เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 62 สหายร่วมทาง

บทที่ 62 สหายร่วมทาง

บทที่ 62 สหายร่วมทาง


ภายหลังจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในเมืองซุ่ยอัน บ้านเรือนของขุนนางและราษฎรล้วนถูกเผาวอดจนกลายเป็นเถ้าถ่าน อีกทั้งยังลุกลามไปทำลายจวนที่ว่าการเจ้าเมือง ทำให้เจ้าหน้าที่ทางการและกองกำลังของกองตรวจการจำนวนไม่น้อยต้องถูกไฟคลอกตาย

ท้ายที่สุด แม้แต่เจ้าเมืองเซิ่งชิงจือก็หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย จวนตระกูลเซิ่งถูกเพลิงกาฬเผาทำลายจนวอดวาย อัคคีภัยดุร้ายดั่งพยัคฆ์ ไม่ว่าจะเป็นชายฉกรรจ์ คนชรา หรือคนอ่อนแอ ล้วนถูกย่างสด ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว

ตระกูลอวี่เหวินแห่งจวนอ๋องเจิ้นเป่ย รีบส่งกองกำลังเข้ามาควบคุมสถานการณ์ในเมืองซุ่ยอันทันที พร้อมทั้งส่งรายงานไปยังจวนผู้ตรวจการเพื่อขอความช่วยเหลือและเสบียงบรรเทาทุกข์ อีกด้านหนึ่งก็เร่งปลอบขวัญราษฎร ควบคู่ไปกับการส่งคนออกสืบสวนเหตุการณ์ในคืนนั้น

ในขณะเดียวกัน กองปราบมารจากเมืองหลวงก็ตระหนักได้ว่าเรื่องราวในเมืองซุ่ยอันมีเงื่อนงำ ศพของหยางอวิ๋นเจียวถูกพบอย่างรวดเร็วตรงจุดที่เขาสิ้นใจ บนพื้นดินใต้ร่างของเขามีตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวสลักไว้ว่า ‘ลัทธิโคลนถูตู๋’

ผู้ชันสูตรศพลงความเห็นว่า นี่น่าจะเป็นเบาะแสสำคัญที่นายกองร้อยหยางแอบทิ้งไว้ก่อนจะสิ้นลม

ต่อมา กองปราบมารได้พบศพลูกน้องของหยางอวิ๋นเจียวในศาลเจ้าที่ที่พังถล่มนอกเมืองซุ่ยอัน จากบาดแผลบนศพสามารถวินิจฉัยได้ว่า พวกเขาตายด้วยน้ำมือของทูตพยัคฆ์เสื้อฟางนามว่าถูตู๋ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาย่อยทั้งสี่ของลัทธิโคลน

ด้วยเหตุนี้ ทั้งตระกูลอวี่เหวินและกองปราบมารต่างเห็นพ้องต้องกันว่าคดีนี้มีความเกี่ยวพันกับลัทธิโคลนอย่างมีนัยยะ ทว่าทั้งสองฝ่ายกลับมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในรายละเอียดของคดี

หลังจากตระกูลอวี่เหวินเข้าควบคุมเมืองซุ่ยอัน พวกเขาก็ได้ติดตามคดีนี้อย่างต่อเนื่อง ฝั่งตระกูลอวี่เหวินสงสัยว่าผู้ที่สังหารหยางอวิ๋นเจียวและก่อเหตุเพลิงไหม้เมืองซุ่ยอันน่าจะเป็นคนอื่น ส่วนลัทธิโคลนเป็นเพียงแพะรับบาปที่ถูกผู้ไม่หวังดีใส่ร้ายป้ายสีเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเท่านั้น

ทว่ากองปราบมารกลับไม่คิดเช่นนั้น ในมุมมองของพวกเขา เรื่องนี้ชัดเจนแจ่มแจ้ง หยางอวิ๋นเจียวได้บังเอิญล่วงรู้แผนการร้ายของลัทธิโคลนในเขตมณฑลเป่ยฟู่ และเพื่อกำจัดปีศาจร้าย เขาจึงได้เปิดฉากต่อสู้ แต่สุดท้ายสู้ไม่ได้จึงถูกสังหาร

