เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 57 เหตุพลิกผัน

บทที่ 57 เหตุพลิกผัน

บทที่ 57 เหตุพลิกผัน


“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

ทันทีที่เหอผิงปรากฏตัว ชือซินจื่อก็หัวเราะลั่นอย่างได้ใจ

“พี่ถู ศิษย์น้องของข้าผู้นี้ หากว่ากันด้วยเล่ห์เหลี่ยมฝีมือแล้ว เขาก็มิได้ด้อยไปกว่าข้าแม้แต่น้อย ท่านคงไม่คิดกระมังว่าวันนี้จะเคี้ยวข้าได้ง่ายๆ!”

ทูตพยัคฆ์เสื้อฟางถูตู๋ ด้านหนึ่งก็นึกหวาดระแวงคนของสำนักหุ่นเชิดเซียนที่โผล่พรวดออกมา อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกประหลาดใจ

‘สำนักหุ่นเชิดเซียนมักทำตัวลึกลับซับซ้อน การคัดเลือกศิษย์สืบทอดในสำนักก็เปรียบเสมือนการเลี้ยงแมลงพิษกู่ คือจับศิษย์หลายคนมาเข่นฆ่ากันเอง ผู้แข็งแกร่งอยู่รอด ผู้อ่อนแอต้องตาย ตามปกติแล้วเมื่อศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียนมาเจอกัน หากไม่สู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง มันก็ต้องมีการชิงดีชิงเด่นในที่ลับไม่หยุดหย่อน เจ้าชือซินจื่อผู้นี้ปกติมักฉายเดี่ยวเหมือนหมาป่าสันโดษ แล้วนี่ไปลากศิษย์น้องจากไหนมาเป็นกำลังเสริมกัน’

ความเคลือบแคลงผุดขึ้นในใจ ร่างเสืออันมหึมาเริ่มระแวดระวังขึ้น ดวงตาสัตว์ร้ายขนาดเท่าระฆังทองแดงพลันหดเล็กลง หรี่จนเหลือเพียงเส้นขีดเรียวยาว ทอประกายอำมหิตเย็นยะเยือก

อีกด้านหนึ่ง ร่างของเหอผิงแทบจะซ่อนอยู่หลังหุ่นเชิดตัวนั้นเกือบทั้งหมด เขาจงใจแสดงท่าทางแข็งทื่อ แสร้งทำตัวเป็นหุ่นเชิดที่ถูกคนชักใย

ส่วนหุ่นเชิดที่ถูกดัดแปลงใบหน้าให้คล้ายคลึงกับตน หรือก็คือคุณชายใหญ่ตระกูลเหอ ‘เหอผิง’ ผู้สวมชุดแพรพรรณหรูหรานั้น มันก็ก้าวออกมาอย่างผ่าเผย พลางสวมบทบาทเป็น ‘เหอผิง’

“เหอผิง เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!”

เซิ่งชิงจือโกรธจนหัวเราะออกมา

“คิดไม่ถึง คิดไม่ถึงจริงๆ... คุณชายใหญ่สกุลเหอ ที่แท้กลับเป็นศิษย์ของพวกมารนอกรีตอย่างสำนักหุ่นเชิดเซียน ข้าคาดไม่ถึงเลยจริงๆ”

“ใต้เท้าเซิ่งจะพูดมากความไปไย” บนใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดของหุ่นเชิดเหอผิงแสยะยิ้มเย็นชาออกมา

“วันนี้เพียงแค่ท่านส่งมอบชามกระดูกขโมยอายุขัยออกมา ข้าจะขอร้องศิษย์พี่ชือซินจื่อให้ไว้หน้า เหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้ท่าน ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไร?”

แท้จริงแล้วหุ่นเชิด ‘เหอผิง’ พูดไม่ได้ แม้ว่าหุ่นที่ได้มาจากอู๋โหยวเซิงตัวนี้จะถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง จนแทบไม่ต่างจากคนเป็น ทว่ามันกลับมิอาจเอ่ยวาจา

เพียงแต่เหอผิงนั้นเชี่ยวชาญวิชาลับของสำนักหุ่นเชิดเซียนที่เรียกว่า ‘วิชาเจรจาผ่านครรภ์’ วิชาลับนี้มีต้นกำเนิดมาจากไสยศาสตร์พื้นบ้านที่เรียกว่า ‘เทพในท้อง’ ซึ่งร่างทรงจะอัญเชิญเทพหรือวิญญาณเข้าสู่ท้องและใช้เสียงจากท้องในการทำนายทายทัก

