- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 53 มอบของขวัญ
บทที่ 53 มอบของขวัญ
บทที่ 53 มอบของขวัญ
ลัทธิโคลน!
ทันทีที่ได้ยินถูตู๋ประกาศนามของตัวเอง คนจากกองปราบมารทุกคน รวมถึงนายกองร้อยหยางอวิ๋นเจียว ต่างก็ไหวตัวทันในทันใด
“ลัทธิโคลน... พวกมารนอกรีต!!”
“ลงมือ!”
ในจำนวนนั้นมีหลายคนไม่ลังเลแม้แต่น้อย บีบตลับโอสถที่ซ่อนไว้ในสายคาดเอวให้แตกออก แล้วอ้าปากกลืนโอสถสีแดงชาดลงไปหลายเม็ด
เพียงพริบตา ผิวพรรณทั่วร่างของคนเหล่านั้นก็กลายเป็นสีแดงฉาน เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามหน้าผากและลำคอ แม้แต่บนศีรษะยังมีควันโอสถหนาทึบพวยพุ่งออกมา
นี่คือ ‘โอสถอาบโลหิต’ ของกองปราบมาร ซึ่งสามารถเพิ่มพลังระเบิด การตอบสนอง และพละกำลังของร่างกายได้ในเวลาอันสั้น
เสียง ‘ชิ้ง’ ดังขึ้นครั้งเดียว ดาบเหล็กกล้าห้าเล่มส่องประกายวาววับถูกชักออกมาพร้อมกัน คนทั้งห้าชักดาบได้รวดเร็วราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน ทำให้มีเพียงเสียงเดียวเท่านั้น ลำพังแค่ความเข้าขากันเช่นนี้ มันก็จินตนาการได้ว่าเบื้องหลังต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงเพียงใด
คนทั้งห้าโก่งหลัง ชักดาบ พุ่งทะยาน ในเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ ประกายดาบก็เจิดจ้าบาดตาภายในศาลเจ้าที่ ถักทอเป็นตาข่ายดาบอันแน่นหนา ครอบคลุมร่างของทูตพยัคฆ์เสื้อฟางไว้ตั้งแต่หัวจรดเท้า
กระบวนท่าในชั่วพริบตานี้ ยอดฝีมือดาบทั้งห้ากระทำอย่างพร้อมเพรียง เพียงการเคลื่อนไหวเดียว ทั้งจิตวิญญาณ เจตจำนง ลมหายใจ รวมถึงวิถีและมุมของดาบ ต่างบรรลุถึงความสมดุลอันสมบูรณ์แบบ การประสานงานนั้นเข้าขั้นเหนือชั้นถึงขีดสุด
เสือยักษ์ที่มีขนยาวรุงรังราวกับเสื้อฟางไม่ได้ขยับเขยื้อน ร่างกายของมันดูเหมือนจะหดเล็กลงเองท่ามกลางพายุคมดาบที่โหมกระหน่ำ ราวกับปลาที่ติดอยู่ในตาข่าย
‘ชนะแน่!’
คนทั้งห้าเกิดความคิดนี้ขึ้นในใจพร้อมกัน ทว่าในชั่วพริบตาต่อมา เสียงดาบที่ฟันลงไปกลับส่งเสียงเคร้งคร้างที่แหบพร่า
คมดาบในมือของพวกเขาแตกละเอียด กระบังดาบแตกกระจาย ในมือเหลือเพียงด้ามดาบสั้นๆ คมดาบที่แตกออกกลายเป็นเศษเสี้ยวนับไม่ถ้วนพุ่งย้อนกลับมา ทิ่มแทงคนทั้งห้าจนบาดเจ็บไปทั่วร่าง
“นี่รึที่เรียกว่าเพลงดาบดาราปราบมาร? ร่ายรำได้สะเปะสะปะสิ้นดี ในเมื่อพวกเจ้าเรียนได้ห่วยแตกขนาดนี้ วันหน้าก็ไม่ต้องเรียนมันอีกแล้ว”
ใบหน้าโคลนดำที่ซ่อนอยู่หลังเขี้ยวเสือแค่นหัวเราะ กรงเล็บเสือที่ยื่นออกมาขยับเพียงนิด กวาดพละกำลังมหาศาลปานหมื่นชั่งเข้าใส่ พร้อมกับแรงลมที่น่าหวาดหวั่น กระแทกเข้ากับร่างของคนทั้งห้า
กร๊อบ กร๊อบ...