ภายในกองปราบมาร เจ้าหน้าที่ระดับล่างจำนวนไม่น้อยต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้

“นายกองร้อยหยางถือเป็นแบบอย่างของฝ่ายธรรมะอย่างไม่ต้องสงสัย เขาตายด้วยน้ำมือของพวกลัทธิมารนอกรีต แต่ตระกูลอวี่เหวินกลับยังเอาเรื่องนี้มาเล่นแง่ ช่างทำให้ผู้คนทั่วหล้าหนาวเหน็บหัวใจยิ่งนัก!”

บางคนโกรธจนกัดฟันกรอด

“ตระกูลอวี่เหวินตัดสินใจพลการเช่นนี้ได้อย่างไร อีกทั้งหากไร้หลักฐานจะมาฟันธงว่า ‘เรื่องมีเงื่อนงำ’ ได้อย่างไรกัน ด้านหลังของศพในศาลเจ้าที่นั้น ต่างก็สลักตัวอักษรคำว่า ‘ข้าเต็มใจแบ่งปันคำสาปนี้และถวายนาม’ ไว้อย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่หลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุดหรอกหรือ?”

ยังมีบางคนส่ายหน้า รู้สึกกังขาต่อการกระทำของฝ่ายด่านเป่ยกวน

“นั่นสิ?”

มีคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชันแปลกแปร่ง

“ด่านเป่ยกวนถูกตระกูลอวี่เหวินควบคุมมาโดยตลอด ไม่ยอมให้ขั้วอำนาจอื่นแทรกแซงได้ง่ายๆ แม้แต่จวนผู้ตรวจการยังถูกลิดรอนอำนาจ พื้นที่ทางเหนือทั้งหมดราวกับถูกตระกูลอวี่เหวินปกครองอย่างแน่นหนาดุจถังเหล็ก”

“หลายปีมานี้ พวกลัทธิมารนอกรีตมักจะก่อเหตุวุ่นวายในมณฑลตงหลีและมณฑลหนานหลิงอยู่บ่อยครั้ง ทั้งซ่องสุมกำลังก่อกบฏ สร้างความเดือดร้อนจนราษฎรไม่ได้อยู่อย่างสงบสุข... เฮอะๆ แต่กลับมีเพียงด่านเป่ยกวนทางเหนือเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ ข้าก็นึกว่าตระกูลอวี่เหวินปกครองดี แต่ที่ไหนได้ แดนหนือก็เป็นแหล่งซุกซ่อนสิ่งโสมมเหมือนกัน!”

…ดูเหมือนว่าคำครหาที่แพร่สะพัดภายในกองปราบมารแห่งเมืองนครหยกขาวเหล่านี้ มันจะไปเข้าหูตระกูลอวี่เหวินแห่งด่านเป่ยกวนเข้าจนได้... ไม่นานนัก ก็มีความเคลื่อนไหวใหม่จากจวนอ๋องเจิ้นเป่ย ตระกูลอวี่เหวินได้ส่งจดหมายลับฉบับหนึ่งไปยังกองตุลาการโลหิตโดยตรง และจดหมายลับฉบับนี้ก็ตกไปถึงมือขององค์ชายสี่ผู้ดูแลกองตุลาการโลหิต

จดหมายลับฉบับนี้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกตะลึง นั่นคือเจ้าเมืองเซิ่งชิงจือมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นบุตรแห่งเต๋าของตำหนักทวิสุริยันแห่งสำนักเต๋า ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป มันก็ก่อให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่

“เซิ่งชิงจืออาจมีความเกี่ยวข้องกับตำหนักทวิสุริยัน เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด หากเป็นความจริง เช่นนั้นคดีเมืองซุ่ยอันก็มีร่องรอยการแทรกแซงของตำหนักทวิสุริยัน คดีนี้เต็มไปด้วยข้อสงสัย จำเป็นต้องสืบสวนเพิ่มเติม…”

เมื่อจดหมายลับถูกเปิดเผย สถานการณ์ของแต่ละฝ่ายก็ปั่นป่วนดั่งพายุเมฆ

“ตำหนักทวิสุริยัน? ทำไมถึงไปเกี่ยวพันกับตำหนักทวิสุริยันได้อีกเล่า?”

