- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 50 โคลนตมกำเนิดจากความโกลาหล บัวสวรรค์พลันปรากฏยุคทองรุ่งโรจน์
บทที่ 50 โคลนตมกำเนิดจากความโกลาหล บัวสวรรค์พลันปรากฏยุคทองรุ่งโรจน์
บทที่ 50 โคลนตมกำเนิดจากความโกลาหล บัวสวรรค์พลันปรากฏยุคทองรุ่งโรจน์
เสียงกีบม้าดัง ‘กุบกับกุบกับ’ ค่อยๆ ห่างออกไป กลุ่มคนที่เข้ามาจากนอกเมืองมุ่งหน้าตรงไป ก่อนจะหายลับไปที่สุดปลายถนนยาวหน้าประตูเมือง
“ถ้าเช่นนั้น...?” เหอผิงเลิกคิ้วขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เภทภัยครั้งใหญ่ที่ศิษย์พี่พูดถึงก่อนหน้านี้ ก็คงจะหมายถึงเหล่าค้างคาวผีแห่งกองปราบมารกลุ่มนี้กระมัง?”
“น่าขัน”
ชายชราที่ปลอมตัวเป็นเจ้าของแผงขายภาพอักษรแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา ในมือถือกระดิ่งลูกหนึ่ง แล้วเขย่าจนเกิดเสียงดัง ‘กรุ๊งกริ๊ง’
ฉับพลันนั้น คลื่นพลังที่มองไม่เห็นก็แผ่ซ่านออกมาราวกับระลอกน้ำ ทำให้ทิวทัศน์รอบข้างสั่นไหวอย่างรุนแรงไม่หยุดหย่อน
และในชั่วขณะนั้นเอง เหอผิงเลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อย สัมผัสวิญญาณของเขาเฉียบคมจนสัมผัสรับรู้ที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสทั้งห้าจับสังเกตได้ว่า เสียงกระดิ่งได้กักขังเสียงสนทนาของทั้งสองไว้ในอาณาเขตนี้ ก่อเกิดเป็นค่ายกลปิดกั้นเสียงอันน่าอัศจรรย์
‘ช่างเป็นของวิเศษที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! กระดิ่งนี้สามารถตัดขาดเสียงรบกวน สร้างพื้นที่สนทนาลับที่ไม่ถูกผู้ใดรบกวน’
เหอผิงตระหนักว่าพื้นที่นี้ถูกตัดขาดเสียงแล้ว แต่ในสายตาคนภายนอก เกรงว่าจะไม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติที่หน้าแผงขายภาพอักษรอันธรรมดานี้ได้เลย
“ค้างคาวผีเพียงไม่กี่ตัวจะนับเป็นตัวอะไรได้ ในกองปราบมารก็มีเพียงซือถูฮ่าวซิงผู้เป็นหัวหน้ากองเท่านั้นที่เป็นยอดฝีมือรุ่นเก๋าในขอบเขตบรรลุมรรคา ส่วนเก้าทูตผู้พิทักษ์ภายใต้บัญชาของเขา ก็มีเพียงสามคนเท่านั้นที่เข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา หากตัดคนเหล่านี้ออกไป ที่เหลือก็แค่พวกฝีมือดาดๆ ดีไม่ดีอาจเทียบเจ้ากับข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ... เภทภัยครั้งใหญ่ที่ข้าเพิ่งพูดถึง ย่อมไม่ใช่เรื่องพรรค์นี้”
เสียงที่แฝงความอำมหิตของชือซินจื่อดังขึ้นกะทันหัน ทว่าคลื่นเสียงที่ไม่อาจเล็ดลอดออกไปได้ กระทบกับม่านพลังที่มองไม่เห็นแล้วสะท้อนกลับมา ทำให้สุ้มเสียงของเขาฟังดูซ้อนทับกันราวกับเสียงเหล็กขูดกับพื้น
“ถ้าเช่นนั้นเภทภัยครั้งใหญ่นี้ แท้จริงแล้วอยู่ที่ใดกันแน่?”
เหอผิงทำทีเป็นใจเย็น แต่ดวงตาคู่หนึ่งกลับจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของชายชราผู้นี้ ราวกับต้องการมองให้ทะลุถึงความจริงเท็จภายใต้ใบหน้านั้น
“ฮ่าฮ่า!”
ชือซินจื่อฉวยโอกาสหัวเราะกลบเกลื่อน แล้วเปลี่ยนเรื่องสนทนา เขาเอ่ยปากถามเหอผิงขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“ศิษย์น้อง ก่อนหน้านี้ที่ค่ายวิญญาณเร่ร่อน เจ้าได้ฉกฉวยของสิ่งหนึ่งมาใช่หรือไม่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าของสิ่งนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร?”
“อ๋อ”
เหอผิงเดิมทีคิดจะปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า เฉิงจื้อผู้นั้นตกอยู่ในมือของชือซินจื่อตั้งนานแล้ว เรื่องที่เขาช่วงชิงวัตถุสะกดค่ายกลมาจากแกนกลางค่ายกล คงไม่อาจปิดบังคนผู้นี้ได้
“เทวรูปหินสีดำรูปร่างประหลาด เป็นวัตถุที่ใช้สะกดแกนกลางค่ายกล ของสิ่งนี้มันทำไมรึ?”
“ศิษย์น้อง ของสิ่งนั้นคือวัตถุสะกดค่ายกลที่ใช้ควบคุมค่ายกลภูตผีที่ลัทธิโคลนลอบวางเอาไว้ เจ้าจะหยิบฉวยอะไรก็ไม่ว่า แต่ดันไปเอาของของลัทธิโคลนมาเสียได้”
ชือซินจื่อถอนหายใจพลางส่ายหน้า
“ลัทธิโคลนเป็นผู้นำของเก้ามารอมตะ แพร่หลายอย่างกว้างขวางในหมู่บ้านชนบทหลายเขตแถบมณฑลหนานหลิง ในมณฑลตงหลีเองก็มีฐานสาวกและผู้ศรัทธาจำนวนมาก อิทธิพลแผ่ขยายไปกว่าครึ่งค่อนใต้หล้า”
“หลายปีมานี้ ราชสำนักมีคำสั่งลงมาทุกปีให้ทางการท้องถิ่นปราบปรามกวาดล้างอิทธิพลของลัทธิโคลน แต่ก็ไม่อาจกำจัดได้สิ้นซาก เปรียบเสมือนการเกี่ยวข้าว เกี่ยวไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า ลัทธิโคลนนี้ก็ฆ่าไม่ตาย สามารถฟื้นคืนชีพจากเถ้าถ่านได้เสมอ”
“ลัทธิโคลนงั้นรึ?”
เหอผิงพยายามนึกย้อนถึงข่าวสารที่เขารวบรวมมาเกี่ยวกับมณฑลซีหลิงและตงหลี เขาได้ยินมาว่ามณฑลหนานหลิงและตงหลีในช่วงไม่กี่ปีมานี้ประสบภัยพิบัติร้ายแรง การเพาะปลูกไม่ได้ผลติดต่อกันหลายปี ภัยแล้งและน้ำท่วมเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ราษฎรต้องพลัดถิ่นฐานบ้านแตกสาแหรกขาด
ซ้ำร้าย ขุนนางท้องถิ่นยังบริหารงานล้มเหลว ขูดรีดประชาชนอย่างไร้ขอบเขต สถานการณ์อันวุ่นวายเหล่านี้ นำไปสู่การที่ลัทธิมารต่างๆ ฉวยโอกาสก่อความไม่สงบ เช่นลัทธิหลัวเหมิน ลัทธิแปดทิศ พรรคหยวนทง ลัทธิหงหยาง และพวกปลายแถวอื่นๆ ต่างก็ฉวยโอกาสผงาดขึ้นมา อาศัยวิชาดูโหงวเฮ้ง คำทำนาย และไสยศาสตร์มาหลอกลวงชาวบ้าน ก่อให้เกิดเภทภัยต่างๆ นานาในท้องถิ่น
‘ลัทธินี้ ข้าเหมือนจะพอมีความทรงจำอยู่บ้าง…’
ความคิดของเหอผิงล่องลอยไปชั่วครู่ เขาพอจะจำข้อมูลเกี่ยวกับลัทธิมารเหล่านี้ได้ ลัทธิประเภทนี้ในแต่ละท้องที่ ส่วนใหญ่มักจะแค่ชูธงลัทธิ ฉวยโอกาสจากสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่สงบมาล่อลวงจิตใจผู้คน หลอกเอาทรัพย์สินเงินทอง นานๆ ทีจะมีสักกลุ่มที่สั่งสมอิทธิพลจนใหญ่โต รวบรวมสาวกก่อการกบฏลุกฮือขึ้น
แน่นอนว่าจุดจบที่รอคอยลัทธิมารเหล่านี้ ก็คือชะตากรรมที่ต้องถูกกองทัพจากราชสำนักบดขยี้จนสิ้น
หลายปีมานี้ สถานการณ์เช่นนี้แทบจะวนเวียนเป็นวัฏจักร ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ อิทธิพลของลัทธิมารก็จะผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดหลังฝนตก ทิ้งช่วงไปสักระยะ เมื่อลัทธิเหล่านี้ก่อการล้มเหลว ไม่ถูกทางการสั่งยุบและกวาดล้าง ก็จะถูกราชวงศ์ต้าโหยวส่งกองทัพมาปราบปราม ถูกเกือกม้าของกองทัพบดขยี้จนสูญสลายไป
ในบรรดาลัทธิมารจำนวนมาก มีเพียงลัทธิเดียวที่ค่อนข้างพิเศษ นั่นก็คือลัทธิโคลน
ลัทธิโคลนถือเป็นของแปลกในหมู่ลัทธิมารทั้งหลาย ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากพวกอื่นมาแต่กำเนิด
เพียงแต่ ทางการหรือเหล่าขุนนางของราชวงศ์ต้าโหยวไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะหากสาวกลัทธิโคลนเพียงแค่ศรัทธาในคำสอนก็แล้วไปเถอะ อย่างไรเสียลัทธิมารในใต้หล้าก็มีถมเถ แต่ละปีก็มีลัทธิใหม่ผุดขึ้นมา พวกเขาคงไม่ใส่ใจลัทธินี้เท่าไหร่นัก... แต่สิ่งที่น่าปวดหัวจริงๆ อยู่ที่…
ลัทธิโคลนไม่เพียงแต่ปลุกระดมราษฎรก่อความไม่สงบอยู่บ่อยครั้ง แต่ยังชอบสังหารขุนนางราชสำนักเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่รวบรวมฝูงชนก่อจลาจล หลังจากยึดครองเมืองได้แล้ว คนของลัทธิโคลนจะลากตัวขุนนางผู้ดูแลเมืองออกมา แล้วสังหารทิ้งจนหมดสิ้นไม่เหลือแม้แต่คนเดียว
คำกล่าวอ้างภายในลัทธิโคลนคือ… ราชวงศ์ต้าโหยวในปัจจุบันได้บัลลังก์มาโดยไม่ชอบธรรม ถูกภูตผีครอบงำ ขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋น ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ล้วนถูกปีศาจจำแลงกายแย่งชิงร่างที่แท้จริงไป... มิหนำซ้ำ ลัทธิโคลนยังเชื่อว่าฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโหยวในปัจจุบัน รวมถึงทุกคนในวังหลวง ล้วนไม่ใช่คนเป็น แต่เป็นปีศาจจำแลงกายที่สวมหนังมนุษย์ แก่นแท้ของคำสอนลัทธิโคลนคือการฆ่าขุนนาง ทำลายล้างราชวงศ์ต้าโหยว เพื่อพลิกฟ้าคว่ำดิน สร้างอาณาจักรเทพเจ้าบนโลกมนุษย์
‘มิน่าเล่าราชวงศ์ต้าโหยวถึงได้หวาดระแวงลัทธิโคลนนัก ลัทธินี้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าจะก่อกบฏ คิดเป็นศัตรูกับราชวงศ์ต้าโหยวอย่างถึงที่สุด... หากข้าเป็นราชสำนัก ข้าก็คงมองลัทธินี้เป็นเสี้ยนหนามตำใจที่ต้องกำจัดให้สิ้นซากเช่นกัน!’
“โคลนตมกำเนิดจากความโกลาหล บัวสวรรค์พลันปรากฏยุคทองรุ่งโรจน์”
ชือซินจื่อค่อยๆ ท่องคำสอนที่ลัทธิโคลนใช้ประกาศศักดาต่อโลกหล้าในอดีตออกมา
“ศิษย์น้อง ลัทธิโคลนภายนอกดูเหมือนเป็นลัทธิที่แพร่หลายในหมู่ชาวบ้าน เป็นไม้เบื่อไม้เมากับราชวงศ์ต้าโหยว แต่ในความเป็นจริง ลัทธิโคลนก็นับเป็นสำนักใหญ่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ลัทธินี้มีเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่ชื่อว่า ‘คัมภีร์บงกชสวรรค์’ จัดอยู่ในอันดับที่สิบของสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ซึ่งอันดับสูงกว่าสำนักหุ่นเชิดเซียนของเราเสียอีก ในลัทธิยังมีโพธิสัตว์คนมารที่เข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคาอยู่หลายตน หาใช่อำนาจทั่วไปจะเทียบได้”
“แล้วอย่างไร?” สีหน้าของเหอผิงไม่เปลี่ยนแปลง ตอบกลับไปเรียบๆ ประโยคหนึ่ง
“เรื่องก็ทำไปแล้ว ของก็ตกมาอยู่ในมือข้าแล้ว หรือจะให้ข้าโขกศีรษะคำนับทั้งที่คนของลัทธิโคลนยังไม่ทันลงมือ หรือจะให้แบกหนามไปขอขมาถึงที่... ทำเช่นนั้นแล้ว คนของลัทธิโคลนจะยอมเลิกแล้วต่อกันงั้นรึ? หึหึ...”
“มิใช่ มิใช่”
ชือซินจื่อลูบเครายาว หัวเราะอย่างเบิกบาน
“คนของลัทธิโคลนจะเก่งกาจโอหังเพียงใด ศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียนอย่างเราก็ไม่ถึงกับต้องหงอต่อหน้าพวกมัน ข้าเพียงแต่อยากจะหารือกับศิษย์น้องเหอดูสักหน่อย บางทีเราอาจจะใช้วิธี ‘ชักนำเภทภัยไปทางอื่น’ ได้”
“ชักนำเภทภัยไปทางอื่น?”
เหอผิงได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็สงบนิ่งลง
“ความจริงแล้ว ช่วงนี้ข้าบังเอิญเจอกับทูตวิญญาณของลัทธิโคลนผู้หนึ่ง คนผู้นี้แซ่ถู นามพยางค์เดียวว่าตู๋ เมื่อสิบกว่าปีก่อน คนผู้นี้ก็นับเป็นตัวฉกาจในลัทธิโคลน แต่เพราะไปล่วงเกินขาใหญ่เบื้องบนในลัทธิเข้า จึงถูกเมินเฉย กลายเป็นคนไร้ความสำคัญในลัทธิ”
แววตาของชือซินจื่อฉายแววเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอก
“เจ้าถูตู๋ผู้นี้นิสัยดื้อรั้น เป็นหมากที่ชักใยง่าย ข้ากับเขามีมิตรภาพส่วนตัวกันนิดหน่อย พอจะฉวยโอกาสเป่าหูเขาได้ ส่วนวัตถุสะกดค่ายกลหินดำในมือศิษย์น้องก็ใช้เป็นเหยื่อล่อ ให้เจ้าถูตู๋หลงกลเข้ามาในแผน... หึหึ ทางหนึ่ง เราสามารถปัดสวะเภทภัยครั้งใหญ่นี้ โยนไปให้เซิ่งชิงจือและตำหนักทวิสุริยันรับเคราะห์แทน”
“อีกทางหนึ่ง เราก็สามารถยืมมือลัทธิโคลนไปหาเรื่องเซิ่งชิงจือ เพื่อหยั่งดูตื้นลึกหนาบางของคนผู้นี้ ทางที่ดีคือก่อความวุ่นวายขึ้นในเมืองซุ่ยอัน แล้วฉวยโอกาสชิงชามกระดูกขโมยอายุขัยมา”
ตาแก่นี่ช่างมีแผนชั่วเต็มท้อง เทแผนการร้ายที่ซ่อนไว้ออกมาจนหมดเปลือก เหอผิงฟังจบดวงตาก็เป็นประกายวาวโรจน์
“แผนการนี้นับว่าไม่เลว หากสำเร็จ ไม่เพียงแต่จะปัดเป่าเภทภัยพ้นตัว ยังสามารถกำจัดขุนนางสุนัขรับใช้อย่างเซิ่งชิงจือไปพร้อมกันได้ ภายหลังยังโยนความผิดไปให้ลัทธิโคลนได้อีก ช่างเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวจริงๆ”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าแผนการนี้มีความเป็นไปได้สูง แต่ก็ต้องระวังชือซินจื่อจะเล่นตุกติก แอบขายเขาไประหว่างทางด้วย
“แผนนี้ทำได้จริง”
มุมปากของเหอผิงยกขึ้นเล็กน้อย ยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม
“เพียงแต่ ข้าคิดว่ามีบางจุดที่จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขสักเล็กน้อย”