คนทั้งห้ากระดูกแตกละเอียดเอ็นขาดสะบั้น เลือดไหลทะลักออกทางปากและจมูก ร่างลอยกระเด็นออกไปราวกับก้อนโคลน สิ้นใจตายก่อนจะตกถึงพื้นเสียอีก
“โจรชั่วสามหาว!”
หยางอวิ๋นเจียวระเบิดโทสะออกมา
“เจ้าบังอาจสังหารเจ้าหน้าที่ บังอาจฆ่าคนของเรา เจ้าคิดจะกบฏหรืออย่างไร!”
ปกติเขาอาศัยฐานะนายกองร้อยแห่งกองปราบมาร กระทำการตามใจชอบอย่างไร้ขอบเขต ใครก็ตามที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าบังอาจต่อต้านเขา หยางอวิ๋นเจียวมักจะยัดข้อหา ‘กบฏ’ ให้เสมอ ซึ่งข้อหาหนักอึ้งเช่นนี้ แทบไม่มีใครในใต้หล้าที่รับไหว!
“กบฏรึ!”
ใบหน้าคนในปากเสืออดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่น
“ลัทธิโคลนของเรามีตอนไหนบ้างที่ไม่กบฏ? เจ้านายกองร้อยกระจอกแห่งกองปราบมาร เป็นขุนนางจนสมองเลอะเลือนไปหมดแล้ว ข้าไม่เพียงจะฆ่าขุนนางก่อกบฏ แต่ข้ายังจะฆ่าเจ้าด้วย ทั้งเจ้าและลูกน้องของเจ้า อย่าหวังว่าจะรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยางอวิ๋นเจียวก็ยิ่งโกรธเกรี้ยวจนตัวสั่น เขาโบกมือวูบหนึ่ง ลูกน้องที่เหลือรีบนำหน้าไม้กลตั๊กแตนเหินออกมา เสียงกลไกดังถี่รัวราวกับสายฝน หน้าไม้ทรงกระบอกขนาดสั้นพ่นห่ากระสุนลูกศรออกมาอย่างถี่ยิบ
“ของเล่นพวกนี้จะมีประโยชน์อันใด!”
ถูตู๋หัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง ปากเสือพลันคำรามกึกก้อง ระเบิดคลื่นเสียงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าออกมา ลูกศรตั๊กแตนเหินเจาะเกราะราวกับถูกกระแสลมแรงพัดปลิวหายไป ทุกคนต่างรู้สึกเลือดลมตีกลับ แก้วหูแทบจะระเบิดออก จนต้องถอยร่นไปข้างหลังตามสัญชาตญาณ
‘บัดซบ... หน้าไม้กลตั๊กแตนเหินมีอานุภาพจำกัด รู้อย่างนี้ควรพกอัสนีเทพทะลวงเกราะ อีกาเพลิงเทพ หรือมังกรเหินพิฆาตโจรมาด้วย!’
หยางอวิ๋นเจียวนึกเสียใจภายหลัง เขาไม่คาดคิดเลยว่ายอดฝีมือในบรรดายี่สิบแปดทูตวิญญาณแห่งสาขาย่อยทั้งสี่ของลัทธิโคลนจะปรากฏตัวที่นี่ อุปกรณ์ต่างๆ ที่กองปราบมารเตรียมไว้รับมือกับผู้บำเพ็ญเพียรจึงไม่ได้พกติดตัวมาเลย
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! กองปราบมารนับวันยิ่งตกต่ำ ซือถูฮ่าวซิงไม่มีลูกน้องที่มีความสามารถเลยหรืออย่างไร ถึงได้เหลือแต่ขยะอย่างพวกเจ้า!”
เมื่อเห็นท่าไม่ดี ลูกน้องคนหนึ่งของหยางอวิ๋นเจียวก็ไหวพริบดี ขว้างกระบอกไม้ไผ่ออกไป เสียงดังปัง กระบอกไม้ไผ่ระเบิดออก พ่นควันหนาทึบออกมา กลิ่นเหม็นคาวฉุนกึกรุนแรงขึ้นทันที
ถูตู๋อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เพราะร่างปีศาจเสือที่เขาสิงสู่อยู่นั้นไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษ ร่างเสือจึงถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ
ภาพนี้ถูกคนอื่นๆ เห็นเข้าพอดี พวกเขาจึงทยอยขว้างกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุควันโอสถออกมา เสียงปังๆๆ ดังต่อเนื่อง เสาควันดำหนาทึบพวยพุ่งไปตามลม จนภายในศาลเจ้าที่เต็มไปด้วยควันโขมง
“สารเลว!”
