เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 ความทรงจำ

บทที่ 52 ความทรงจำ

บทที่ 52 ความทรงจำ


“เจ้ากำลังพูดถึงเหยียนเหล่าเอ้อร์”

เซิ่งชิงจือลูบเคราพลางเอ่ยถาม

“ข้ารู้จักคนผู้นี้ เขาเป็นรองหัวหน้าพรรคฉางเฟิง เซียวฮ่าวแห่งพรรคฉางเฟิงเป็นคนของข้า... ว่าไปแล้ว เหยียนเหล่าเอ้อร์ผู้นี้มีความแปลกประหลาดอยู่บ้าง เซียวฮ่าวและพรรคพวกคนอื่นของพรรคฉางเฟิงที่เข้าภูเขาล้วนตายตกอยู่ข้างใน มีเพียงเขาผู้เดียวที่รอดชีวิตกลับมาได้ ซ้ำยังนำหัวอสูรภูผากลับมาด้วย คนผู้นี้น่าสงสัยยิ่งนัก”

“วรยุทธ์ของเหยียนเหล่าเอ้อร์ผู้นี้ธรรมดาสามัญ สิบสามอาชาเหินเมฆา พรรคฉางเฟิง พรรคขวานหนัก พรรคไผ่บาน ล้วนจบชีวิตในหุบเขา นักพรตชือหลิงได้รับบาดเจ็บสาหัส กลุ่มคนที่เข้าสู่ขุนเขาซื่อติ่งบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก มีเพียงมันที่สามารถปลีกตัวรอดมาได้ ทั้งยังนำหัวอสูรภูผาไปรับรางวัล ท่านเจ้าเมืองเซิ่ง คนผู้นี้ต้องจับกุมตัวมาสอบสวนอย่างเคร่งครัด”

หยางอวิ๋นเจียวถามเสียงดังฟังชัดว่า “ไม่รู้ว่าเหยียนเหล่าเอ้อร์ผู้นี้ยังอยู่ในเมืองหรือไม่ ข้าขอเสนอให้จับกุมคนผู้นี้เสียเดี๋ยวนี้”

“หลังจากเขาเข้าเมืองก็วิ่งตะบึงไปที่สกุลเหอเพื่อทวงเงินรางวัลหมื่นตำลึง สกุลเหอไม่ยอมจ่าย เขาจึงอาละวาดกับคนสกุลเหอ ทำร้ายคนจวนสกุลเหอไปหลายคน แล้วหนีออกจากเมืองไปอย่างลนลาน”

เซิ่งชิงจือกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้ารู้เรื่องนี้ดี แต่หากจับกุมคนกลางถนนใหญ่ เกรงว่าจะเป็นขี้ปากชาวบ้านได้ จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ของจวนที่ว่าการเจ้าเมืองแอบติดตามเขาไป เตรียมหาโอกาสจับกุมคนผู้นี้อย่างลับๆ ไม่คาดคิดว่าระหว่างทางเขาจะใช้เล่ห์เหลี่ยม สลัดหลุดจากการติดตามของเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไปได้”

“เหยียนเหล่าเอ้อร์ผู้นี้เป็นคนเจนจัดในยุทธภพ การกระทำค่อนข้างระมัดระวัง เจ้าหน้าที่ทางการทั่วไปคงยากจะจัดการคนผู้นี้”

หยางอวิ๋นเจียวหัวเราะอย่างได้ใจ “ท่านเจ้าเมืองโปรดวางใจ ต่อไปให้ข้านำกำลังไปจับกุมเหยียนเหล่าเอ้อร์ผู้นี้ ต่อให้มันมีความสามารถเทียมฟ้า มีปีกบินได้ แต่อย่างไรก็หนีไม่พ้นการไล่ล่าของข้าไปได้”

เซิ่งชิงจือได้ยินเขาพูดเช่นนั้นก็พยักหน้า

“เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านนายกองร้อยหยางแล้ว”