สำนักหุ่นเชิดเซียนได้นำวิชาพื้นบ้านนี้มาดัดแปลง ทำให้สามารถใช้วิชาเจรจาผ่านครรภ์เลียนเสียงต่างๆ และยังสามารถส่งเสียงผ่านเส้นด้ายได้อีกด้วย

เหอผิงเชิดหุ่นที่ปลอมเป็นตัวเองไปพลาง ส่งเสียงผ่านเส้นด้ายไปพลาง บังคับหุ่นเชิดมนุษย์ตัวนั้นได้อย่างแนบเนียนสมจริง

เซิ่งชิงจือถูกท่าทางของหุ่นเชิด ‘เหอผิง’ ยั่วโมโหจนไฟโทสะสุมอก สีหน้าดูย่ำแย่ถึงขีดสุด

“ดีดีดี”

ท่านเจ้าเมืองผู้นี้กล่าวคำว่า ‘ดี’ ติดต่อกันสามคำ น้ำเสียงของเขายังคงดูเยือกเย็น แต่น่าเสียดายที่ปลายเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ทำลายภาพลักษณ์ที่สุขุมไปจนหมด

“พวกเจ้าอยากได้ชามกระดูกใบนี้มิใช่รึ?”

เขาหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ มันคือกล่องไม้จันทน์ขนาดไม่ใหญ่นัก รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส แกะสลักลวดลายเครือเถาวิจิตรซับซ้อน บนกล่องยังมีแม่กุญแจหยกอันประณีตคล้องล็อกเอาไว้

ชั่วพริบตา กล่องไม้ใบนั้นก็ดึงดูดสายตาของเหอผิงและชือซินจื่อไว้

“ถ้าอยากได้ก็ไปเก็บกันเอาเอง!!”

คำว่า ‘เอาเอง’ สองพยางค์สุดท้าย เซิ่งชิงจือเค้นลอดไรฟันออกมา แขนเสื้อของเขาสะบัดวูบ ออกแรงขว้างกล่องไม้ในมือขึ้นไปกลางอากาศ

การขว้างครั้งนี้ เขาจงใจโยนไปทางทิศที่ทูตพยัคฆ์เสื้อฟางถูตู๋ยืนอยู่

“เจ้าขุนนางสุนัขแซ่เซิ่ง! ที่แท้มันก็วางแผนแบบนี้!!”

เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน ถูตู๋ชะงักไปครู่หนึ่งจึงค่อยเข้าใจเจตนา เซิ่งชิงจือต้องการชักนำให้ตนกับคนของสำนักหุ่นเชิดเซียนทั้งสองต้องมาแย่งชิงกันเอง

‘ช่างเป็นแผนการที่อำมหิตนัก!’

ทูตพยัคฆ์เสื้อฟางถูตู๋ปรายตามอง เขาก็เห็นเงาสีเขียวร่างหนึ่งพุ่งทะยานฝ่าอากาศออกมา ความเร็วสูงลิบจนแทบจะทิ้งภาพติดตาเอาไว้

ชือซินจื่อลงมือก่อนเป็นคนแรก เขาเหาะฝ่าอากาศเข้ามา มือขวาที่เรืองแสงสีทองคว้าจับไปที่กล่องไม้ซึ่งกำลังร่วงลงสู่พื้น

“อยากได้กล่องรึ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก?”

ถูตู๋แสยะยิ้มเย็น อุ้งเท้าเสือตวัดหงายขึ้น เขาคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว หวังอาศัยความได้เปรียบที่อยู่ใกล้กว่าเพื่อคว้ากล่องไม้นี้ไว้

เขาไม่รู้ว่าในกล่องไม้นี้ใส่อะไรไว้ แต่ในเมื่อคนของสำนักหุ่นเชิดเซียนทั้งสองใส่ใจมันถึงเพียงนี้ เขาก็จำเป็นต้องแย่งชิงมาเพื่อใช้ต่อรองกับทั้งคู่

กล่องไม้ยังไม่ทันตกถึงอุ้งเท้าเสือ จู่ๆ มันก็หยุดค้างกลางอากาศ ดวงตาพยัคฆ์ของถูตู๋เบิกโพลง เส้นด้ายไร้ลักษณ์ที่ตาเปล่ามองไม่เห็นราวกับใยแมงมุมได้ยึดเกาะกล่องเอาไว้ เพียงแค่ชะงักไปชั่วครู่ มันก็พุ่งลิ่วไปยังทิศทางของคุณชายชุดแพร ‘เหอผิง’ ทันที

“อย่าได้หวัง!”