ถูตู๋เดือดดาลในใจ เขาไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น ฝืนทนควันหนาทึบ หมุนตัวพุ่งเข้าไปสังหารในม่านหมอก กรงเล็บเสือกวาดวูบเดียว มันก็มีคนกระอักเลือดกระเด็นออกไป นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง
“ขยะ!”
ประสาทสัมผัสของปีศาจเสือนั้นเหนือกว่าคนทั่วไปมาก แม้ถูตู๋จะมองไม่เห็นศัตรูในม่านควัน แต่เขาก็สามารถอาศัยการได้ยินอันเป็นเลิศระบุตำแหน่งศัตรูได้ ยามนี้เขาฆ่าจนติดลม ร่างกายเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็ตะปบศัตรูได้อีกคน ก่อนจะกดลงกับพื้นอย่างแรง พละกำลังมหาศาลจากกรงเล็บกดทับจนกระดูกทั่วร่างแหลกเหลวเป็นโคลน
และในชั่วพริบตานั้นเอง เสียงหอนยาวราวกับหมาป่าก็ดังขึ้นข้างหู เงาร่างประหลาดร่างหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากมุมอับ
ถูตู๋เหลือบไปเห็นด้วยความตกใจ พบว่าร่างที่พุ่งเข้ามานั้นประหลาดพิกล คนผู้นั้นคือหยางอวิ๋นเจียวที่เปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง ผิวพรรณปรากฏสีเขียวคล้ำดูน่าขนลุก ในลำคอส่งเสียงคำรามต่ำ ‘โครกคราก’ รูปหน้าเปลี่ยนเป็นแหลมเรียวตาเรียวรี เขี้ยวแหลมงอกออกมาจากปาก ทั้งโหนกแก้มและหว่างคิ้วต่างก็มีขนแข็งงอกออกมาชั้นหนึ่ง
“นี่มัน...”
ปีศาจเสือชะงักไปครู่หนึ่ง หยางอวิ๋นเจียวลงมือรวดเร็วราวสายแลบ เขายื่นกรงเล็บออกมาข้างหนึ่ง กล้ามเนื้อและกระดูกฝ่ามือดูเหมือนจะเปลี่ยนรูปไปโดยตั้งใจ เล็บนิ้วยาวแหลม ยามงอหรือเหยียดออกก็เปรียบดั่งตะขอเหล็กและหนามแหลม ทั้งร่างราวกับหมาป่าเขียวที่กำลังตะปบเหยื่อ
“‘จำแลงหมาป่าเขียวกลืนจันทร์’... วิชาเก้าชีพจรจำแลงจักรพรรดิรึ?”
‘ช่างเป็นกองปราบมารที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ดี ดีมาก หลายปีมานี้ตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ นายกองร้อยผู้สง่างาม กลับทิ้งวิชาฝ่ายธรรมะอย่าง ‘ดาบอัสนีห้าขุมนรก’ ‘ทวนหกประสาน’ หรือ ‘ตราคชสีห์’ ไม่ร่ำเรียน แต่กลับไปส่ายหางขอความเมตตาจากพวกปีศาจโลหิตตระกูลโหยว ถึงขั้นฝังยันต์โลหิตไว้ในตัว ดูท่าซือถูฮ่าวซิงและเหล่าเก้าทูตผู้พิทักษ์คงจะไม่เหลือยางอายแล้วสินะ’
จิตสังหารอันร้อนแรงปะทุขึ้นในใจปีศาจเสือ เสียง ‘ชี่’ ดังขึ้น เงาดำสนิทกลุ่มหนึ่งแผ่กระจายออกมาจากร่างเสืออย่างรุนแรง แสงสว่างรอบกายดูเหมือนจะเลือนหายไป เงาอันเข้มข้นลุกโชนราวกับเปลวเพลิงทมิฬบนร่างเสือ เงาร่างประหลาดที่ดูคล้ายภูตผีวิญญาณปรากฏขึ้นในอากาศ
“ในเมื่อกลายเป็นสุนัขรับใช้ของปีศาจโลหิต เจ้าก็จงตายเสียเถิด... พยัคฆ์สยายปีก ทองหยกหลอมละลาย ร้อยผีบริวารฉีกวิญญาณ... ระเบิด!”
ตูม!
ภายในศาลเจ้าที่พลันเกิดแรงกดดันอย่างหนักหน่วง ได้ยินเพียงเสียงระเบิดกึกก้องราวกับอัสนีบาต อิฐแตกผนังร้าว ศาลเจ้าที่ที่เหลือรอดอยู่พังทลายลงมาเสียงดังสนั่น
...
“น่าเสียดายที่ยังปล่อยให้นายกองร้อยนั่นหนีไปได้ วิชาเก้าชีพจรจำแลงจักรพรรดิของพวกปีศาจโลหิตตระกูลโหยวก็พอมีดีอยู่บ้าง”
ท่ามกลางศาลเจ้าที่ขื่อคานพังทลาย ถูตู๋ควบคุมร่างเสือเพื่อฟื้นฟูพลังที่เสียไป หัวเสือขย้ำร่างชายผู้หนึ่งจนแหลกเหลว เลือดสีแดงสดกระเซ็นไปทั่วทุกแห่ง
“เหะเหะ พี่ถูไยต้องกล่าวเช่นนั้น คนผู้นั้นก็นับว่าอำมหิตไม่เบา กล้าสละลูกน้องของตัวเองเพื่อเอาตัวรอด หากมิใช่เช่นนั้น มันก็คงหนีไปจากที่นี่ไม่ได้หรอก”
จากในป่าทึบนอกศาลเจ้าที่ มีเสียงแหบพร่าชราภาพดังขึ้น จากนั้นเงาร่างหนึ่งก็ทะยานลงมา คนผู้นี้สวมชุดคลุมสีเขียว สวมหน้ากากนกเค้าแมว จะเป็นใครไปได้นอกจากชือซินจื่อ
“เป็นเจ้าอีกแล้ว ชือซินจื่อ”
ถูตู๋ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง พลางกล่าวเรียบๆ ว่า “ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มณฑลเป่ยฟู่กลายเป็นรังของเจ้าไปแล้ว... ว่ามา ครั้งนี้เจ้ามีธุระอันใดอีก?”
“พี่ถูไยต้องถามให้มากความ”
ชือซินจื่อหัวเราะน้อยๆ
“ย่อมต้องเป็นเรื่องของเจ้าเหยียนเหล่าเอ้อร์นั่น ตำหนักทวิสุริยันนามเซิ่งชิงจือ รวมถึงคนของราชสำนักต่างก็ต้องการตัวเขา เจ้านี่นับว่าเป็นสินค้าล้ำค่าที่น่าสนใจทีเดียว”
“ข่าวของเจ้านั้นเป็นเรื่องจริงรึ ที่ว่าตำหนักทวิสุริยันก็มีการวางหมากไว้ที่นี่ และเซิ่งชิงจือผู้นั้นก็คือผู้สืบทอดที่ตำหนักทวิสุริยันวางตัวไว้?”
ถูตู๋เอ่ยถามด้วยความสงสัยเต็มอก
“พี่ถู เรื่องพรรค์นี้ข้าจะพูดเรื่อยเปื่อยได้อย่างไร”
ชือซินจื่อกล่าวอย่างสงบ “ตำหนักทวิสุริยันถึงขั้นส่งนักพรตเจินผู้นั้นมาคุ้มครองเขาเชียวนะ แต่เพราะทางใต้เกิดเรื่องขึ้น ช่วงนี้เขาจึงต้องรีบลงใต้ไป เลยไม่มีเวลามาแยแสเรื่องทางนี้”
“หึหึ ตำหนักทวิสุริยันวางหมากลับไว้ในถิ่นของอ๋องเจิ้นเป่ยตระกูลอวี่เหวิน ดูท่าเรื่องนี้จะน่าสนุกไม่น้อย!”
หางเสือของถูตู๋ตวัดวูบหนึ่ง ลากเงาร่างคนออกมาจากซากปรักหักพัง คนผู้นี้คือเหยียนเหล่าเอ้อร์ เขาถูกฝังอยู่ใต้ซากตอนศาลเจ้าที่ถล่มจนสลบเหมือดไป
เสือยักษ์อ้าปากกว้าง ขย้ำกะโหลกของเหยียนเหล่าเอ้อร์จนแตกละเอียด แล้วกลืนกินมันสมองเข้าไปสดๆ
“รสชาติดียิ่ง... ฮิฮิ เจ้าเหยียนเหล่าเอ้อร์นี่รู้ตื้นลึกหนาบางไม่น้อยจริงๆ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ดูท่าคนที่ทำลายค่ายวิญญาณเร่ร่อนก็คือลูกน้องของนักพรตเจินสินะ ถ้าอย่างนั้นวัตถุสะกดก็ต้องอยู่ที่เจ้าเมืองเซิ่งชิงจือผู้นั้นแล้ว”
ถูตู๋ปรายตามองชือซินจื่ออย่างเย็นชา
“หาได้ยากยิ่งนะชือซินจื่อ ที่เจ้าไม่ได้พูดโกหก”
“เช่นนั้นพี่ถูคิดจะทำอย่างไรต่อ? ข้อเสนอของข้า ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไร?”
ชือซินจื่อเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
“ก็เอาตามแผนของเจ้านั่นแหละ เซิ่งชิงจือช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า บังอาจมายุ่งกับของของลัทธิโคลน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องชดใช้!”
ถูตู๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
...
ยามไห่ หนึ่งเค่อ (21:15 น.)
เหอผิงที่ซ่อนตัวอยู่ในฐานลับของตัวเองกำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่บนเบาะรอง หุ่นดินที่ข้างเอวของเขาสั่นไหวอีกครั้ง พร้อมกับมีเสียงของชือซินจื่อดังออกมา
“ศิษย์น้อง เรื่องจัดการเรียบร้อยแล้ว ลงมือคืนนี้เลย”
“โห ทูตพยัคฆ์เสื้อฟางยอมติดกับง่ายดายเพียงนั้นเชียว?”
เหอผิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ถูตู๋มีนิสัยดื้อรั้นผิดปกติและหัวแข็งยิ่งนัก คนผู้นี้ทำสิ่งใดมักจะยึดถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่ เขาไม่เชื่อคำพูดของข้า แต่ข้าใช้เจ้าเหยียนเหล่าเอ้อร์นั่นเป็นตัวหมาก ผนวกกับถูตู๋เชื่อมั่นใน ‘วิชากลืนสมองชิงจำ’ ของตัวเองมากเกินไป เขาไม่มีทางคาดคิดหรอกว่า ‘วิชามารปลูกจิต’ จะสามารถบิดเบือนได้แม้กระทั่งความทรงจำของคน”
ชือซินจื่อแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา
“นี่ต้องขอบคุณศิษย์น้องด้วย หากมิใช่ความคิดของเจ้า ข้าก็คงนึกไม่ถึงจุดนี้”
จากนั้นเขาก็เสริมอีกประโยคหนึ่ง
“จำได้ว่าวันนั้นที่ขุนเขาซื่อติ่ง เจ้าออกหน้าปกป้องเหยียนเหล่าเอ้อร์และพวกฉีไป๋อีเอาไว้ ตอนแรกศิษย์พี่นึกว่าเจ้ามีใจเมตตาแบบสตรี ที่แท้เจ้ามีการคำวณไว้แต่แรกแล้ว แม้แต่เรื่องหลังจากนั้นก็ยังคิดเผื่อไว้ ศิษย์พี่คงต้องขอยอมรับนับถือจริงๆ”
“เป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น อีกอย่าง ข้าแค่เสนอให้ใช้เหยียนเหล่าเอ้อร์เป็นเหยื่อ หากมิใช่เพราะศิษย์พี่คุ้นเคยกับนิสัยใจคอของถูตู๋ผู้นี้ และยังมีวิชาลับมารปลูกจิต เรื่องคงไม่ราบรื่นเช่นนี้”
เหอผิงไม่ได้คิดจะโอ้อวดความชอบของตน เขาหยัดกายลุกขึ้นพร้อมสะบัดแขนเสื้อ พลางกล่าวเรียบๆ “ในเมื่อศิษย์พี่วางแผนเรียบร้อยแล้ว ทางข้าเองก็ต้องเริ่มออกเดินทางเช่นกัน”
เขาหันกลับไป สั่งการเหอฝูเซิงที่กำลังค้อมกายอยู่ว่า “ไป เรียกฉีไป๋อีและพวกพรรคอาชาพยศกลุ่มนั้นมา พวกเราจะไปหาเหอจิน แล้วมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ท่านอาของข้าเสียหน่อย เชื่อว่าเขาจะต้องชอบมันแน่ๆ”