ปากเขากล่าวเช่นนั้น แต่ในใจกลับนึกกังขา

หยางอวิ๋นเจียวแสดงท่าทีราวกับหยั่งรู้ทุกสิ่งต่อหน้าตน แต่เซิ่งชิงจือกลับไม่มีความมั่นใจในตัวคนผู้นี้เท่าใดนัก

‘เขาถามเพียงเรื่องของเหยียนเหล่าเอ้อร์ แต่เรื่องขุนเขาซื่อติ่งมีข้อสงสัยมากมาย เหยียนเหล่าเอ้อร์เป็นเพียงหนึ่งในนั้น... นอกจากการหายสาบสูญของเหอผิงแห่งสกุลเหอแล้ว ยังมีฉีไป๋อีแห่งพรรคอาชาพยศ สิบสามอาชาเหินเมฆาที่หาศพไม่เจอ ประเด็นเหล่านี้เขาไม่เอ่ยถึงแม้แต่น้อย คนผู้นี้มีความสามารถจริง หรือเป็นเพียงคนไร้ความสามารถที่เข้ามาสวมรอย?’

ราชวงศ์ต้าโหยวสถาปนามากว่าสามร้อยปีแล้ว กองปราบมารก็ได้รับการแต่งตั้งจากองค์ปฐมฮ่องเต้โหยวในอดีต กองกำลังที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของราชวงศ์ต้าโหยวโดยตรงนี้ แบกรับหน้าที่ตรวจสอบเหตุความวุ่นวายจากภูตผีปีศาจทั่วหล้า ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดีและขยันขันแข็งมาโดยตลอด

ทว่าความเน่าเฟะภายในราชวงศ์ต้าโหยวทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน นิสัยขุนนางชั่วร้ายเหล่านั้นเปรียบเสมือนเนื้องอกที่เป็นพิษ เติบโตทั้งในและนอกราชสำนัก ส่งผลกระทบให้กองปราบมารได้รับอิทธิพลจากกระแสลมในราชสำนักไปด้วย

กองปราบมารในวันนี้อาจไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของความ ‘เที่ยงตรงไม่โอนเอียง สุจริตโปร่งใส’ อีกต่อไป ความขัดแย้งกระทบกระทั่ง การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นย่อมมีไม่น้อย ดังคำกล่าวที่ว่า ‘โยนกระดูกลงพื้น สุนัขย่อมแย่งชิง’ ในโลกนี้ตราบใดที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องก็ยากจะกล่าวคำว่าเปิดเผยตรงไปตรงมา

เซิ่งชิงจือรู้ดีว่ากองปราบมารในตอนนี้ปลาและมังกรปะปนกัน ภายในมีทั้งคนดีและคนเลว เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าหยางอวิ๋นเจียวผู้นี้เป็นคนที่หลานชายของตนเซิ่งอวี้โจวส่งมาหรือไม่...

‘อวี้โจวหลานชายข้า ไม่รู้ว่าหาคนผู้นี้มาช่วย หรือส่งมาสร้างความวุ่นวายให้ข้ากันแน่’

เซิ่งชิงจือค่อนข้างจนปัญญา ดีที่หยางอวิ๋นเจียวผู้นี้ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว... คนผู้นี้มีตำแหน่งเป็นถึงนายกองร้อยแห่งกองปราบมาร มีสถานะเป็นองครักษ์เวหาแห่งเมืองนครหยก เพียงแค่ให้เขาถือป้ายเหล็กคำสั่งค้างคาวราตรีก็สามารถสั่งการกองตรวจการในละแวกใกล้เคียงได้ ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนของเขาได้พอดี

‘การตายของเซียวฮ่าว เปรียบเสมือนการตัดแขนข้างหนึ่งของข้า คนที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังและก่อเรื่องราวเหล่านี้รู้จักข้าเป็นอย่างดี เบื้องหลังขุนเขาซื่อติ่งเกรงว่าจะมีบุคคลร้ายกาจคอยบงการอยู่อย่างลับๆ…’

ช่วงนี้เซิ่งชิงจือมีความหวาดระแวงมากขึ้นเรื่อยๆ สัญชาตญาณบอกเขาว่าพายุฝนกำลังจะโหมกระหน่ำเมืองซุ่ยอันแล้ว

‘จำต้องป้องกันไว้!’