“แบบนี้ยุ่งยากแน่ ลำพังราชสำนักก็วุ่นวายกับเรื่องลัทธิโคลนในมณฑลตงหลีและมณฑลหนานหลิงจนแทบเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว หากต้องไปมีเรื่องกับขั้วอำนาจฝ่ายเต๋าเข้าอีก…”

“นี่คงไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก หรือว่าตำหนักทวิสุริยันคิดจะเข้าสู่ทางโลกจริงๆ? อีกอย่างเซิ่งชิงจือเป็นถึงเจ้าเมือง กลับกล้าทำเรื่องอกตัญญูต่อราชสำนัก ไปพัวพันกับพวกนักพรต…”

“ไม่ สิ่งที่น่ากังวลจริงๆ ในตอนนี้ คือฝ่ายเต๋ากำลังแทรกซึมเข้ามาในราชสำนักต้าโหยวของเราอย่างลับๆ หรือไม่ และคนเหล่านั้นกำลังวางแผนการอันใดอยู่?”

ต้องยอมรับว่าการกระทำของตระกูลอวี่เหวินได้ผลักดันผลกระทบของคดีเขตมณฑลเป่ยฟู่ให้บานปลายยิ่งขึ้น จุดสนใจของคดีค่อยๆ เปลี่ยนจากเนื้อแท้ของคดี กลายเป็นการงัดข้อที่มองไม่เห็นระหว่างขั้วอำนาจต่างๆ ทั้งในและนอกราชสำนัก

ส่วนเหอผิงผู้สร้างสถานการณ์ทั้งหมดนี้ กลับปลีกตัวออกจากพายุแห่งความวุ่นวายไปนานแล้ว เขาพาผู้คนจำนวนมากถอนตัวออกจากเขตมณฑลเป่ยฟู่อย่างเงียบเชียบ ย้ายจากด่านเป่ยกวนเข้าสู่ด่านชั้นใน ซึ่งก็คือดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ที่มีทวีปจงหวนเป็นศูนย์กลาง หรือก็คือด่านจงลู่ หนึ่งในห้าด่านใหญ่แห่งใต้หล้า

เหอผิงสวมชุดหรูหราเนื้อดี ศีรษะสวมหมวกสักหลาด คลุมทับด้วยชุดคลุมขนจิ้งจอกสีหิมะ นั่งอยู่ภายในรถม้าคันหนึ่ง

รถม้าคันนี้ตกแต่งอย่างหรูหรา ออกแบบอย่างวิจิตรบรรจง ม้าที่ใช้ลากจูงเป็นม้าพันธุ์ดีสองตัวที่มีขนสีสันงดงาม เพลาล้อใช้ออกแบบให้ลดแรงสั่นสะเทือน ภายในประดับประดาอย่างงดงาม ปูด้วยพรมกำมะหยี่ถักดิ้นทอง ด้านข้างยังมีสุราอาหาร ขนมหวานของคาว และผลไม้ตามฤดูกาลวางเรียงรายครบครัน

เขายื่นมือซ้ายหยิบจอกสุราข้าวขึ้นมา จิบสุราพลางชื่นชมใบเมเปิลที่ถูกย้อมเป็นสีแดงอยู่นอกหน้าต่าง

เวลานี้ห่างจากเหตุการณ์ไฟไหม้เมืองซุ่ยอันมาได้สองเดือนแล้ว ย่างเข้าสู่ช่วงลึกของฤดูกาล ใบเมเปิลภายนอกล้วนเปลี่ยนเป็นสีแดง ขับให้ยอดเขาดูราวกับมีเมฆเพลิงลอยหยุดนิ่งอยู่

เหอผิงชื่นชมทิวทัศน์เพียงครู่เดียวก่อนจะละสายตากลับมา เขาจ้องมองมือขวาที่ว่างเปล่าของตนเอง