หางที่ขดอยู่ด้านหลังของปีศาจเสือสะบัดพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว กระแทกเข้าที่กล่องไม้อย่างแม่นยำ เกิดเสียง ‘ปัง’ สั่นสะเทือนจนเส้นด้ายที่ยึดเกาะอยู่หลุดกระจาย กล่องไม้กระเด็นเปลี่ยนทิศทางไปอีกทางหนึ่ง

ฟึ่บฟึ่บ!

ชือซินจื่อหัวเราะประหลาด กรงเล็บแหลมคมดุจตะขอตวัดวูบเข้าใส่ศีรษะของถูตู๋

“ไสหัวไป!”

ถูตู๋คำรามต่ำในลำคอ ร่างเสือที่ปกคลุมด้วยขนยาวลักษณะคล้ายเสื้อฟางสั่นสะท้าน ขนทุกเส้นตั้งชันแข็งดุจเข็มเหล็ก แล้วพุ่งกระจายออกมา ทันใดนั้นเสียงลูกธนูแหวกอากาศก็ดังระงม ขนเหล่านั้นกลายเป็นศรเล็กนับพันหมื่น ชือซินจื่อที่ร่างยังไม่ทันถึงพื้นก็ถูกยิงจนกลายเป็นเม่นในทันที

“ไม่ถูกต้อง!”

แววตาปีศาจเสือเปลี่ยนไปทันที เข็มเสื้อฟางของตนไม่ได้ผล ชือซินจื่อที่ถูกยิงจนพรุนเหมือนตะแกรง ที่แท้เป็นเพียงชุดคลุมสีเขียวที่ปลิวไสวตามลม

“วิชาพรางตา?!”

ถูตู๋ยิ้มเย็น หางเสือยาวเหยียดตวัดกลางอากาศราวกับแส้ ฟาดเป็นเส้นโค้ง กวาดถูกวัตถุสิ่งหนึ่งที่ด้านหลัง!

พร้อมกับเสียงอุทานด้วยความตกใจ ชือซินจื่อปรากฏกายออกมาจากความว่างเปล่า ร่างกายชะงักไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาเสียเปรียบเล็กน้อยที่วิชาพรางตาถูกมองออก เงาแส้จากหางเสือที่แฝงแรงมหาศาลนับพันชั่งเฉียดผ่านข้างลำตัว เกือบจะถูกหางเสือฟาดเข้าเต็มๆ

‘ถูตู๋บำเพ็ญเพียรในอยู่ขั้นโคลนทมิฬจาก ‘คัมภีร์บงกชสวรรค์’ สามารถสิงสู่ในเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิต สัตว์ปีศาจพยัคฆ์เสื้อฟางที่มันสิงอยู่นี้มีความดุร้ายลึกล้ำ นิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต นอกจากพละกำลังมหาศาลและฟันแทงไม่เข้าแล้ว ยังสามารถใช้อิทธิฤทธิ์กำเนิด บงการวิญญาณผีสมิงให้ทำร้ายผู้คน ต่อให้ข้ากับเหอผิงร่วมมือกัน ก็ยังยากที่จะสยบมันได้’

มุมปากของชือซินจื่อมีเลือดไหลซึม ในใจกำลังคำนวณโอกาสชนะ ขณะเดียวกัน คุณชายชุดแพรก็ใช้สายตาไล่ตามทิศทางของกล่องไม้ นิ้วทั้งสิบขยับวูบ ชายชราสวมชุดหรูหราที่ดูเหมือนบ่าวรับใช้ข้างกายพลันกระโจนตัว ลอยพุ่งไปยังทิศทางของกล่องไม้

ทันใดนั้นทูตพยัคฆ์เสื้อฟางถูตู๋ก็ขยับตัว เขาไม่ได้ไล่ตามกล่องไม้ แต่กลับพุ่งทะยานราวกับพายุหมุนตรงไปยังคุณชายชุดแพร

“ตายซะ!”

เสียงคำรามในลำคอของถูตู๋ดั่งฟ้าลั่น ท่ามกลางเสียงลมกรรโชกและเสียงคำรามของเสือ ร่างของมันพุ่งมาถึงดุจสายฟ้า ปากขนาดมหึมาอ้าออก แล้วกัดเข้าที่ร่างของคุณชายชุดแพรเต็มแรง

กร๊อบ!

ในชั่วขณะที่เข้าปาก เขี้ยวของปีศาจเสือก็เจาะทะลุร่างนี้ สิ่งที่ทำให้ถูตู๋แปลกใจคือ เขาไม่ได้รสสัมผัสของเลือดเนื้อเลย

“ติดกับแล้ว!”

ถูตู๋ยังไม่ทันตั้งตัว มันก็มีเงาเล็กๆ หลายสายพุ่งเข้าไปในลำคอของปีศาจเสือ ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ท่ามกลางสายฟ้าและเปลวเพลิง คลื่นกระแทกจากการระเบิดม้วนตลบ ซัดเอาร่างอันหนักอึ้งของปีศาจเสือกระเด็นลอยออกไป

ตุ๊กตาระเบิดวิญญาณที่ซ่อนอยู่ในร่างหุ่นเชิด เป็นรุ่นใหม่ที่อัดแน่นด้วยดินระเบิดไนโตรเซลลูโลสปริมาณมหาศาล อานุภาพรุนแรงกว่าแต่ก่อนมากนัก

พร้อมกับเสียงระเบิดและเศษชิ้นเนื้อที่ปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า ศีรษะของปีศาจเสือระเบิดแตกออก เศษกะโหลก มันสมอง และเลือดสาดกระจาย ร่างเสือไร้หัวกลิ้งกระดอนไปบนพื้นอย่างหนักหน่วง

หลังจากเสียงทุ้มหนักที่สั่นสะเทือนพื้นดินจางหายไป เซิ่งชิงจือ หยางอวิ๋นเจียว และคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แรงอัดจากการระเบิดทำให้หอเก๋งไม้ด้านหลังเสียหาย กำแพงอิฐแตกร้าว กระเบื้องหลังคาแตกกระจาย

ผู้คนที่ยืนอยู่ใต้ชายคาถูกฝุ่นผงและเศษกระเบื้องสาดใส่จนเปื้อนไปทั้งตัว ซ้ำยังถูกโจมตีด้วยลูกเหล็กและเศษวัตถุนับไม่ถ้วน องครักษ์หลายคนถูกสะเก็ดระเบิดเจาะเข้าจุดตาย ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด นอนชักกระตุกอยู่บนพื้น

“น่าเสียดายจริง”

ชายชราในชุดหรูยื่นมือคว้ากล่องไม้ไว้ แล้วใช้มือลูบใบหน้า หน้ากากหนังมนุษย์ที่ดูแก่ชราก็หลุดร่อนออกมา

“หุ่นเชิดที่อู๋โหยวเซิงทิ้งไว้ให้ตัวนั้น ผลงานช่างวิจิตรบรรจงยอดเยี่ยม สามารถตบตาคนได้สนิทใจ ข้ายังวิจัยมันได้ไม่ทะลุปรุโปร่งเลย!”

เหอผิงทำเป็นมองไม่เห็นโศกนาฏกรรมรอบข้าง สายตาจับจ้องไปที่กล่องไม้ในฝ่ามือ

“นี่คือกล่องที่ใส่ชามกระดูกไว้สินะ?”

“ศิษย์น้องเหอ ทำได้ดีมาก”

ชือซินจื่อเหาะลงมา สีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี

“ในที่สุดก็ได้กล่องมาแล้ว เปิดตรวจสอบดูเถอะ!”

“ได้”

เหอผิงใช้นิ้วจี้เบาๆ แม่กุญแจหยกก็แตกออก เขาเปิดกล่องไม้ สีหน้าพลันแข็งค้างไปเล็กน้อย

“ชามกระดูก? นี่มัน…”

ชือซินจื่อเองก็หน้าเปลี่ยนสี ดวงตาเบิกโพลง เขาหันขวับ ตวัดสายตาไปอีกด้านหนึ่ง ใบหน้าภายใต้หน้ากากเต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชน

“เซิ่งชิงจือ เจ้าเอาชามกระดูกไปไว้ที่ไหน–”

เขากำลังจะคาดคั้น แต่กลับพบว่าท่านเจ้าเมืองแซ่เซิ่งพยุงร่างอันสั่นเทาหยัดยืนขึ้นมา บนชุดขุนนางที่เคยหรูหราสง่างามบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ลำคอของเขาถูกสะเก็ดระเบิดเจาะทะลุ เผยให้เห็นรูเลือดที่มีโลหิตไหลทะลัก

ทั้งที่อยู่ในสภาพกึ่งเป็นกึ่งตายเช่นนี้ เจ้าเมืองเซิ่งกลับค่อยๆ ลุกขึ้นด้วยท่าทางที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ

“ที่อยู่ของชามกระดูกใบนั้น พวกเจ้าไม่มีวันหาเจออีกตลอดกาล” ในดวงตาทั้งสองของเซิ่งชิงจือ มีเปลวไฟมืดมิดดุจไฟผีเต้นเร่าอยู่

“ลูกชายข้าถูกพวกเจ้าฆ่าตาย ตัวข้าเองก็ถูกพวกเจ้าบีบคั้นถึงเพียงนี้ ต่อให้แซ่เซิ่งคนนี้ต้องกลายเป็นผีร้าย ข้าก็จะไม่ปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆ…”

เขาสะบัดมือขวา โยนน้ำเต้าทองแดงที่แตกออกทิ้งไป

ในชั่วพริบตานั้น ชือซินจื่อรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งศีรษะ

วูมม!

ร่างของเซิ่งชิงจือลุกไหม้ขึ้นทั้งตัว ชุดขุนนางบนร่างฉีกขาดท่ามกลางแสงเพลิง กลายเป็นผีเสื้อราตรีสีดำบินว่อน

ชือซินจื่อก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนระอุที่ถาโถมเข้ามา ผิวหนังราวกับถูกไฟนรกแผดเผา

“เป็นไปได้อย่างไร? ยันต์ไฟโอสถแท้ของตำหนักทวิสุริยัน เซิ่งชิงจือกลืนยันต์ไฟโอสถแท้ลงไป เขามุทะลุถึงเพียงนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้ทำพิธีบูชาไฟก็กลืนยันต์ไฟลงไป เช่นนั้นมิต้อง–”

“ศิษย์พี่!!”

เหอผิงเองก็ตกใจกับภาพตรงหน้า รีบเอ่ยถามทันที

“นี่มันคืออะไร?”

ผิวหนังของเซิ่งชิงจือถูกเผาไหม้จนหมดสิ้น ร่างทั้งร่างยืนตระหง่านอยู่กลางเปลวเพลิง ศีรษะเปรียบเสมือนกะโหลกที่ถูกห่อหุ้มด้วยไฟ ทั้งที่ถูกเผาจนเป็นสภาพนี้ แต่เขากลับยืนหยัดไม่ล้มลง ราวกับเป็นมนุษย์เพลิงที่ถือกำเนิดจากกองไฟ

พริบตาเดียว ประกายไฟปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า ลมร้อนปะทะใบหน้า ต้นไม้ใบหญ้ารอบข้างเริ่มลุกไหม้จากความร้อนสูงที่แผ่ออกมา แม้แต่สิ่งก่อสร้างในเรือนชั้นในก็เริ่มติดไฟ ควันโขมงลอยคลุ้ง

“เฮ้อ!”

ชือซินจื่อสูดลมหายใจเข้าลึก

“ข้าก็ไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร พิธีกรรมของตำหนักทวิสุริยันนั้นลึกลับ ผู้คนในใต้หล้ารู้เรื่องนี้น้อยนัก... แต่สิ่งเดียวที่ข้ารู้ชัดตอนนี้ก็คือ เซิ่งชิงจือเป็น ‘บุตรแห่งเต๋า’ ของตำหนักทวิสุริยัน เขาฝืนกลืนยันต์ไฟโอสถแท้โดยไม่ผ่านพิธีลับ บัดนี้ได้กลายเป็นมารอมตะที่อันตรายและดุร้ายที่สุดในใต้หล้าแล้ว”

สายตาของคนชุดเขียวเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ศิษย์น้องเหอจำเอาไว้ให้ดี หากจะกำจัดเซิ่งชิงจือในตอนนี้ พวกเราต้องฆ่ามันติดต่อกันสิบครั้ง ภายในเวลาหนึ่งร้อยลมหายใจ…”

ตูม!

เซิ่งชิงจือก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แสงเพลิงท่วมฟ้าดูราวกับมีชีวิต อีกทั้งยังเหมือนงูไฟนับไม่ถ้วนที่เลื้อยคลาน ถาโถมเข้าใส่ทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง

จบบทที่ บทที่ 57 เหตุพลิกผัน

คัดลอกลิงก์แล้ว