เขาถอนหายใจในใจ รู้ว่าตนเองต้องเตรียมการล่วงหน้าเสียแล้ว

ท่ามกลางความมืด เงาร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวผ่านป่าเขา

คนผู้นี้คือเหยียนเหล่าเอ้อร์ บนหน้าผากของเขามีเหงื่อเย็นซึมออกมา ใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อย นี่เป็นเพราะถูกเจ้าหน้าที่ของจวนที่ว่าการเจ้าเมืองซุ่ยอันจ้องเล่นงาน แขนขวาถูกฟันไปหนึ่งแผลจนเสียเลือดไปบ้าง แม้บาดแผลจะพันผ้าไว้แล้ว แต่ก็ยังเจ็บแปลบๆ อยู่

“พวกสุนัขรับใช้ในจวนที่ว่าการเจ้าเมืองเหล่านั้นคงเสียสติไปแล้ว ทำอะไรไม่ทำดันมาหาเรื่องข้า”

เหยียนเหล่าเอ้อร์สาวเท้าก้าวเดินอย่างเร่งรีบ เขาหวนนึกถึงสิ่งที่ตนประสบ ในใจรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยยิ่งนัก

“เรื่องนี้ดูมีเงื่อนงำชอบกล ไม่ต้องพูดถึงพวกมือปราบ... แต่ตระกูลเหอนั่นมันเรื่องอะไรกัน? ข้าอุตส่าห์เอาอสูรภูผาไปแลกเงินรางวัล แต่พวกมันกลับไม่รักษาสัจจะ ซ้ำยังให้คนไล่ข้าออกมา ไล่ออกมาก็ช่างเถอะ ดันไปแจ้งทางการอีก”

ทวงเงินรางวัลไม่สำเร็จ เขาจึงตั้งใจจะออกจากเมืองซุ่ยอัน ระหว่างทางก็พบว่ามีคนสะกดรอยตาม เหยียนเหล่าเอ้อร์ปะทะกับคนที่ติดตามมา ระหว่างต่อสู้ถึงได้รู้ว่าเป็นมือปราบของทางการ

มือปราบเหล่านี้ล้วนเปลี่ยนมาใส่ชุดลำลอง นึกว่าจะตบตาเหยียนเหล่าเอ้อร์ได้ ใครจะคาดว่ารองเท้าบูทสีดำล้วนที่สวมใส่กับดาบขุนนางในมือ ล้วนเปิดเผยฐานะของพวกมันจนหมดสิ้น

เหยียนเหล่าเอ้อร์ก็เป็นคนเจนจัดในยุทธภพ ฝ่ายตรงข้ามมีคนมาก น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ สู้ไม่ได้ก็ต้องหนี เขาใช้อุบายเล็กน้อยก็สามารถหนีรอดจากเงื้อมมือของเหล่ามือปราบ หลบหนีเข้าสู่ป่าเขาอย่างเร่งรีบ

เหยียนเหล่าเอ้อร์ไม่ใช่คนโง่ เมื่อพ้นจากที่อันตราย ความคิดอ่านก็เริ่มกลับมาโลดแล่น

“ไม่ถูกต้อง... ข้าเหมือนจะจำอะไรผิดไปหรือเปล่า? ว่าไปแล้ว ข้าไปทำอะไรที่ขุนเขาซื่อติ่งกัน? แล้วจู่ๆ ทำไมข้าถึงไปที่นั่น ซ้ำยังฆ่าอสูรภูผาได้ตัวหนึ่ง”

ยิ่งครุ่นคิด ความสงสัยในใจก็ยิ่งเพิ่มพูน ความทรงจำในช่วงไม่กี่วันมานี้ของตนราวกับกลุ่มหมอก เมื่อคิดเจาะลึกเข้าไป ความทรงจำก็กลายเป็นเหมือนเงาหมอกที่ลอยฟุ้งกระจาย จับต้นชนปลายไม่ถูก

ทันใดนั้น ฝีเท้าของเหยียนเหล่าเอ้อร์ก็หยุดลง

“วิ่งมาอย่างเร่งรีบ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินทาง ไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งมาถึงไหนแล้ว?”