มือขวาของเขาดูปกติดีทุกอย่าง สีผิว สีของเล็บ รวมไปถึงลายนิ้วมือบนฝ่ามือ ล้วนไม่ต่างจากมือคนทั่วไป ใครเห็นก็คงเดาไม่ออกว่านี่คือแขนเทียมที่ต่อเข้าไปใหม่

ในช่วงเวลาสองเดือนมานี้ เหอผิงถือโอกาสดัดแปลงมือขวาของตน และเปลี่ยนมือทั้งสองข้างให้กลายเป็นหัตถ์ผีแยกส่วน อีกทั้งยังทำการปรับปรุงวิธีหลอมสร้างหัตถ์ผีแยกส่วนไปพร้อมกันด้วย

แขนเทียมหุ่นเชิดทั้งซ้ายขวาของเหอผิงในตอนนี้ เป็นการออกแบบใหม่ที่ผ่านการพัฒนามาหลายรุ่น เพื่อตบตาผู้คน เขาจึงเลียนแบบหุ่นเชิดแกล้งตายที่อู๋โหยวเซิงเคยสร้างขึ้น โดยใช้หนังฉลามจากทะเลลึกและยางไม้มาทำเป็นผิวหนังเทียม ทำให้แขนเทียมหุ่นเชิดของเขาดูภายนอกแทบไม่ต่างจากแขนของมนุษย์จริงๆ

“ฝีมือยังไม่ถือว่าสมบูรณ์แบบนัก ความแข็งและน้ำหนักของแขนเทียมยังยากที่จะเลียนแบบเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ได้ทั้งหมด เทคนิคของอู๋โหยวเซิงช่างลึกล้ำสุดหยั่งคาด ตอนนี้ข้ายังไม่อาจทำได้ถึงระดับเดียวกับเขา…”

เขาใช้มือขวาที่ดัดแปลงแล้วตบต้นขาเบาๆ ในใจพลันหวนนึกถึงเรื่องอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา

“จะว่าไป ของสิ่งนั้นก็นับว่าหลอมสร้างเสร็จแล้ว ตามความคิดของข้า บางทีอาจใช้สิ่งนี้สอดส่องความลับของ ‘เคล็ดวิชามหาภัยสามตะวัน’ ได้... เพียงแต่เสียดายที่ยันต์ไฟโอสถแท้ในมือข้ามีเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่ศิษย์พี่…”

เหอผิงยื่นมือไปหยิบขวดโหลแก้วขนาดเล็กออกมาใบหนึ่ง ในขวดแช่สิ่งของประหลาดเอาไว้ สิ่งนั้นถูกพันด้วยผ้าพันแผล แช่อยู่ในของเหลวสีเขียวอ่อน สิ่งที่อยู่ในขวดนี้ คือหัวใจที่ควักออกมาจากร่างของเซิ่งชิงจือในวันนั้นนั่นเอง

หัวใจดวงนี้ดูดซับพลังของยันต์ไฟโอสถแท้เอาไว้ ภายในอัดแน่นไปด้วยพลังงานอันมหาศาล พลังขุมนี้เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงให้หัวใจยังคงเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ไม่ได้รับผลกระทบจากการตายของผู้เป็นเจ้าของ

หัวใจของเซิ่งชิงจือนั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง หลังจากถูกเขาควักหัวใจออกมา ซากศพไร้หัวของอีกฝ่ายก็แหลกสลายราวกับเม็ดทราย มีเพียงหัวใจเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ สถานการณ์เช่นนี้ในสายตาของเขา ดูเหมือนจะพิสูจน์ได้ว่าหัวใจดวงนี้สามารถดำรงอยู่ได้โดยอิสระ เท่ากับว่ามันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แยกตัวออกมาจากกายร่างต้น และสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ย่อมอยู่ที่ยันต์ไฟโอสถแท้ในหัวใจนั่นเอง

