหอผิงกล่าวถึงก่อนหน้านี้ มิใช่เรื่องที่แต่งขึ้นส่งเดช เมื่อสามปีก่อนเขาไหว้วานคนให้ใช้อุบายลับๆ ขโมยสถานะของ ‘หมี่เหลียง’ ในเมืองหยุนไถ มณฑลซีเหอ ซึ่งอยู่นอกด่านมาแล้ว
ตระกูลหมี่เป็นตระกูลใหญ่ในเมืองหยุนไถจริง น่าเสียดายที่ทายาทน้อยนิด ตระกูลไม่เฟื่องฟู ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหมี่ หรือก็คือหมี่เหลียงตัวจริงนั้นป่วยเป็นโรคเรื้อนตั้งแต่อายุสิบกว่าปี ต่อมาถูกบ่าวชราผู้ภักดีของตระกูลส่งไปรักษาตัวที่ชนบท แต่ป่าวประกาศกับคนภายนอกว่าคุณชายหมี่ออกไปแสวงหาความรู้ต่างถิ่น
บ่าวผู้ภักดีทำเช่นนี้ เพราะโรคเรื้อนในสมัยนั้นเรียกว่า ‘ลมพิษร้าย’ ผู้คนต่างหวาดกลัวเพียงแค่ได้ยินชื่อ หากแพร่งพรายออกไปมีแต่จะถูกรังเกียจ ใครจะคาดคิดว่าการกระทำเพื่อรักษาชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของคุณชายตนเอง กลับชักนำเภทภัยมาสู่ตน
ตระกูลหมี่ช่างโชคร้าย หมี่เหลียงอาการหนัก หลังจากป่วยเป็นโรคเรื้อนไม่กี่ปีก็เสียชีวิต บ่าวชราผู้นั้นร่างกายก็ค่อยๆ ทรุดโทรม ผ่านไปอีกปีก็ตายตามไป ตระกูลหมี่มาถึงขั้นนี้ กิจการก็ร่วงโรย นอกจากจวนบรรพบุรุษหนึ่งหลัง มันก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอื่นใดเหลืออีก
เวลานั้น ข่าวลับของตระกูลหมี่ถูกลูกน้องของเหอผิงล่วงรู้ เหอผิงจึงสั่งการให้คนไปซื้อตัวบ่าวรับใช้ที่เหลือไม่กี่คนของตระกูลหมี่ เล่นกลสับเปลี่ยนเสาตึก สวมรอยแทนที่กันเสียเลย
เหอผิงปรากฏตัวในฐานะ ‘หมี่เหลียง’ โดยตรง สวมใส่เสื้อผ้าหรูหรา นำขบวนรถม้าที่บรรทุกแก้วแหวนเงินทองกลับมายังเมืองหยุนไถ บ่าวรับใช้เหล่านั้นของตระกูลหมี่รีบออกมาต้อนรับ เชิญคุณชายใหญ่ตระกูลหมี่ผู้นี้กลับเข้าสู่จวนบรรพบุรุษ
ชาวเมืองหยุนไถก็ไม่มีใครสงสัย เพราะนับแต่หมี่เหลียงป่วยก็เก็บตัวเงียบเชียบ หลบเลี่ยงผู้คน ประกอบกับญาติผู้ใหญ่ในตระกูลล้วนเสียชีวิตไปหมดแล้ว มันจึงไม่มีใครสามารถแยกแยะตัวตนที่แท้จริงของเขาได้
หลังจากเหอผิงกลายเป็นหมี่เหลียง เขาก็อ้างเหตุผลออกไปทำธุรกิจแล้วจากไป จากนั้นแอบสั่งการให้ลูกน้องวางยาพิษสังหารบ่าวรับใช้ในจวนตระกูลหมี่จนหมด แล้วเปลี่ยนเอาคนชุดใหม่เข้ามาแทนที่ ไปๆ มาๆ เขาก็ยึดรังนกสาลิกา แย่งชิงตัวตนของคนตระกูลหมี่ไปโดยสมบูรณ์
‘ฐานะคุณชายตระกูลหมี่ ผู้ถือกำเนิดจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง หากข้าไม่ใช้ให้คุ้มค่า มันก็นับว่าน่าเสียดายแย่…’
ตระกูลเหอในเมืองซุ่ยอันนับว่าจบสิ้นแล้ว จวนตระกูลเหอและกิจการในเมืองส่วนใหญ่ถูกไฟเผาไหม้ทำลาย โชคดีที่เหอผิงได้สร้างรายการปลอมแปลงต่างๆ เพื่อยักย้ายถ่ายเทเงินสดและทรัพย์สินมีค่าที่สะสมไว้ออกไปอย่างเงียบเชียบตั้งนานแล้ว ในระยะสั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายประจำวัน
ทว่า การกอดเงินก้อนโตไว้โดยมีแต่จ่ายออกไม่มีรับเข้า ย่อมไม่ใช่นิสัยที่ดี เหอผิงไม่ได้คิดจะนั่งกินนอนกินจนสมบัติหมดไป เขาต้องการหาสถานที่สักแห่งเพื่อดำเนินกิจการสร้างอาณาเขตของตนเองต่อไป
ครั้งนี้เขาเลือกเมืองหลงเหอ เมืองหลงเหอตั้งอยู่ในมณฑลจินเหอภายในด่าน มณฑลจินเหอมีเมืองอยู่หลายแห่ง แต่เมืองหลงเหอมั่งคั่งที่สุด ที่นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อระหว่างในด่านและนอกด่าน หากสามารถควบคุมแหล่งเงินทุนและเส้นสายที่นี่ได้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างมหาศาล
“ในเมืองหลงเหอมีสามพรรคเก้าสมาคม อาศัยเครือข่ายเส้นสาย วางอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองจนชิน นอกตัวเมือง หรือกระทั่งนอกเขตเมือง แม้การเดินทางทางบกจะเริ่มรุ่งเรือง แต่เทือกเขาหมิงเฟิ่งที่อยู่ใกล้เคียงก็มีโจรภูเขาจำนวนมากจาก ‘สิบสามค่ายโจรเมฆาขวาง’ ยึดครองอยู่ นับเป็นภัยซ่อนเร้นที่ใหญ่หลวง”
เมื่อเหอจงเหิงเอ่ยถึงหัวข้อเหล่านี้ สีหน้าก็เคร่งขรึมลง น้ำเสียงแฝงความเย็นชาสายหนึ่ง
“น่าเสียดาย หากจวนที่ว่าการเจ้าเมืองท้องถิ่นสามารถแบกรับหน้าที่ดั่งพ่อแม่ผู้ปกครองราษฎรได้จริง ไฉนเลยจะมีสภาพเช่นนี้?!”
เหอผิงได้ยินวาจานี้ ดวงตาก็พลันเป็นประกายขึ้นมา
นี่เริ่มน่าสนใจแล้วสิ! เหอจงเหิงผู้นี้เป็นคนในราชการ การพูดจาเช่นนี้ออกมาย่อมไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา
คนในราชการ การปากพล่อยพูดจาซี้ซั้วนับเป็นเรื่องต้องห้าม แน่นอนว่าคำพูดนี้หากจะบอกว่าเป็นการวิจารณ์การเมืองก็อาจจะเกินจริงไปบ้าง แต่ความคับแค้นใจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น มันก็พอจะทำให้มองเห็นอะไรบางอย่างได้
‘คนผู้นี้ บางทีอาจจะมีประโยชน์ต่อแผนการขั้นต่อไปของข้า!’
เหอผิงเริ่มมีแผนการชั่วร้ายผุดขึ้นในใจอีกแล้ว
ทันใดนั้น ในช่องทางเดินป่าอันร่มรื่นเบื้องหน้าก็มีเสียงเกือกม้าสับสนอลหม่าน ดูเหมือนจะมีกองกำลังขนาดใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
“แย่แล้ว!”
เหอจงเหิงสีหน้าเปลี่ยนไปกะทันหัน กองทหารม้านั้นชูธงสัญลักษณ์เป็นธงดำรูปหัวกะโหลก
“นั่นมันโจรยอดเขาชิงเจียน บ้าจริง คนพวกนี้กลางวันแสกๆ ยังกล้าปล้นชิงทรัพย์บนถนนหลวงอย่างเปิดเผยเชียวรึ?!”
“ยอดเขาชิงเจียน... กลุ่มโจร?”
สายตาของเหอผิงก็กวาดมองไปยังธงดำผืนนั้นที่กำลังพุ่งทะยานมาบนถนนหลวง
[1] บัณฑิตชั้นสูงหรือผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับราชสำนัก
[2] ยศหรือตำแหน่งที่ได้จากการสอบผ่านระดับมณฑล