เขาเดินมาหยุดอยู่หน้าเนินเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง เดินทางติดต่อกันมาหลายชั่วยาม เหยียนเหล่าเอ้อร์จึงคิดจะพักสักหน่อย โดยเฉพาะเมื่อเขาสังเกตเห็นแสงไฟอยู่เบื้องหน้า

“พวกมือปราบเหล่านั้นคงนึกว่าข้าตกลงไปในน้ำ อาศัยน้ำในการหลบหนี ป่านนี้คงกำลังค้นหาตามสองฝั่งแม่น้ำ... ในเมื่อเป็นเช่นนั้น คืนนี้ก็พักที่นี่เสียเลยแล้วกัน”

เหยียนเหล่าเอ้อร์เดินตรงไปยังแสงไฟ ในป่าเขารกร้างแห่งนี้กลับมีศาลเจ้าที่ตั้งอยู่แห่งหนึ่ง แผ่นป้ายชื่อศาลเจ้าที่นั้นไม่รู้ว่าหล่นหายไปไหนแล้ว บันไดหินมีรอยแตก ประตูก็พังไปครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งค้ำยันไว้อย่างเอียงกะเท่เร่ แสงไฟสีเหลืองนวลส่องสว่างออกมาจากด้านใน วูบไหวตามแรงลมเป็นระยะ

เวลานั้น เขาได้กลิ่นหอมของเนื้อย่างลอยมาจางๆ ดูเหมือนจะเป็นไก่ป่า เหยียนเหล่าเอ้อร์นิ้วชี้กระดิกทันที น้ำลายสอด้วยความหิวโหย

เขาสาวเท้าก้าวใหญ่เดินเข้าไปในศาลเจ้าที่ เดิมทีคิดว่าจะได้พบพวกนายพรานที่เข้าป่า ใครจะรู้ว่าภายในศาลเจ้าที่มีเพียงกองไฟลุกไหม้อยู่ แต่กลับไร้เงาผู้คน

“คนเล่า?”

เหยียนเหล่าเอ้อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง หน้ากองไฟมีไม้เสียบไก่ป่าถอนขนตัวหนึ่งย่างอยู่ รอบๆ ยังมีข้าวของเครื่องใช้และฟืนที่มัดไว้อย่างดี รวมถึงสัมภาระที่เก็บรวบรวมเรียบร้อยแล้ว

เขารู้สึกประหลาดใจ ภาพในศาลเจ้าที่นี้ดูพิศวงยิ่งนัก บรรยากาศที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเมื่อครู่นี้ยังมีคนตัดฟืนนั่งอยู่ แล้วเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น ทำให้คนกลุ่มนี้จากไปอย่างปุบปับ...

ไก่ย่างตัวนั้นส่งเสียงฉ่าๆ อยู่หน้ากองไฟ ไขมันหยดลงมา กระตุ้นให้เปลวไฟลุกโชนขึ้นเป็นระยะ

เหยียนเหล่าเอ้อร์งุนงงมาก จากร่องรอยในนี้ เขาอนุมานว่าคนกลุ่มนี้น่าจะเพิ่งจากไปได้ไม่นาน เพราะไก่ย่างยังไม่ไหม้เกรียม

“หมายความว่าคนกลุ่มนี้ประสบเหตุไม่คาดฝันเลยรีบร้อนจากไป จนแม้แต่สัมภาระก็ไม่ทันได้นำติดตัวไป”

‘ปัง’ เสียงระเบิดดังมาจากด้านนอก ประตูไม้ผุพังของศาลเจ้าที่ถูกคนถีบจนแตกละเอียด เสียงลมพัดฮูผ่าหน้าเข้ามา เปลวไฟถูกลมพัดจนเกือบดับ

เหยียนเหล่าเอ้อร์ยังไม่ทันตั้งตัว เขาก็เห็นกำปั้นหนึ่งพุ่งมาจากด้านหน้า จากจุดดำเล็กๆ ขยายใหญ่ขึ้นฉับพลัน จนกลายเป็นกำปั้นที่บดบังทัศนวิสัยของเขาจนมิด

แย่แล้ว!

