- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 61 หัวใจ
บทที่ 61 หัวใจ
บทที่ 61 หัวใจ
‘สุดท้าย เพื่อจัดการเจ้านี่ ต้องเสียจำนวนครั้งของหุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัยไปถึงสอง... จากนี้ไปก็เหลือโอกาสแทนความตายอีกเพียงห้าครั้งเท่านั้น…’
เหอผิงคำนวณในใจพลางออกแรงกระทืบเท้าลงไป ศีรษะของเซิ่งชิงจือระเบิดออก ทว่ากลับไม่มีเลือดไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว
“เคล็ดวิชาของตำหนักทวิสุริยันช่างแข็งแกร่งและน่าหวาดหวั่นเสียจริง…”
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘มองจุดเดียวก็เห็นเสือทั้งตัว เห็นใบไม้ร่วงก็รู้ยามสารทฤดู’ จากความเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดบนร่างของเซิ่งชิงจือ ก็พอจะรับรู้ได้ถึงอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวของ ‘มหาภัยสามตะวัน’ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของตำหนักทวิสุริยัน
เซิ่งชิงจือไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา แต่มารอมตะนั้นแทบจะใกล้เคียงกับขอบเขตบรรลุมรรคาเลย อีกทั้งคนผู้นี้ไม่ได้ร่ำเรียนเคล็ดวิชาอย่างเป็นระบบ สุดยอดวิชาที่แท้จริงของ ‘มหาภัยสามตะวัน’ เขาจึงไม่อาจสำแดงออกมาได้แม้แต่น้อย พลังที่ถูกชักนำออกมาโดยยันต์ไฟโอสถแท้ที่กลืนลงท้องไปนั้น ถูกคนผู้นี้ใช้สุรุ่ยสุร่ายจนหมดสิ้น
เหอผิงเบนสายตา กลับไปมองร่างไร้ศีรษะนั้น เปลวเพลิงบนร่างที่ดูราวกับซากศพแห้งมอดดับลงจนหมดสิ้น กลายเป็นศพไหม้เกรียมที่ซูบผอมดำเมี่ยมทั้งตัว เพียงแต่ร่างนี้ดูเหมือนจะยังไม่ตระหนักถึงความตายของตน ยังคงยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม
“ศพของเซิ่งชิงจือยังอยู่ ศิษย์พี่ชือซินจื่อ ข้าใคร่สนใจศพนี้มาก หากไม่รังเกียจ ข้าจะขอนำกลับไปศึกษาสักหน่อย”
“โอ้!”
ชือซินจื่อเก็บก้อนเหล็กที่หลอมละลายในฝ่ามือซ่อนเข้าไว้ในแขนเสื้อ แล้วตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ศิษย์น้อง เจ้าคงไม่ได้กำลังสนใจ ‘เคล็ดวิชามหาภัยสามตะวัน’ ของตำหนักทวิสุริยันหรอกกระมัง?”
น้ำเสียงแหบพร่านั้นแฝงแววขบขันอยู่จางๆ
“ข้าขออธิบายให้เจ้าฟังก่อน ในบรรดาสามสำนักเต๋าเซียนเทียน อารามลอยนภาบูชาดวงดาว ลัทธิหมื่นชีวิตบวงสรวงเทพ ตำหนักทวิสุริยันบูชาไฟ เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของทั้งสามสำนักนี้ ล้วนมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับความศรัทธาภายในสำนัก”
“นอกเสียจากบุตรแห่งเต๋าที่ตำหนักทวิสุริยันคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันแล้ว หากเจ้ามิใช่ผู้คลั่งไคล้การบูชาไฟยุคบรรพกาล ก็อย่าได้หวังว่าจะบรรลุความสำเร็จลึกล้ำใดๆ ใน ‘เคล็ดวิชามหาภัยสามตะวัน’ เลย ในใต้หล้านี้มีผู้คนมากมายที่คิดไขความลับเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของตำหนักทวิสุริยัน แต่จนถึงบัดนี้ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดทำสำเร็จเลยสักคน…”
“ไม่เป็นไร ข้าก็แค่สงสัยใคร่รู้ไปอย่างนั้นเอง”
เหอผิงเอ่ยถามเสียงเรียบ “แต่ว่ารอบนี้พวกเราไม่ได้ชามกระดูกขโมยอายุขัยนั่นมา การลงมือครั้งนี้จึงไม่บรรลุเป้าหมายแรกเริ่มของเรา”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ” ชือซินจื่อถอนหายใจ แล้วเอ่ยปากอีกครั้ง “ทว่าศิษย์น้อง เจ้าก็ไม่ต้องเสียดายมากนัก ถึงแม้เบาะแสของเซิ่งชิงจือจะขาดสะบั้น เราก็ยังมีเบาะแสเรื่องซากโบราณสถานตำหนักมารอยู่”
“พึงรู้ไว้ว่าชามกระดูกนั่นก็หลุดออกมาจากซากโบราณสถานตำหนักมารเช่นกัน เฉิงจื้อที่มีความเกี่ยวข้องกับโบราณสถานแห่งนี้ก็ตกอยู่ในกำมือของข้าแล้ว อีกไม่กี่เดือนซากโบราณสถานตำหนักมารจะเปิดขึ้นอีกครั้ง หากศิษย์น้องสนใจจะไปพร้อมกับข้า ข้ารับประกันได้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้เจ้าจะต้องได้รับสิ่งตอบแทนแน่นอน”
‘เจ้าจิ้งจอกเฒ่านี่ ยังคงมีความคิดที่จะหลอกข้าไปที่ซากโบราณสถานผีสางอะไรนั่นอีกหรือ?’
เมื่อได้ยินวาจานี้ของชือซินจื่อ เหอผิงก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะในใจ ทว่าใบหน้ากลับมิได้แสดงอารมณ์ใดออกมา เขาเพียงตอบกลับไปอย่างสงบนิ่ง
“เรื่องนี้ ขอข้าพิจารณาดูสักระยะเถิด!”
“เช่นนั้นก็ย่อมได้”
ชือซินจื่อเองก็ไม่อยากเร่งรัดจนเกินงาม จึงยิ้มบางๆ กล่าวว่า “แต่เรื่องที่เมืองซุ่ยอันนี่ลุกลามใหญ่โตเกินไปจริงๆ ศิษย์น้องเจ้าเองก็อย่าได้รั้นอยู่ที่มณฑลเป่ยฟู่ต่อเลย พักเรื่องลัทธิโคลนกับตำหนักทวิสุริยันว่าจะมีความเคลื่อนไหวหรือไม่เอาไว้ก่อน”
“กองปราบมารในราชสำนัก และตระกูลอวี่เหวินแห่งอ๋องเจิ้นเป่ยจะต้องไม่ปล่อยเรื่องที่เกิดขึ้นในถิ่นของตัวเองผ่านไปแน่ ไม่แน่ว่าไม่กี่วันนี้อาจจะส่งยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามาตรวจสอบเมืองซุ่ยอันโดยเร็ว หากเจ้าเผลอทิ้งร่องรอยพิรุธไว้ ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกกองปราบมารและตระกูลอวี่เหวินจับตามอง”
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าเองก็ตั้งใจจะถอนตัวออกจากมณฑลเป่ยฟู่โดยเร็วเช่นกัน”
เหอผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเองก็ไม่เต็มใจที่จะทิ้งรากฐานที่สั่งสมมาในมณฑลเป่ยฟู่ แต่หากดันทุรังอยู่ที่นี่ต่อ มันก็รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่ถูกขุมกำลังต่างๆ ตรวจพบร่องรอย ดูท่าตัวตนของตระกูลเหอและเหอผิง คงต้องจำใจทิ้งไปเสียตั้งแต่ตอนนี้
โชคดีที่เขาทำอะไรมักรอบคอบรัดกุมเสมอ หลายปีมานี้ได้วางแผนเตรียมการล่วงหน้าและจัดเตรียมทางหนีทีไล่ไว้อย่างลับๆ จึงไม่ถึงกับต้องจนตรอกเมื่อเกิดเรื่องขึ้น
“ข้ายังมีเรื่องต้องไปจัดการต่อ คงไม่อยู่รำลึกความหลังกับศิษย์น้องแล้ว ว่างเมื่อไหร่ค่อยใช้หุ่นดินส่งเสียงติดต่อกัน…”
ชือซินจื่อหันกายกลับ ทิ้งประโยคนี้ไว้แล้วกระโจนขึ้นฟ้า ชั่วพริบตานั้น กระแสลมที่ปะทุขึ้นก็พัดชายเสื้อสะบัดเสียงดัง ‘พึ่บพั่บ’ รุนแรง ราวกับวิหคปีศาจเหินเวหายามราตรี หายลับไปในความมืดมิด
“ในที่สุดก็ไปแล้วสินะ?”
เหอผิงลูบหน้ากากผีบนใบหน้า พร้อมกันนั้นก็ยื่นมือซ้ายอีกข้างออกมา ในฝ่ามือของแขนเทียมหุ่นเชิดนั้น กำลังคีบแผ่นเหล็กที่เผาจนแดงฉานเอาไว้ด้วยนิ้วทั้งห้าที่เปล่งแสงสีทองจางๆ
“สิ่งนี้น่าจะเป็นอีกครึ่งหนึ่งของเศษเชิ้นส่วนที่กระเด็นออกมา หลังจากถูกเพ่งเล็งทะลวงใจของชือซินจื่อโจมตีใส่ก่อนหน้านี้!”
ตอนนั้นเขาเห็นเหตุการณ์ชัดเจน จึงแอบเก็บเศษชิ้นส่วนอีกครึ่งหนึ่งนี้ซ่อนเอาไว้ ชือซินจื่อเองก็เก็บอีกครึ่งหนึ่งไปเช่นกัน และเจ้าเศษชิ้นส่วนนี้ มันก็น่าจะกระเด็นออกมาจากหัวใจของเซิ่งชิงจือนั่นเอง…
“เพ่งเล็งทะลวงใจเดิมทีสามารถเจาะทะลุหัวใจคนได้จากระยะไกล แต่ตอนนั้นชือซินจื่อพลาดท่า หลังจากปล่อยท่าเพ่งเล็งทะลวงใจออกไป มันระเบิดเป็นรูเลือดขนาดเท่ากำปั้นที่หน้าอกของเซิ่งชิงจือ แต่กลับไม่ได้ควักหัวใจของมันออกมาจากระยะหลายสิบจั้ง นั่นแสดงว่าหัวใจของเซิ่งชิงจือต้องมีปัญหาอะไรบางอย่าง…”
ความคิดแล่นผ่านวูบหนึ่ง เหอผิงเดินเข้าไปใกล้ซากศพ จ้องมองรูเลือดสีดำแดงที่หน้าอกของเซิ่งชิงจือ มือซ้ายยื่นออกไปคว้าหมับ ควักเอาหัวใจที่ยังเต้นตึกตักอย่างอ่อนแรงออกมาจากช่องอก หัวใจดวงนั้นไหม้เกรียมไปบ้าง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพลังชีวิตอันน่าพิศวง
“หัวใจดวงนี้...??”
สายตาของเหอผิงหยุดชะงักทันที ดวงตาจ้องเขม็งไปที่หัวใจที่อยู่ในมือ บนใบหน้าเผยให้เห็นแววสนุกสนานขึ้นมาหลายส่วน
“ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!”
ระหว่างนิ้วมือ หัวใจดวงนี้ปริแยกเป็นรอยร้าว กล้ามเนื้อหัวใจที่บางเฉียบและเรียบลื่น เผยให้เห็นแสงสีแดงฉานส่องลอดออกมา ราวกับว่าใจกลางของมันซุกซ่อนกองเพลิงอันร้อนแรงเอาไว้
“รอยแตกนี้น่าจะเกิดจากเพ่งเล็งทะลวงใจ... ไม่สิ ช้าก่อน หากเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะก็?”
เขาฉุกคิดบางอย่างได้จึงหยิบแผ่นเหล็กบางเฉียบนั้นออกมา ทันใดนั้นแสงสีแดงความร้อนสูงที่แผ่ออกมาจากแผ่นเหล็กก็เปลี่ยนจากสีส้มแดงดุจโลหิต กลายเป็นเปลวแสงสีเขียวมรกต
เหอผิงพินิจดูไปมา เขาพบว่าเมื่อแสงของแผ่นเหล็กค่อยๆ สว่างขึ้น พร้อมกับการสั่นพ้องอันน่าประหลาด หัวใจในฝ่ามือก็ไม่ได้เต้นอย่างอ่อนแรงอีกต่อไป แต่กลับเต้น ‘ตึกตัก’ อย่างรุนแรง ขยายตัวและหดตัวลงอย่างหนักหน่วง
เหอผิงคลายมือออกเบาๆ แผ่นเหล็กราวกับถูกแรงแม่เหล็กดูดเข้าไปในหัวใจ หัวใจก้อนนี้ก็กลับมาเต้นตึกตักราวกับสิ่งมีชีวิต
“ชักน่าสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ แผ่นเหล็กนี้น่าจะเป็นยันต์ไฟโอสถแท้ที่เซิ่งชิงจือกลืนลงไป แต่ไม่รู้ว่าทำไมของสิ่งนี้ถึงได้ไปหลอมรวมเข้ากับหัวใจของมัน…”
เขายื่นมือเก็บหัวใจซ่อนเอาไว้ รู้ดีว่าครั้งนี้ตนเองไม่ได้คว้าน้ำเหลวเสียทีเดียว อย่างน้อยที่สุด หัวใจดวงนี้ดีไม่ดีอาจจะชดเชยความเสียหายในค่ำคืนนี้ไปได้
...
แค่ก แค่ก แค่ก!
เงาร่างหนึ่งไอเบาๆ แล้วมุดออกมาจากใต้ซากเสาไม้ที่พังถล่มลงมาอย่างเงียบเชียบราวกับหนู ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยฝุ่นและขี้เถ้า ดูทุลักทุเลเป็นที่สุด ดำเมี่ยมไปทั้งตัวราวกับเพิ่งปีนออกมาจากเตาถ่าน
รอจนคนผู้นี้ใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าจึงเผยให้เห็นเครื่องหน้าของคนหนุ่ม ที่แท้คนผู้นี้ก็คือหยางอวิ๋นเจียวแห่งกองปราบมาร หยางอวิ๋นเจียวผู้นี้ทำหน้าทะมึน พึมพำเสียงต่ำ “เที่ยวนี้คงยุ่งยากแล้ว ชือซินจื่อแห่งสำนักหุ่นเชิดเซียนวางแผนลึกล้ำนัก แม้แต่ข้าก็ยังพลาดท่า ของวิเศษสำคัญของลัทธิตกไปอยู่ในมือคนอื่นยังพอว่า แต่กระทั่งร่างปีศาจพยัคฆ์เสื้อฟางของข้าเองก็ยังมาพังยับเยินอยู่ที่นี่ กลับไปสภาพนี้คงไม่มีทางรายงานผลงานได้แน่”
“ทูตวิญญาณถู ในเมื่อรายงานผลงานไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่ต้องรายงานแล้ว”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของเขา ตามมาด้วยมือใหญ่ข้างหนึ่งที่กดลงบนกระหม่อมของ ‘หยางอวิ๋นเจียว’
“...เป็นเจ้า ชือซินจื่อ!”
‘หยางอวิ๋นเจียว’ ไม่ต้องหันกลับไปมอง เพียงแค่ฟังเสียงก็รู้ว่าผู้มาเยือนคือชือซินจื่อแห่งสำนักหุ่นเชิดเซียน
“เจ้า... เจ้ากลับมาทำไม?”
“ถามโง่ๆ”
ชือซินจื่อเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ทูตวิญญาณถูอย่างเจ้าฝึกฝน ‘คัมภีร์บงกชสวรรค์’ ถึงขั้นโคลนทมิฬ เคล็ดวิชานี้ข้ารู้จักดี เมื่อฝึกฝนถึงขั้นโคลนทมิฬ กายเนื้อสำหรับเจ้าก็เป็นเพียงถุงหนัง ใบเก่าพังก็แค่เปลี่ยนใบใหม่... อีกอย่าง สัตว์ปีศาจเสือนั่นชัดเจนว่าถูกฆ่าตายไปแล้ว แต่ค่ายกลวิญญาณสมุนรับใช้คลุมฟ้ากลับไม่คลายออก นี่มันก็มีพิรุธในตัวของมันเองอยู่แล้วไม่ใช่รึ”
“เจ้า?”
ถูตู๋เองก็ตื่นตระหนก เขาคิดไม่ถึงว่าจุดอ่อนของตนจะชัดเจนถึงเพียงนี้
“ขออภัยด้วย เรื่องในคืนนี้หากแพร่งพรายออกไปจะเป็นปัญหา ทูตวิญญาณถู ข้าจะขอส่งเจ้าเดินทางเลยแล้วกัน!”
ชือซินจื่อถ่ายเทพลังขุมหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในฝ่ามือ กรอกใส่ลงไปที่กลางกระหม่อมของ ‘หยางอวิ๋นเจียว’ ศีรษะของ ‘หยางอวิ๋นเจียว’ สั่นสะท้าน สติสัมปชัญญะในสมองพลันขาดห้วง
ไอน้ำจางๆ พุ่งขึ้นมาจากกระหม่อมของคนผู้นี้ ผิวหนังแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดง ใบหน้าบิดเบี้ยวไปมาชั่วครู่ ก่อนจะมีโคลนดำไหลทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ด
“วะ... ไว้ชีวิตด้วย... พวกเรา... ตกลงแลกเปลี่ยนกันได้... ของสิ่งนั้น... ข้ารู้ว่าอยู่ที่ไหน?”
เขาเค้นแรงเฮือกสุดท้าย เอ่ยประโยคนี้ออกมา
“โห!”
ชือซินจื่อหยุดมือลง
“ไหนลองว่ามา เจ้ามีอะไรมาแลกเปลี่ยน?”
“ชามกระดูก เจ้าอยากได้ชามกระดูกขโมยอายุขัยนั่นไม่ใช่หรือ…”
ดวงตาของ ‘หยางอวิ๋นเจียว’ กลอกกลิ้งไปมา สีหน้าดูประหลาดพิกล ในขณะที่ปากก็พร่ำพูดไม่หยุด “ข้ารู้เบาะแสอย่างหนึ่ง บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับชามกระดูกนั่น”
“ดี เช่นนั้นข้าจะละเว้นชีวิตเจ้าสักครั้ง”
ชือซินจื่อหัวเราะร่า ฝ่ามือออกแรงกดลงไป กะโหลกศีรษะของ ‘หยางอวิ๋นเจียว’ แตกละเอียด แขนขากระตุกเกร็ง ร่างกายล้มฟุบลงกับพื้น จากนั้นโคลนดำจำนวนมหาศาลก็ทะลักออกมาจากตา หู จมูก ปาก และทวารต่างๆ ของเขา
“ถูตู๋ ข้าไม่ได้เชื่อใจเจ้าหรอกนะ แต่ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง เข้าไปอยู่ในขวดนี้ชั่วคราวก็แล้วกัน หากคำพูดของเจ้าเป็นความจริง ข้าถึงจะมอบโอกาสรอดชีวิตให้เจ้า”
ชือซินจื่อวางขวดกระเบื้องใบหนึ่งลงบนพื้นอย่างลวกๆ โคลนดำนั้นขยับยุกยิกก่อนจะมุดเข้าไปในขวด
“เท่านี้ การ ‘เก็บกวาด’ ก็ถือว่าเสร็จสิ้น”
เมื่อปิดจุกขวดกระเบื้องเรียบร้อย ชือซินจื่อจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ศิษย์น้องผู้นั้นของข้าก็นับว่าฉลาดเฉลียว เขาไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ถูตู๋ยังไม่ตาย น่าจะเพราะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าข้าต้องชิงลงมือก่อน กล่าวคือเขาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องแย่งชิงเรื่องนี้กับข้า ทั้งยังถือโอกาสเก็บกู้ซากเสือตัวนั้น พระโพธิสัตว์หินดำตกเป็นของเขา ส่วนข้าก็ได้ตัวถูตู๋แห่งลัทธิโคลนมา แบบนี้ถือว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องมาลงเอยด้วยการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว”
เขานึกถึงรอยยิ้มอันลึกล้ำยากจะคาดเดาของเหอผิงก่อนที่จะจากไปขึ้นมาทันที
‘ทุกอย่างนี้... อยู่ในการคำนวณของเขามาตั้งแต่ต้นแล้ว!’
เดิมพันตานี้ เหอผิงใช้วิธีที่รู้กันอยู่แก่ใจ แสดงให้เห็นถึงเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงที่เหนือกว่าคนทั่วไป ทำให้ชือซินจื่อเพิ่มความหวาดระแวงต่อศิษย์น้องผู้นี้มากขึ้น เขารู้ดีว่าในอนาคตหากต้องรับมือกับคนผู้นี้ เพื่อแย่งชิง ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ มา ย่อมมิใช่เรื่องง่ายดายแน่นอน
“การได้ต่อสู้กับคนเก่ง ช่างเป็นเรื่องที่น่าอภิรมย์เสียจริง!”
ชือซินจื่อแสยะยิ้ม ความรู้สึกเหมือนได้พบพานคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