“แค่ยันต์ไฟโอสถแท้เพียงครึ่งเดียว มันก็ยังมีผลลัพธ์คล้ายกับมารอมตะ เช่นนี้หากข้าสามารถถ่ายโอนคุณสมบัติพิสดารนี้มาสู่ตัวข้าได้... เคล็ดวิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียน หลายวิชาสามารถทำการตัดต่อและเชื่อมโยงคุณสมบัติทางวิชาของหุ่นเชิดได้ ถ้าถ่ายโอนมาที่ตัวข้า ข้าก็จะได้ครอบครองกายอมตะของมารอมตะ หรือพลังของ ‘มหาภัยสามตะวัน’ ของแห่งตำหนักทวิสุริยันด้วยรึไม่?!”

เหอผิงหวนระลึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับวิชาเปลี่ยนหัวใจที่บันทึกไว้ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ วิชาเปลี่ยนหัวใจไม่ได้ระบุว่าจะต้องเปลี่ยนเป็นหัวใจปีศาจเท่านั้น สาเหตุที่เลือกหัวใจปีศาจ เป็นเพราะพลังชีวิตของสัตว์ปีศาจนั้นแข็งแกร่งมหาศาล

ร่างกายของมนุษย์นั้นเปราะบางยิ่งนัก หากเปลี่ยนเอาอวัยวะของมนุษย์ด้วยกันใส่เข้าไป มันก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านต่างๆ นานา แต่อวัยวะของสัตว์ปีศาจมีพลังชีวิตที่เข้มข้น สามารถปรับตัวเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้เอง ลดการต่อต้าน อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงสมรรถภาพร่างกายที่อ่อนแอ ทำให้ปุถุชนมีพลังชีวิตพลุ่งพล่านประดุจสัตว์ปีศาจ

“แต่หัวใจดวงนี้มาจากมารอมตะ หลังจากเซิ่งชิงจือกลายสภาพเป็นร่างนั้น พลังชีวิตกลับยิ่งแข็งแกร่งกว่าสัตว์ปีศาจเสียอีก หากข้าสามารถเปลี่ยนหัวใจดวงนี้ได้ มิเท่ากับก้าวขึ้นสวรรค์ในคราเดียวรึ?!”

ความคิดและแรงบันดาลใจพรั่งพรูขึ้นมา หรือว่า... เขาอาจจะเปลี่ยนเป็นหัวใจสองดวง หัวใจของอสูรภูผาช่วยมอบพลังชีวิตที่พลุ่งพล่านดั่งสัตว์ปีศาจให้แก่เขา

ส่วนหัวใจของมารอมตะก็มอบร่างกายที่เกือบจะเป็นอมตะ พร้อมด้วยพลังมหาภัยสามตะวันของตำหนักทวิสุริยัน หากสมมติฐานของเขาประสบความสำเร็จ เช่นนั้นโรคโลหิตรั่วไหลที่ติดตัวเขาอยู่ก็อาจจะหายขาดได้...

เพียงแต่ เขาจะเปลี่ยนหัวใจดวงที่สองได้อย่างไร? และจะควบคุมหัวใจดวงนี้ได้ยังไง... จริงสิ บางทีอาจจะเริ่มจากวิญญาณอีกดวงของเขาเอง

ในชั่วขณะที่ความคิดกำลังลื่นไหลและกำลังจะจบลงนั้น รถม้าก็พลันหยุดลงกะทันหัน

“คุณชาย”

เสียงของฉีไป๋อีดังมาจากทางหน้าต่างรถม้า

“ช่วยเปิดม่านได้รึไม่ขอรับ ผู้น้อยมีเรื่องจะรายงาน”

เมื่อได้ยินคำพูดของฉีไป๋อี เหอผิงก็ยื่นมือไปเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

“คืออย่างนี้ขอรับ” ฉีไป๋อีกล่าวเสียงขรึม “ข้างหน้ามีรถม้าเสียอยู่คันหนึ่ง บนรถมีบุรุษผู้หนึ่ง พาอิสตรีและเด็กมาด้วย ฟ้าใกล้มืดแล้ว คนเหล่านี้จึงหวังจะขอร่วมทางไปกับเราด้วยขอรับ”

