- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 51 เบาะแสที่สำคัญที่สุด
บทที่ 51 เบาะแสที่สำคัญที่สุด
บทที่ 51 เบาะแสที่สำคัญที่สุด
หลังจากหารือกับชือซินจื่อเสร็จสิ้น เหอผิงก็กลับมายังจุดพักพิงแห่งหนึ่งของตนในเมืองซุ่ยอัน
ทว่าการกลับมาในครานี้ ในมือของเขากลับมีวัตถุรูปร่างคล้ายแผ่นป้ายเพิ่มมาอีกหนึ่งชิ้น
“‘เคล็ดวิชาฝังมาร’... หนึ่งในสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา”
เขาลูบคลำแผ่นป้ายเหล็กสีเงินจางๆ ในมือไปมา รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
“ชือซินจื่อเอ๋ยชือซินจื่อ ในท้ายที่สุดเจ้าก็ยังคำนวณพลาดไปก้าวหนึ่ง ถึงกับกล้ามอบเศษคัมภีร์ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ มาไว้ในมือข้า ครั้งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดของเจ้าเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว”
ไม่สิ จะเรียกว่าเป็นความผิดพลาดของชือซินจื่อเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะอย่างไรเสีย เขาก็ไม่มีทางล่วงรู้ได้ว่าเหอผิงนั้นแตกต่างจากคนทั่วไป ตรงที่ในห้วงจิตสำนึกยังมีวิญญาณอีกดวงหนึ่งดำรงอยู่
ตามคำบอกเล่าของชือซินจื่อ ในยุคสมัยก่อนการสถาปนาราชวงศ์ต้าโหยว เคยมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งเป็นเลิศอยู่สองแห่ง หนึ่งคือ ‘จวนเต๋าไท่อี่’ และสองคือ ‘ตำหนักมารสามกำเนิด’ โดยจวนเต๋าไท่อี่นั้นครอบครองคัมภีร์สวรรค์สามเล่ม นามว่า ‘เร้นสวรรค์’ ‘เร้นปฐพี’ และ ‘เร้นมนุษย์’ ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในสามอันดับแรกของสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา
ส่วนตำหนักมารสามกำเนิดที่ตามมาติดๆ ก็มี ‘คัมภีร์ลับมารแท้จริง’ สามเล่ม แม้จะด้อยกว่าเพียงเล็กน้อยจนถูกจัดให้อยู่ต่ำกว่าจวนเต๋าไท่อี่... แต่หากว่ากันด้วยความลึกล้ำพิสดารและการเปลี่ยนแปลงที่พลิกแพลงคาดเดายากแล้ว คัมภีร์ลับทั้งสามเล่มของตำหนักมารสามกำเนิด ก็มิได้ด้อยไปกว่าคัมภีร์สวรรค์สามเร้นของจวนเต๋าไท่อี่เท่าใดนัก
“‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ คือหนึ่งในคัมภีร์ลับมารทั้งสาม เป็นเคล็ดวิชาที่เชี่ยวชาญด้านการผนึกมาร หลอมมาร สังเวยมาร และเลี้ยงดูมาร เมื่อฝึกสำเร็จ มารที่ถูกสังเวยและหลอมขึ้นจะแปรสภาพเป็นแสง เป็นปราณ เป็นจิตวิญญาณที่ล่องลอยไปมาไร้ร่องรอย ตัดขาดเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาเพื่อทำลายมรรคาวิถี มุ่งเน้นทำลายตบะของผู้คน ช่างร้ายกาจยิ่งนัก”
ชือซินจื่อสารภาพกับเขาตรงๆ ว่า ครั้งหนึ่งมันเคยใช้ชีวิตคนในตระกูลของเฉิงจื้อและเฉิงอวี้เจียวหลายร้อยชีวิต เพื่อหลอมสร้างมารอาฆาตขึ้นมาตนหนึ่ง มารอาฆาตนี้ก่อกำเนิดจากจิตอาฆาตพยาบาทในห้วงสำนึกของมนุษย์ สามารถขดตัวฝังรากอยู่ในจิตใจผู้คน คอยปั่นป่วนธาตุภายในและภายนอก หรือใช้ดูดซับกิเลสตัณหาและความคิดชั่วร้ายเพื่อหล่อเลี้ยงให้เติบใหญ่ จนท้ายที่สุดก็จะกลายเป็น ‘เมล็ดพันธุ์มาร’
“ความน่าสะพรึงกลัวของเมล็ดพันธุ์มารอยู่ที่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกฝังเมล็ดพันธุ์มารเข้าไป จิตสำนึก ความคิด และความทรงจำทั้งห้าสัมผัสจะตกอยู่ในกำมือของผู้ฝังเมล็ดพันธุ์มาร แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตบรรลุมรรคา หากจิตใจวอกแวกฟุ้งซ่าน เพียงมีช่องว่างแค่เสี้ยวเดียวก็จะถูกเมล็ดพันธุ์มารแทรกซึม”
“จนเกิดภาพมายาหลอนจิต เห็นมิตรเป็นศัตรู เห็นศัตรูคู่อาฆาตเป็นญาติมิตร กระทำการวิปลาสผิดแผกไปจากครรลองคลองธรรมอย่างสิ้นเชิง”
ยามที่ชือซินจื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ท่าทีของมันดูภาคภูมิใจและลำพองใจอยู่ไม่น้อย
“ถ้าเช่นนั้น การที่สองพี่น้องตระกูลเฉิงมองศิษย์พี่เป็นผู้มีพระคุณ ก็เป็นเพราะถูกฝังมารอาฆาต จนความทรงจำและความนึกคิดถูกบิดเบือนไปสินะ?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
ชายชราหน้าแผงขายเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เหยียดขาออกไปพลางเกาต้นคออย่างไม่ใส่ใจ
“สรรพสัตว์ที่มีจิตครองในโลกโลกีย์ ล้วนมีจิตกำเนิดความวิปลาสสิบสองประการ อันได้แก่ การเคลื่อนไหว ตัณหา คติภพ สมมติ เครื่องกั้น ความหลง เงา ความเขลา ความเท็จ สันดาน ความลวง และการฆ่าฟัน... ไม่ว่าจะพลิกแพลงหรือซ่อนเร้นเพียงใด ขอเพียงจิตไหวติง กิเลสมัวหมองทั้งหกก็จะก่อตัวขึ้น เมล็ดพันธุ์มารก็จะฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าไปได้ มันก็แค่เรื่องของเวลาเท่านั้น ความร้ายกาจของคัมภีร์ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ก็อยู่ตรงนี้นี่เอง–”
บางที อาจเป็นเพราะตำหนักมารสามกำเนิดครอบครองเคล็ดวิชามารที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ จึงทำให้จวนเต๋าไท่อี่มองเห็นเป็นหนามยอกอกที่ต้องกำจัด
ในที่สุด จวนเต๋าไท่อี่ซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียร จึงร่วมมือกับขุมกำลังต่างๆ กวาดล้างตำหนักมารสามกำเนิดจนสิ้นซาก
เพียงแต่ ตำหนักมารสามกำเนิดในอดีตนั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกร ศิษย์ที่เหลือรอดและขุมกำลังรอบนอกที่พึ่งพิงตำหนักมารยังคงมีฝีมืออยู่พอตัว ไม่อาจกำจัดได้หมดสิ้น หลังมหาสงครามจบลง พวกมันต่างกระจัดกระจายหลบหนีไปคนละทิศละทาง
ศิษย์ตำหนักมารที่แตกซ่านเซ็น บ้างก็หนีออกจากแผ่นดินภาคกลาง ล่องเรือหลบหนีไปยังเกาะแก่งในแถบทะเลใต้ บ้างก็หนีเข้าไปในป่าเขาแดนใต้ที่รกร้างและเต็มไปด้วยโรคระบาด ปะปนไปกับชนเผ่าไป่เยว่ บ้างก็เปลี่ยนวิถีทาง ตั้งสำนักขึ้นมาใหม่...
ด้วยเหตุนี้ แม้ตำหนักมารสามกำเนิดจะล่มสลาย แต่สมบัติที่ตกทอดมาก็ยังมีไม่น้อย ชือซินจื่อสารภาพว่า เขาบังเอิญพบเบาะแสถ้ำลับของตำหนักมารสามกำเนิดแห่งหนึ่ง จึงเสี่ยงชีวิตลอบเข้าไปสำรวจ ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน กว่าจะได้แผ่นป้ายเหล็กชิ้นนี้มาครอบครอง
แผ่นป้ายเหล็กที่เปล่งแสงสีเงินจางๆ ชิ้นนี้ ตรงกลางมีรอยร้าวลึกพาดผ่าน ราวกับรอยแตกของน้ำแข็งหรือใยแมงมุม ไม่รู้ว่าเป็นรอยที่เกิดจากการถูกกระบี่ฟัน หรือถูกขวานจามกันแน่
วัสดุของแผ่นป้ายนี้ทำจากเหล็กนิลวิเศษชนิดหนึ่ง แผ่แสงสีเงินอ่อนๆ รูปลักษณ์ของแผ่นป้ายดูแปลกตา ส่วนหัวสลักเป็นรูปหัวสัตว์ร้าย ถลึงตาแยกเขี้ยว อ้าปากกว้างคาบแผ่นป้ายเหล็กนี้เอาไว้
ด้านหน้าของแผ่นป้ายเหล็กสลักอักษรโบราณไว้หลายตัว พอจะแกะความได้เลาๆ ว่า ‘ขุนนางปฐพีประทานอภัย เจ็ดปราณก่อกำเนิด ตรวจสอบบาปบุญ’ รวมสิบสองตัวอักษร
เขาพลิกป้ายกลับด้าน พบว่าด้านหลังเขียนข้อความไว้หนึ่งบรรทัดว่า ‘เหล่าทูตวิญญาณ ภูตผีปีศาจ ล้วนรับบัญชา’ ลายมือแถวนี้ตวัดหางเหมือนเขี้ยวสัตว์ร้าย แฝงความพลิกแพลงดุจเกลียวคลื่น เส้นลายคมกริบ บอกไม่ถูกว่าลายมือนั้นอัปลักษณ์หรือพิสดาร รู้เพียงแต่ว่ามันแผ่กลิ่นอายปีศาจอันน่าขนลุกออกมาอย่างบอกไม่ถูก
เขาตรวจสอบแผ่นป้ายเหล็กต่อไป เมื่อมั่นใจว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว จึงเริ่มโคจรดวงจิตในห้วงสมอง
ในห้วงทะเลจิตวิญญาณอันว่างเปล่าของเหอผิง จันทร์เพ็ญดวงงามลอยเด่นสาดส่องแสงนวลกระจ่าง ภายหลังเขาได้รับวิชาฝึกปรือภายในจากเตาหลอมกายา เมื่อนำมาผสานกัน ทั้งกายและใจก็ได้รับประโยชน์มหาศาล ตำหนักไท่หวงซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าตำหนักวิญญาณก็ได้รับการหล่อเลี้ยงจากแสงจันทร์ จนวิชาจันทร์กระจ่างเก้าตำหนักสู่สัจธรรมใกล้จะสำเร็จสมบูรณ์อยู่รอมร่อ
เมื่อเทียบกับอดีต พลังปราณของเหอผิงแข็งแกร่งขึ้นมาก ร่างกายที่เคยอ่อนแอและพร่องปราณหยินก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ยามนี้เพียงแค่จิตขยับ เขาก็ปลดปล่อยกระแสจิตออกจากจุดญาณทวาร[1]บริเวณหว่างคิ้ว พุ่งผ่านความว่างเปล่าเข้าไปในแผ่นป้ายในมือ ทันใดนั้นบทคัมภีร์ที่ไม่สมบูรณ์บทหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงจิตสำนึกของเขา
“เป็นไปตามที่เจ้าชือซินจื่อบอกจริงๆ นี่ไม่ใช่ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ฉบับสมบูรณ์ เป็นเพียงเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งเท่านั้น หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นคู่มือแนะนำการใช้งานและการควบคุม ขาดเนื้อหาเชิงลึกไปมากโข…”
เหอผิงถอนจิตออกมา เขาขมวดคิ้วพลางนวดขมับ แล้วมองดูแผ่นป้ายเหล็กหัวสัตว์ร้ายในมืออีกครั้ง
“ป้ายเหล็กนี้ดูเหมือนจะเป็นศาสตราวุธวิเศษที่ใช้สำหรับออกคำสั่งและเรียกใช้งาน ส่วนเศษคัมภีร์ก็เปรียบเสมือนคู่มือการใช้งาน ผู้ที่ได้ของสิ่งนี้ไป หากทำตามคำแนะนำในเศษคัมภีร์ก็จะสามารถหลอมสร้างเมล็ดพันธุ์มารและทำการควบคุมอย่างง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง”
แม้เศษคัมภีร์ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ นี้จะเป็นเพียงส่วนที่ขาดวิ่น แต่ก็มีความยาวกว่าหลายพันตัวอักษร เนื้อหาละเอียดถี่ยิบ ถ้อยคำแฝงนัยลึกลับ การจะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้นั้นไม่ง่ายเลย
“มองส่วนย่อยสะท้อนส่วนใหญ่ มองภายนอกสะท้อนภายใน นี่เป็นเพียงเศษคัมภีร์ที่คาดว่ามีเนื้อหาไม่ถึงหนึ่งในสิบของ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ฉบับเต็ม แต่เนื้อหากลับลึกล้ำยากหยั่งถึง ไม่อยากจะคิดเลยว่า ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ฉบับสมบูรณ์จะเป็นมรรคาวิถีที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด”
เหอผิงใช้เวลาสักพัก จดจำเนื้อหาทั้งหมดในแผ่นป้ายอย่างเงียบๆ จนกระทั่งแผ่นป้ายในมือของเขาเปลี่ยนจากสีเงินจางๆ กลายเป็นเหล็กทื่อสีดำสนิท
“ชือซินจื่อบอกไว้ว่า ‘แผ่นป้ายสั่งฝังมาร’ นี้ทำจากวัสดุพิเศษ มีความสามารถในการสื่อจิตและเก็บรักษาความคิด แต่ของสิ่งนี้ก็ถูกใช้งานมามากแล้ว เมื่อใดที่แผ่นป้ายเงินเปลี่ยนเป็นสีดำ ความสามารถในการเก็บรักษาความคิดก็เป็นอันหมดสิ้น”
ถึงตอนนี้ มรดกตกทอดที่ตำหนักมารสามกำเนิดทิ้งไว้ในโลกก็ได้สูญเสียฤทธิ์เดชไปอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นเพียงก้อนเหล็กธรรมดา
“ต่อไปก็เป็นการหลอมสร้างมารอาฆาต ชือซินจื่อคำนวณพันหมื่นรอบก็คงคาดไม่ถึงแน่ว่าข้าจะมีวิธีหลอมสร้างเมล็ดพันธุ์มารอาฆาตออกมาได้ในเวลาอันสั้นเพียงนี้!”
สาเหตุที่ชือซินจื่อยอมมอบ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ อันเป็นมรรคาวิถีระดับสูงให้อย่างใจกว้าง นั่นก็เป็นเพราะการหลอมสร้างเมล็ดพันธุ์มารนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
ในตอนนั้น เมล็ดพันธุ์มารอาฆาตในร่างของเฉิงจื้อก็เกิดจากการที่ชือซินจื่อใช้กลิ่นอายความตายและแรงอาฆาตของคนในคอกม้าตระกูลเฉิงหลายร้อยชีวิตมาบีบอัดหลอมรวม แล้วค่อยๆ บ่มเพาะผ่านร่างกายของสองพี่น้องเฉิงจื้อและเฉิงอวี้เจียว
การกระทำเช่นนี้ของชือซินจื่อ กินเวลาไปทั้งสิ้นสี่ปี การที่มันถ่ายทอด ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ให้เหอผิงอย่างเปิดเผย นั่นก็เพราะมั่นใจว่าเหอผิงไม่มีทางหลอมสร้างเมล็ดพันธุ์มารสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น
“ในห้วงทะเลจิตวิญญาณของข้า ยังมีเมล็ดพันธุ์มารที่ถูกสายตาของเฉิงจื้อซัดเข้ามาซุกซ่อนอยู่ ตอนนั้นชือซินจื่อบงการเฉิงจื้อให้ลอบกัดข้า เจตจำนงแห่งมารอาฆาตที่อัดแน่นอยู่ในเมล็ดพันธุ์มารอาฆาตนั้นยังคงหลงเหลืออยู่บนวิญญาณอีกดวงหนึ่งของข้า ข้าเพียงแค่ใช้วิชาในเศษคัมภีร์ก็สามารถรวบรวมมันขึ้นมาได้”
แน่นอนว่าหากสืบสาวถึงต้นกำเนิด เมล็ดพันธุ์มารยังต้องการกลิ่นอายความตายและแรงอาฆาตของสายเลือดตระกูลเฉิงมาหล่อเลี้ยง ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ในมือของเขายังมีศพของเฉิงอวี้เจียวอยู่พอดี
“เฉิงอวี้เจียวกลายเป็นผีดิบ แต่ร่างของนางได้รับปราณหยินจากดินหล่อเลี้ยง เลือดลมเปลี่ยนจากตายกลายเป็นแข็งเกร็ง สายเลือดตระกูลเฉิงยังคงไหลเวียนอยู่ในกาย รอให้ข้าใช้ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ย้ายกลุ่มก้อนเมล็ดพันธุ์มารที่รวบรวมได้ใหม่ ใส่เข้าไปในร่างของเฉิงอวี้เจียว มันก็จะสามารถอาศัยร่างที่ตายซากแต่ไม่เน่าเปื่อยของนาง ช่วยควบรวมและหล่อเลี้ยงมันให้เติบใหญ่ขึ้นมาได้อีกครั้ง”
เหอผิงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
“เท่ากับว่าข้าได้เมล็ดพันธุ์มารอาฆาตมาครอบครองโดยแทบไม่ต้องออกแรงและมีไพ่ตายในมือเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งใบ”
…
จวนตระกูลเซิ่ง
เซิ่งชิงจือกำลังให้การต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์กลุ่มหนึ่งที่เดินทางมาจากเมืองนครหยกขาวแห่งทวีปจงหวนด้วยตนเอง
แขกกลุ่มนี้ถอดหมวกสานที่มีผ้าดำคลุมหน้าออก ผู้ที่เป็นหัวหน้าคือชายหนุ่มสวมชุดคลุมดำ แต่งกายในชุดขุนนางฝ่ายบู๊
“ข้าน้อยหยางอวิ๋นเจียว คารวะท่านเจ้าเมืองเซิ่ง”
ขุนนางบู๊ชุดดำผู้นี้มีผิวพรรณดุจหยก ท่วงท่าสงบนิ่งดั่งขุนเขา ประสานมือคารวะเซิ่งชิงจือ
“ท่านนายกองร้อยหยางอย่าได้เกรงใจไปเลย จริงสิ หลานชายอวี้โจวของข้าเป็นอย่างไรบ้างช่วงนี้”
เซิ่งชิงจือประสานมือตอบรับ วาจาที่เอ่ยกับนายกองร้อยแห่งกองปราบมารจากเมืองนครหยกขาวผู้นี้ เต็มไปด้วยความสุภาพนอบน้อม
“ท่านนายกองพันเซิ่ง ช่วงนี้เพิ่งจะคลี่คลายคดีใหญ่ในมณฑลตงหลีได้สำเร็จ โดยร่วมมือกับท่านเลี่ยอู่ซวิน หนึ่งในเก้าทูตผู้พิทักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ จับกุมผู้อาวุโสคนหนึ่งของตำหนักเกราะม่วงแห่งเก้ามารอมตะ สร้างผลงานความดีความชอบครั้งใหญ่ แม้แต่องค์ฮ่องเต้ได้สดับเรื่องนี้แล้วก็ยังทรงชื่นชมเป็นอย่างมาก”
หยางอวิ๋นเจียวเป็นนายกองร้อยสังกัดกองปราบมาร ผู้บังคับบัญชาของเขาคือเซิ่งอวี้โจว ซึ่งเป็นบุคคลที่กำลังโด่งดังที่สุดในกองปราบมารช่วงนี้ นอกจากการคลี่คลายคดีใหญ่ๆ มาอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังได้รับความชื่นชมจากยอดฝีมือระดับทูตผู้พิทักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ เรียกได้ว่าอนาคตรุ่งโรจน์โชติช่วงหาใดเปรียบ
“เดิมทีท่านนายกองพันตั้งใจจะหาโอกาสมาเยือนแดนเหนือด้วยตนเอง แต่น่าเสียดายที่มีภารกิจรัดตัว ท่านได้ยินเรื่องราวของคุณชายตระกูลท่านแล้วก็รู้สึกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง จึงกำชับให้ข้าน้อยมาช่วยสืบสวนเรื่องนี้ให้ดี”
หยางอวิ๋นเจียวรู้ดีว่าเซิ่งอวี้โจวนั้นได้รับความสำคัญจากทูตผู้พิทักษ์ระดับสูงหลายท่านในกองปราบมาร เกียรติยศเช่นนี้มิใช่เรื่องที่จะพบเห็นได้บ่อยนัก
การคบค้าสมาคมในแวดวงขุนนางนั้นสำคัญที่การเกาะเกี่ยวผู้มีอำนาจ ต่อให้เป็นคนตาบอดก็ยังดูออกว่านายกองพันหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จผู้นี้กำลังเป็นที่นิยมและทรงอิทธิพลเพียงใด หากไม่รีบเข้าหาเพื่อผูกไมตรีในตอนนี้แล้วจะรอไปถึงเมื่อไหร่?
เมื่อทราบข่าวเรื่องทางแดนเหนือ หยางอวิ๋นเจียวจึงอาสามาด้วยตนเอง นำลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ควบม้าด่วนจี๋มายังเมืองซุ่ยอันแห่งแดนเหนือ เตรียมจะใช้เรื่องนี้เอาอกเอาใจนายกองพันเซิ่งอวี้โจว เพื่อประโยชน์ในการวางแผนก้าวหน้าในวันข้างหน้า
“ต่อให้ไม่ใช่เพื่อท่านนายกองพันผู้นั้น การได้ช่วยท่านเจ้าเมืองเซิ่งก็ถือว่าไม่เสียหาย ตระกูลเซิ่งเป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองนครหยก เป็นตระกูลบัณฑิต ขุนนางสืบทอดกันมาหลายชั่วคน การได้สร้างบุญคุณครั้งนี้ไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร”
เซิ่งชิงจือไม่ล่วงรู้ความคิดของอีกฝ่าย สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย พยักหน้าเบาๆ
“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านนายกองร้อยหยางแล้ว... จริงสิ ท่านคงทราบต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้แล้ว ท่านนายกองร้อยคิดว่าควรเริ่มสืบสวนจากจุดใด?”
หยางอวิ๋นเจียวยิ้มเล็กน้อย ตอบกลับอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
“เรื่องนี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ปัจจุบันเราขาดข้อมูล อีกทั้งรูปคดียังซับซ้อนเงื่อนงำพันกันยุ่งเหยิง ข้าน้อยคงไม่อาจด่วนสรุปได้ในทันที แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือต้องจับตัวคนคนหนึ่งให้ได้”
“จับใคร?”
เซิ่งชิงจือรีบถามกลับทันควัน
“เหยียนเหล่าเอ้อร์ ฉายาดาบเดี่ยวสังหารเทพ”
หยางอวิ๋นเจียวหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาประกายแสงอำมหิตวูบวาบ
“เหยียนเหล่าเอ้อร์ผู้นำหัวอสูรภูผากลับมาจากขุนเขาซื่อติ่ง... คนของพรรคฉางเฟิงตั้งมากมายเข้าไปในภูเขาล้วนตายหมด มีเพียงมันที่รอดชีวิตกลับมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน แถมยังสังหารเจ้าอสูรภูผานั่นได้อีก ข้ากล้าฟันธงได้เลยว่าตอนนี้มันคือเบาะแสที่สำคัญที่สุดในขุนเขาซื่อติ่ง!”
[1] จุดญาณทวาร คือตำแหน่งศูนย์กลางวิญญาณบริเวณเหนือดั้งจมูกระหว่างคิ้ว เชื่อว่าเป็นประตูเข้า-ออกของจิตวิญญาณและทางสู่นิพพานในลัทธิอนุตตรธรรม ในพิธีรับธรรม วิสุทธิอาจารย์จะเป็นผู้เปิดจุดนี้เพื่อให้ผู้บำเพ็ญหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดและกลับคืนสู่แดนสุขาวดี