เหยียนเหล่าเอ้อร์รู้สึกเพียงประสาทสัมผัสเชื่องช้าลง กำปั้นนั้นฟาดลงมาราวกับสายฟ้า เบื้องหน้ามืดดับวูบ หน้าอกถูกบางสิ่งกระแทกราวกับจะระเบิดออก ร่างกายลอยละลิ่วอยู่ในอากาศ หลังจากเหาะเหินเดินอากาศอยู่ชั่วครู่ เขาก็ตกลงมากระแทกพื้น

ตุบ!

รองเท้าบูทขุนนางพื้นหนาเหยียบลงบนใบหน้าของเขา ข้างหูมีเสียงดุดันอำมหิตดังขึ้น

“เก่งมากเหยียนเหล่าเอ้อร์ เจ้าช่างหลบซ่อนเก่งนักนะ ไล่ล่าเจ้ามาสามวันสามคืน ในที่สุดก็จับตัวเจ้าได้เสียที!”

เหยียนเหล่าเอ้อร์โดนไปหนึ่งหมัด หน้าอกเจ็บปวดเจียนตาย เขาคาดว่ากระดูกหน้าอกคงหักไปหลายซี่ สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง ทว่าเสียงดุดันอำมหิตนั้นกลับปลุกสติของเขาให้ตื่นขึ้น

‘เดี๋ยวก่อน... คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร สามวันสามคืน ข้าเพิ่งออกจากเมืองซุ่ยอันมาได้ไม่ถึงสี่ชั่วยามเองไม่ใช่รึ?’

เหยียนเหล่าเอ้อร์กำลังจะครุ่นคิด ขมับกลับเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มแทงจนเกือบจะหมดสติไป

ทันใดนั้นก็มีคนกระชากผมเขาอย่างแรง ลากตัวเขาขึ้นมาจากพื้น

เหยียนเหล่าเอ้อร์หอบหายใจอยู่พักใหญ่กว่าจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตนเองถูกมัดติดกับเสาไม้พุทราต้นใหญ่ในศาลเจ้าที่

เบื้องหน้าของเขามีชายหนุ่มในชุดขุนนางฝ่ายบู๊ยืนอยู่ ด้านหลังยังมีลูกน้องที่แต่งกายเหมือนกันอีกหลายคน

“เหยียนเหล่าเอ้อร์อย่าแกล้งตาย!”

หยางอวิ๋นเจียวใช้ปลอกดาบเชยคางเหยียนเหล่าเอ้อร์ขึ้น

“เจ้าเป็นญาติกับหนูหรือไร? ช่างซ่อนตัวเก่งนัก... ไหนลองว่ามา สองวันนี้เจ้าไปหลบอยู่ที่ไหน พูดมา หากไม่พูดข้าจะถอดกรามเจ้า ตัดลิ้นเจ้า ให้เจ้าไม่ได้เอ่ยปากอีกตลอดไป”

‘พรึ่บ’ เสียงหนึ่งดังขึ้น เงาร่างหนึ่งพลิกตัวเข้ามาทางหน้าต่างศาลเจ้าที่ พอคนผู้นี้แตะพื้น มันก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าหยางอวิ๋นเจียว

“หัวหน้า ข้าลาดตระเวนตรวจสอบรอบนอก พบว่าสถานที่นี้ดูผิดปกติ ที่ตีนเขามีศพสภาพตายแปลกประหลาดอยู่หลายศพ”

“สภาพตายแปลกประหลาด?”

หยางอวิ๋นเจียวชะงัก มองดูผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แปลกประหลาดอย่างไร?”

“คนพวกนี้ล้วนเป็นคนตัดฟืนที่ขึ้นภูเขามา ในศาลเจ้าที่นี้ยังมีสัมภาระของพวกเขาอยู่ พวกเขาตายอยู่ที่ตีนเขา ศพถูกซ่อนอยู่ในที่ลับตาในป่าทึบ”

ผู้ใต้บังคับบัญชาคนนั้นก้มหน้าลง

“ข้าตรวจสอบศพของพวกเขาแล้ว พบว่าคนพวกนี้ต่างใช้มีดพร้าของกันและกัน ฟันคอกันเอง จนตายเพราะการฆ่าฟันกันเอง…”

“ฆ่าฟันกันเอง?”

หยางอวิ๋นเจียวตะลึงไปเล็กน้อย เขามองเหยียนเหล่าเอ้อร์ที่อยู่ด้านข้างด้วยความระแวงสงสัย

“หรือว่าเจ้านี่เป็นคนทำ มันมีฝีมือขนาดนั้นเชียวรึ”

“มันย่อมไม่มีฝีมือพรรค์นั้นแน่นอน”

นอกศาลเจ้าที่ เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ายาวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้น

“คนตัดฟืนเหล่านั้นข้าเป็นคนฆ่าเอง ฮิฮิ ในป่าเขารกร้างเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอสุนัขรับใช้ของราชสำนัก ไม่สิ... ที่แท้ก็เป็นค้างคาวผีแห่งกองปราบมาร ดีๆๆ วันนี้ข้าคงได้ลาภก้อนโต”

“ใคร?”

สายตาของหยางอวิ๋นเจียวแหลมคมขึ้น เงยหน้าตวาดลั่น “มารปีศาจตนใด มีฝีมือก็เข้ามา อย่ามัวแต่ทำตัวลึกลับอยู่ข้างนอก!”

สิ้นเสียงของเขา ภายในศาลเจ้าที่ราวกับถูกพายุพัดกระหน่ำ กองไฟถูกพัดจนดับลง ฉับพลันกลิ่นสาบสางของขนสัตว์ที่เปียกชื้นก็ลอยมาตามลมราตรี ทุกคนตาพร่ามัวไปวูบหนึ่ง เมื่อเพ่งมองอีกครั้งก็เห็นแมวยักษ์ตัวหนึ่งที่มีขนยาวปกคลุมทั่วร่างพุ่งเข้ามาจากประตูศาลเจ้าที่

“เจ้า... เจ้าป่า?!”

ลูกน้องของหยางอวิ๋นเจียวร้องเสียงหลง ตัวเขาเองก็ตกตะลึง ไม่อาจเชื่อสายตาตนเอง นี่จะเป็นแมวยักษ์ได้อย่างไร ชัดเจนว่าเป็นเสือโคร่งร่างมหึมาที่มีขนยาวราวกับเสื้อฟางกันฝน เสือยักษ์ที่มีรูปร่างเช่นนี้ ดูราวกับภูตไพรจำแลงกายมา หาใช่สัตว์ป่าธรรมดาไม่

“ปู่ของเจ้าไม่ใช่เจ้าป่าอะไรทั้งนั้น”

เสือยักษ์ขนฟางตัวนั้นอ้าปากกว้าง มีก้อนโคลนสีดำกลุ่มหนึ่งออกมาจากปาก ขยับยุกยิกจนกลายเป็นใบหน้าคน

“ข้าคือ ‘ทูตพยัคฆ์เสื้อฟาง’ ถูตู๋ หนึ่งในยี่สิบแปดทูตวิญญาณแห่งสาขาย่อยทั้งสี่ลัทธิโคลน ในเมื่อพวกเจ้าเป็นคนของราชสำนัก วันนี้ก็อย่าหวังจะได้รอดชีวิตออกไป ก่อนตายลงนรก จงจดจำชื่อของข้าไว้ จะได้ไม่ไปเป็นผีตายโหงที่เลอะเลือน!”

จบบทที่ บทที่ 52 ความทรงจำ

คัดลอกลิงก์แล้ว