ตอนท้าย เขายังเสริมอีกประโยคว่า

“บุรุษผู้นั้นฝีเท้าหนักแน่น ลมหายใจยาวลึก เป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ที่ร้ายกาจ ข้าเหลือบเห็นง่ามนิ้วโป้งของเขามีหนังด้านหนา น่าจะเป็นยอดฝีมือที่ชำนาญการใช้อาวุธ ส่วนบรรดาอิสตรีเหล่านั้น เป็นแค่คนธรรมดาขอรับ…”

เหอผิงชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นรถม้าเสียจอดอยู่ข้างทางจริงๆ ตอนนี้เขากำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองที่ชื่อว่าหลงเหอ เพื่อจะไปเปลี่ยนสถานะใหม่ที่นั่น หลบเลี่ยงเรื่องวุ่นวายในเมืองซุ่ยอันแห่งมณฑลเป่ยฟู่พอดี

“ฉีไป๋อี เจ้ามีความเห็นเช่นไร?”

สีหน้าของเขาเรียบเฉย หันไปถามฉีไป๋อีที่ขี่ม้าอยู่

หลังเกิดเรื่องที่เมืองซุ่ยอัน หัวหน้าพรรคอาชาพยศผู้นี้ก็นำสมาชิกพรรครุ่นสุดท้ายที่เหลืออยู่ไม่กี่คนเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อเหอผิงอย่างเต็มตัว กลายเป็นหนึ่งในลูกน้องของเขา

“คุณชาย ข้าเห็นว่าในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้... ข้าคิดว่าเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแทรกซ้อน ทางที่ดีอย่าไปข้องแวะกับคนกลุ่มนี้จะดีกว่าขอรับ”

ฉีไป๋อีตอบเสียงเครียด

‘ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน…’

ความจริงเหอผิงก็คิดเช่นนั้น ทว่าเขาก็หันกลับไปกวาดตามองร่างคนไม่กี่ร่างที่ยืนอยู่หน้ารถม้าคันที่เสียอีกครั้ง และพบว่าหนึ่งในนั้นสวมชุดยาวสีเขียว ที่เท้าใต้ชายเสื้อยาวสวมรองเท้าบูทพื้นบางแบบที่ใช้ในหน่วยงานราชการ

‘รองเท้าบูทพื้นบางทรงนี้ ดูเหมือนจะมีแต่พวกเจ้าหน้าที่ของทางการเท่านั้นที่สวมใส่ ชายชุดยาวผู้นี้เป็นยอดฝีมือที่แม้แต่ฉีไป๋อียังเอ่ยปากชม ความสามารถย่อมไม่ธรรมดา... เกรงว่าจะเป็นพวกมือปราบจากจวนที่ว่าการเจ้าเมือง’

เขาครุ่นคิดในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจ เก็บขวดโหลที่บรรจุหัวใจนั้นลงไป พลางปั้นหน้ายิ้มแย้ม

“ช่างเถอะ เชิญพวกเขาทั้งหลายมาเถิด ให้พวกเขานั่งในรถม้า ส่วนข้าจะออกไปขี่ม้าข้างนอกเอง”

“คุณชาย ทำเช่นนั้นได้อย่างไรขอรับ?”

ฉีไป๋อีตกใจจนเสียอาการเล็กน้อย

“อีกฝ่ายพาผู้หญิงมาด้วย ข้าจะไปนั่งรวมอยู่ด้วยคงไม่เหมาะ รถม้าคันนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ให้พวกนางเข้ามาเถอะ”

เหอผิงไม่รอให้ฉีไป๋อีพูดอะไรมากความ เขาเปิดม่านรถม้าแล้วกระโดดลงมาทันที เขาประสานมือคารวะไปยังกลุ่มคนที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้

“ทุกท่าน... หากไม่รังเกียจ เชิญร่วมทางไปกับข้าเถิด สหายร่วมทางจะได้ช่วยดูแลซึ่งกันและกัน”

จบบทที่ บทที่ 62 สหายร่วมทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว