- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 59 ‘มหาภัยสามตะวัน’
บทที่ 59 ‘มหาภัยสามตะวัน’
บทที่ 59 ‘มหาภัยสามตะวัน’
ในค่ำคืนนี้ เพลิงกัลป์ลุกโชนจนนภากลายเป็นสีชาด
ตามตรอกซอกซอยในเมืองซุ่ยอัน เปลวเพลิงราวกับขุมนรกพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับกลุ่มควันหนาทึบที่ม้วนตัวดั่งสัญญาณควันไฟสงคราม
เสียงคนตะโกนและม้าร้องระงมไปทั่วเมือง สถานการณ์วุ่นวายโกลาหลอย่างยิ่ง ทั้งเสียงอุทาน ร้องไห้ คร่ำครวญ และหวีดร้องผสมปนเปกัน หากสังเกตสถานการณ์ให้ดีจะพบว่าความวุ่นวายนี้มีศูนย์กลางมาจากจวนตระกูลเซิ่งของเจ้าเมือง แล้วค่อยๆ แผ่ขยายออกไปสู่พื้นที่โดยรอบ ดั่งประกายไฟลามทุ่งที่ส่งผลกระทบต่อกระดานทั้งหก
เหล่ามือปราบจากจวนที่ว่าเจ้าเมืองและทหารจากกองตรวจการต่างถูกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้ตั้งตัวไม่ติด วิ่งวุ่นไปทั่วราวกับแมลงวันหัวขาด
…
ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ถูกเพลิงเผาผลาญ ขื่อคานและอิฐหินกลายเป็นสีดำสนิท เถ้าถ่านกระจายเต็มพื้นและยังมีควันจางๆ ลอยกรุ่นออกมาจากกองเศษอิฐหักพังที่ทับถมกันเป็นภูเขาเลากา มือที่ถูกเผาจนบิดเบี้ยวแห้งกรังข้างหนึ่งค่อยๆ ยื่นออกมา นิ้วทั้งห้ากางออกพยายามไขว่คว้าหาท้องฟ้าอย่างไร้ความหมาย
วินาทีต่อมา เจ้าของมือนั้นกำนิ้วทั้งห้าที่ยื่นสู่ฟ้าเข้าหากันแน่น เปลวเพลิงแห่งโทสะพวยพุ่งออกมาจากซอกหลืบของเศษอิฐ ทะลักเป็นคลื่นความร้อนและเปลวเพลิงแลบเลียไปทั่ว
เท้าที่ดำสนิทข้างหนึ่งยกออกมาจากด้านใน เสียง ‘แปะ’ ดังขึ้นเมื่อเหยียบลงไปจนจมดินเถ้าถ่าน มีประกายไฟร้อนแรงกระเด็นออกมา เมื่อเท้าข้างนั้นออกแรง เศษอิฐรอบด้านก็ถูกคลื่นอากาศกระแทกจนกระจายออก
โครม!
ชั่วพริบตา เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ย้อมท้องนภาครึ่งหนึ่งให้สว่างโรจน์ ลมร้อนระอุแผ่ซ่านไปทุกทิศทาง พร้อมกับเงาร่างที่ดูราวกับซากศพแห้งกรังค่อยๆ ก้าวเดินออกมาทีละก้าว
เงาร่างนี้ก็คือเซิ่งชิงจือ ทั่วร่างของมันถูกเปลวเพลิงที่รูปร่างดั่งอสรพิษหลายสายพันธนาการไว้ ร่างกายทั้งหมดดูเหมือนซากศพแห้งเหี่ยว ใบหน้าที่ผอมแห้งราวกับหัวกะโหลก ในเบ้าตาที่กลวงโบ๋มีลูกไฟสีเขียวสองดวงปรากฏขึ้น
ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากเดิม บนใบหน้าซากศพที่เดิมทีควรจะสูญสิ้น ‘สติสัมปชัญญะ’ ของมนุษย์ไปแล้ว กลับเริ่มปรากฏสีหน้าเล็กน้อย
“เหอ... เหอ... เหอผิง!!!”
ใบหน้าหัวกะโหลกคำรามออกมา เสียงที่แหบพร่าจนยากจะจำแนกนั้นราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่น่าหวาดหวั่น
“เจ้าอยู่ที่ไหน–”
จากร่างกายที่พุพองพ่นแสงไฟสีเขียวอ่อนออกมา แสงร้อนแรงแผดเผาจนอากาศสั่นไหว รอบกายคล้ายมีรัศมีมงคลม้วนตัวเป็นชั้นๆ แฝงไว้ด้วยความร้อนระอุที่สามารถละลายกระดูกและเนื้อหนังได้
…
“เจอแล้ว!”
“อยู่ทางนั้น…”
เสียงสองเสียงดังขึ้น ในชั่วพริบตานั้น เงาร่างสองร่างแทบจะเท้าไม่แตะพื้น เพียงแวบเดียวก็ข้ามผ่านหลังคาซ้อนชั้น พุ่งตรงไปยังทิศทางที่มนุษย์เพลิงอยู่ตามกันไป
“ตะ... ตะวันเขียว... นี่เกรงว่าจะเป็นภัยตะวันเขียวใน ‘เคล็ดวิชามหาภัยสามตะวัน’ !”
ชือซินจื่อในชุดคลุมสีเขียวปลิวไสว รองเท้าบูทสีดำเหยียบลงบนเส้นด้ายที่ขึงอยู่กลางอากาศ เบื้องล่างมีลมไฟคุกรุ่น กระแสอากาศผันผวน ชายเสื้อของเขาสะบัดพริ้วตามลม
“ร้ายกาจนัก! เจ้านั่นคงจะดูดซับพลังจากยันต์ไฟโอสถแท้ แล้ววิวัฒนาการพลังมหาภัยตะวันดวงแรก ภัยตะวันเขียวขึ้นมาเองกระมัง?!”
เขาหันไปมองเงาร่างอีกด้านที่ใช้เส้นด้ายเกี่ยวรั้งมุมหลังคาแขวนตัวอยู่กลางอากาศ แล้วเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นว่า “ศิษย์น้องเหอ เป็นอย่างที่ข้าว่าไว้ไม่มีผิด สภาพของมันไม่ปกติ หากปล่อยทิ้งไว้จะต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่”
เมื่อครู่ หลังจากฝ่าค่ายกลวิญญาณสมุนรับใช้คลุมฟ้าออกมา สนามรบก็ขยายจากจวนตระกูลเซิ่งเข้าสู่ตัวเมืองซุ่ยอันทันที เซิ่งชิงจือที่กลายเป็นซากศพแห้งเล็งเป้าไปที่เหอผิงและชือซินจื่อ ไล่ตามหลังทั้งสองมาอย่างไม่ลดละ
ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอีกครั้ง การต่อสู้ลุกลามไปยังบ้านเรือนและท้องถนนโดยรอบ เซิ่งชิงจือในร่างมนุษย์เพลิงเปรียบเสมือนภัยพิบัติที่กำเนิดจากกองเพลิง ไม่ว่ามันจะไปที่ใด ทุกสิ่งล้วนถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
เมื่อพวกเขาประมือกัน เมืองซุ่ยอันทั้งเมืองก็ถึงคราวเคราะห์ ภายใต้การพัวพันกันของเปลวเพลิงดั่งดวงตะวัน วิชาหุ่นเชิดพิสดาร และวิชามารนอกรีต เพลิงลุกโชนไปทั่วทุกแห่งหนราวกับมังกรไฟบุกเมือง สู้กันเพียงชั่วครู่ก็ไม่รู้ว่ามีชาวเมืองต้องสังเวยชีวิตในกองเพลิงไปเท่าใดแล้ว
ทั้งเหอผิงและชือซินจื่อต่างก็เป็นพวกเจ้าเล่ห์เพทุบาย ในใจพวกเขาไม่มีความต้องการที่จะสู้กับเซิ่งชิงจือในสภาพนี้ต่อไปเลยแม้แต่น้อย ในหัวมีแต่ความคิดที่จะหาจังหวะชิ่งหนี
เซิ่งชิงจือที่กลายเป็นมารอมตะอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใดนัก เพียงแต่ความร้อนสูงที่แผ่ออกมาทั่วร่างนั้นรุนแรงเกินไปจนไม่อาจเข้าใกล้ได้ แม้จะพยายามใช้เส้นด้ายหรือวิธีอื่นพันธนาการไว้ก็จะถูกเผาจนขาด ดังนั้นการจะสังหารมันจึงยากลำบากอย่างยิ่ง
อีกอย่าง มารอมตะตนนี้ก็ไม่มีความสามารถพิเศษอื่นใด ไม่ได้เป็นสัตว์ประหลาดที่เก่งกาจเหนือชั้นเลยสักนิด
เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้ ทั้งเหอผิงและชือซินจื่อต่างก็เริ่มคิดที่จะล่าถอย จนกระทั่งบนใบหน้าหัวกะโหลกที่ถูกเผาจนดำสนิทนั้น มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากปากที่โบ๋กลวง
“...ฆ่า... จะฆ่าพวกเจ้า…”
เสียงที่มันเปล่งออกมามีการสั่นสะเทือนที่แปลกประหลาด ยามที่อ้าปากพูด ตามรูทวารทั้งปากและจมูกก็มีเปลวเพลิงสีเขียวอ่อนวูบวาบออกมา
“เหอผิง ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งสอง”
เสียงนั้นราวกับเสียงขู่คำรามที่แหบพร่าของสัตว์ร้าย น้ำเสียงที่คลุมเครือคนนอกไม่มีทางฟังออก ทว่าทั้งสองคนในที่นั้นกลับได้ยินชัดเจน และในขณะเดียวกัน สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นพิกลขึ้นมา
“แปลกนัก ปกติมารอมตะควรจะเป็นสัตว์ประหลาดที่ไร้ความรู้สึกนึกคิดไม่ใช่หรือ?”
“ท่าไม่ดีแล้ว เจ้านี่ยังมีเจตจำนงหลงเหลืออยู่รึ? หรือว่า... มันกำลังฟื้นคืนตัวตนกลับมา?”
ทั้งเหอผิงและชือซินจื่อต่างนึกถึงความเป็นไปได้อันน่าหวาดหวั่นอย่างหนึ่ง จึงลงมือสุดกำลังทันที พลังอันมหาศาลพุ่งเข้าจู่โจมอย่างรุนแรง เงาร่างมนุษย์เพลิงของเซิ่งชิงจือก็ระเบิดแสงสีเขียวมรกตออกมา พุ่งเข้าปะทะกลางอากาศ
โครม!
พลังของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน เซิ่งชิงจือไม่อาจต้านทานได้เลย เขาถูกซัดกระเด็นกลับมาทันที ร่างพุ่งออกไปกระแทกกับกำแพงจวน ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ไม่รู้ว่าพุ่งทะลุบ้านเรือนไปกี่หลัง และเผาผลาญบ้านผู้คนไปกี่ครัวเรือนตลอดทาง
“...ภัยตะวันเขียว”
เหอผิงได้รับข้อมูลเกี่ยวกับตำหนักทวิสุริยันจากชือซินจื่อมาไม่น้อย ตำหนักทวิสุริยันคือหนึ่งในสามขั้วอำนาจใหญ่ของฝ่ายธรรมะในปัจจุบัน ถูกขนานนามร่วมกับลัทธิหมื่นชีวิตและอารามลอยนภาว่าเป็น ‘สามสำนักเต๋าเซียนเทียน’
ตำหนักทวิสุริยันครอบครอง ‘เคล็ดวิชามหาภัยสามตะวัน’ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา โดยอยู่อันดับที่เก้า เล่ากันว่าเคล็ดวิชานี้สืบทอดมาจากปรมาจารย์เลี่ยหัว ปฐมปรมาจารย์แห่งตำหนักทวิสุริยัน
ปรมาจารย์เลี่ยหัวและเหล่าสานุศิษย์รุ่นหลังของตำหนักทวิสุริยัน ต่างมีความเชื่อว่าในยามที่ฟ้าดินเริ่มก่อตัว ทุกสรรพสิ่งยังวุ่นวายสับสน ทุกอย่างในโลกยุคบรรพกาลล้วนมีจุดกำเนิดมาจาก ‘ไฟ’ ไฟคือต้นกำเนิดแห่งปัญญา และเป็นต้นสายของสรรพสิ่ง
คนกลุ่มนี้มองว่าไฟคือพลังลี้ลับ ภายในตำหนักหงส์เพลิงของตำหนักทวิสุริยันมีการประดิษฐานเชื้อไฟบรรพกาลและอัคคีบูชาที่เป็นอมตะนับพันปี พวกเขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าในอัคคีบูชาโบราณแฝงไว้ด้วยปัญญาแห่งมรรคาวิถี ความกล้าหาญอันสูงสุด และความลับแห่งการสรรสร้างสรรพสิ่ง
สำหรับ ‘เคล็ดวิชามหาภัยสามตะวัน’ ของตำหนักทวิสุริยัน แท้จริงแล้วคือเคล็ดวิชาที่อธิบายถึงความลับของอัคคีบูชาเพื่อการบรรลุมรรคา
นักพรตของตำหนักทวิสุริยันเพียงแค่ชักนำพลังอัคคีบูชาเพียงเสี้ยวหนึ่งเข้าสู่ร่างกาย ก็สามารถครอบครองตบะที่ล้ำลึกได้ หากกลืนยันต์ไฟโอสถแท้ที่หลอมขึ้นเป็นพิเศษ และใช้อาสนพิธีอัคคีบูชาช่วยเสริม ก็จะมีโอกาสที่ริบหรี่อย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้กลืนบรรลุมรรคาได้โดยตรง เปลี่ยนจากปุถุชนกลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา
ทว่าโอกาสสำเร็จนั้นต่ำจนน่าใจหาย ในบรรดาคนนับหมื่นนับแสนที่กลืนยันต์ไฟโอสถแท้เข้าไป อาจไม่มีใครบรรลุมรรคาได้เลยแม้แต่คนเดียว และหากล้มเหลว ร่างกายก็จะมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
“เซิ่งชิงจือคือบุตรแห่งเต๋า เป็นผู้ที่เหล่านักพรตตำหนักทวิสุริยันทุ่มเทแรงกายแรงใจคัดเลือกมา เป็นกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิด คนประเภทนี้หากกลืนยันต์ไฟโอสถแท้เข้าไป โอกาสที่จะบรรลุมรรคาย่อมมีสูงมาก”
ชือซินจื่อยื่นมือออกไปพลางชี้ไปยังซากศพแห้งที่ปกคลุมด้วยแสงเพลิงสีเขียวอ่อน ท่ามกลางเปลวเพลิงสีเขียวที่ไหลเวียน ดูเหมือนจะมีพลังชีวิตบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้น
“อัคคีบูชาในร่างของคนผู้นี้กำลังเปลี่ยนเป็นพลังมหาภัยตะวันเขียว เพื่อมอบชีวิตใหม่ให้แก่เขาทีละนิด... ‘เคล็ดวิชามหาภัยสามตะวัน’ แบ่งออกเป็นสามพลังมหาภัยคือ ตะวันเขียว ตะวันแดง และตะวันขาว มารอมตะทั่วไปก็แค่สัตว์ร้ายที่เป็นอมตะแต่ไร้สิ้นสติสัมปชัญญะและอารมณ์ความรู้สึก ทว่าในตัวของเซิ่งชิงจือผู้นี้คงเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เราไม่รู้ มันกำลังฟื้นคืนสติสัมปชัญญะกลับมา”
ชั่วครู่หนึ่ง น้ำเสียงของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นมา
“ข้าเชื่อว่าเจ้าก็เข้าใจ เจ้านี่ในตอนนี้จะปล่อยเอาไว้ไม่ได้แล้ว!”
เหอผิงนิ่งเงียบ ทว่าในใจรู้ดีว่าไม่มีทางยอมให้เซิ่งชิงจือที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนมีชีวิตรอดไปได้
ตราบใดที่เซิ่งชิงจือไม่ตาย แผนการของเขากับชือซินจื่อก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกเปิดโปง
หากมีใครล่วงรู้ นั่นเท่ากับเป็นการล่วงเกินมหาอำนาจทั้งสามอย่างราชสำนัก ลัทธิโคลน และตำหนักทวิสุริยัน ภายหน้าย่อมถูกตามล้างแค้นแน่นอน
ในทางกลับกัน ขอเพียงสังหารเซิ่งชิงจือที่นี่ ความลับทุกอย่างก็จะถูกฝังไว้ในความมืดมิดตลอดกาล
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่ศิษย์พี่ว่าแล้วกัน”
เหอผิงเอ่ยขึ้นนิ่งๆ เขาขยับมือขวา ระหว่างนิ้วทั้งห้าเชื่อมต่อด้วยเส้นด้ายนับไม่ถ้วน เส้นด้ายยาวดั่งใยแมงมุมแผ่กระจายไปในอากาศ ก่อนจะถูกเขาใช้นิ้วลูบผ่านจนตึงแน่นทันที
แกรก แกรก
ยามที่เส้นด้ายระหว่างนิ้วถูกดีด ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นจากเบื้องล่าง กำแพงดินพังครืน เกี้ยวกระดาษสีขาวนวลหลังหนึ่งพุ่งออกมาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
ปัง!
เกี้ยวกระดาษพุ่งเข้าชนจากด้านหลัง เซิ่งชิงจือยังไม่ทันได้หันกลับมา มันก็ถูกแสงสีทองเจิดจ้าบนเกี้ยวหลังนั้นอัดจนร่างกระเด็นออกไปอีกครั้ง
มนุษย์เพลิงคำรามก้อง เปลวเพลิงสีเขียวลุกโชนทั่วร่าง มันแหงนหน้าพ่นเปลวเพลิงออกมาสายหนึ่ง ซึ่งแยกออกเป็นสองส่วนกลางอากาศ กลายเป็นลำแสงไฟสองสายพุ่งเข้าหาเหอผิงและชือซินจื่อ
เหอผิงสะบัดแขนเสื้อซ้าย อัดปราณดาบและคมวายุออกมานับไม่ถ้วน ฟันทำลายเปลวเพลิงจนสลายไปกลางอากาศ
อีกด้านหนึ่ง ชือซินจื่อถูกแสงไฟซัดเข้าใส่จนร่างแยกออกเป็นสองส่วน เขาใช้วิชาเร้นกายอาภรณ์หลบหนีออกมาได้อย่างง่ายดาย
“พลังมหาภัยตะวันเขียวยังพอรับมือได้ แต่หากปล่อยให้พลังอัคคีบูชาในร่างมันวิวัฒนาการต่อไปจนกลายเป็นภัยตะวันแดง พวกเราจะยิ่งเสียเปรียบ... ศิษย์น้อง อย่าได้ออมมือ รีบกำจัดเสีย”
เขาแสยะยิ้มเย็นชา
“ตกลง”
เหอผิงพยักหน้าเห็นพ้อง
“แถวนี้มีแม่น้ำตัดผ่านเมืองสายหนึ่ง หากจับมันโยนลงไป ย่อมสามารถดับไฟบนตัวมันได้ จากนั้นค่อยลองใช้วิชาแปดต้นกำเนิดตรึงสังขารสะกดการเคลื่อนไหวดู หากสำเร็จ เราจะฆ่ามันสักสิบครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยาก…”
“เช่นนั้นก็เอาตามนี้!”
ชือซินจื่อวาดมือทั้งสองข้างเป็นวงกลมตามวิถีฟ้าดิน ทำให้ราวกับมีบางสิ่งในอากาศถูกดึงจนตึง
จากนั้นเขาก็คำรามเบาๆ แสงสีทองนับไม่ถ้วนพุ่งมาจากทั่วทุกสารทิศราวกับดาวตกสีทอง ปะทะเข้าหากันเสียงดังเคร้งคร้างที่ความสูงเหนือศีรษะหลายสิบจั้ง
ภาพที่เห็นประหลาดล้ำ แสงสีทองเหล่านั้นม้วนตัวรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ก่อนจะหมุนวนราวกับจักรปั่นด้าย แสงสีทองอีกมากมายพุ่งเข้ามารวมในเงาจักรสีทองนั้นอย่างรวดเร็ว จนประกอบกันเป็นแท่นดอกบัวขนาดมหึมา
“หัตถ์ผีแยกส่วน?”
เหอผิงเบิกตากว้าง เมื่อเห็นหัตถ์ผีแยกส่วนนับร้อยข้างมาประสานกัน จนกลายเป็นแท่นบัวที่ประกอบขึ้นจากแขนเทียมจำนวนมหาศาล
“ไป!”
แท่นบัวยักษ์พุ่งทะยานออกไป ฝ่ามือนิลทองนับร้อยข้างกางออก แผ่ประกายโลหะสีทองอร่าม
แท่นบัวหุ่นเชิดนี้ครอบลงมาจากเหนือศีรษะของเซิ่งชิงจือ ในชั่วพริบตา แสงสีทองก็สว่างจ้าถึงขีดสุด กระทั่งยังแฝงไว้ด้วยบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายส่วน!
ภาพนี้ราวกับดอกบัวพุทธะสีทองร่วงหล่นจากฟากฟ้า เพื่อสยบจอมมารในเพลิงนรก
มารอมตะคำรามลั่นพยายามจะดิ้นรนขัดขืน แต่แท่นบัวที่อาบด้วยรัศมีสีทองก็กดทับลงไปอย่างรุนแรงบนร่างของเซิ่งชิงจือที่มีเพลิงสีเขียวไหลเวียนอยู่ทั่วตัว