- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 48 เภทภัยครั้งใหญ่
บทที่ 48 เภทภัยครั้งใหญ่
บทที่ 48 เภทภัยครั้งใหญ่
แผนการของเหอผิงคือการดัดแปลงมือซ้ายของตนเอง ผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักหุ่นเชิดเซียนล้วนต้องพึ่งพาสองมือในการควบคุมหุ่นเชิด เขายังไม่ได้ฝึกฝนจนมีขีดความสามารถที่จะใช้นิ้วเท้าบังคับหุ่นเชิดของตัวเองได้ หากดัดแปลงทั้งมือซ้ายและขวาในคราวเดียว มันก็เท่ากับเป็นการตัดทางรอดของตนเองชัดๆ
หัตถ์ผีแยกส่วนที่ชือซินจื่อให้มานั้น เป็นบันทึกภาพที่รวบรวมทั้งแบบแผนผัง โครงสร้างภายใน ตลอดจนวัสดุที่ใช้ไว้อย่างละเอียดลออทุกกระเบียดนิ้ว
เหอผิงตรวจสอบอยู่หลายรอบ เขาก็ไม่พบปัญหาใดๆ ในนั้น แต่กระนั้นเขาก็ไม่กล้าเดิมพันว่าชือซินจื่อจะไม่ได้ลอบตุกติกอะไรไว้ในที่ลับ
เขาลงมือสร้างฉบับลดทอนตามแบบแปลนในบันทึกภาพขึ้นมาก่อนหนึ่งชิ้น แล้วทำการทดสอบกับฉบับนี้ดูเสียก่อน
เพื่อความปลอดภัย เขาจึงเพิ่มการออกแบบใหม่ๆ เข้าไปอีกบางส่วน ‘เพื่อป้องกันลูกไม้ที่ซ่อนไว้’ จนกระทั่งสร้างหัตถ์ผีแยกส่วนฉบับยาจกออกมาได้สำเร็จ...
แขนเทียมหุ่นเชิดที่สร้างขึ้นใหม่นี้วางสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะ รูปลักษณ์ภายนอกดูหยาบกระด้างอยู่บ้าง เทียบไม่ได้เลยกับโครงสร้างอันวิจิตรและรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของหัตถ์หุ่นเชิดที่ชือซินจื่อใช้ แต่เพราะเหอผิงได้ดัดแปลงการออกแบบบางส่วน เวลาควบคุมใช้งานจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครบงการ
ข้างแขนเทียมหุ่นเชิด บนโต๊ะลายไม้ยังมีมีดสับหญ้าขนาดใหญ่วางอยู่หนึ่งเล่ม ภายในห้องยังมีแท่นนอนที่จัดวางไว้ราวกับเตียงผ่าตัด รวมถึงเข็มด้ายและมีดหมอที่เตรียมไว้นานแล้ว อีกทั้งขวดยาที่บรรจุยาสมานแผลต่อกระดูก และเตารีดทองแดงที่เผาอยู่บนถ่านไฟแดงฉาน
หากต้องการดัดแปลงมือซ้ายเพื่อติดตั้งแขนเทียมหุ่นเชิดเข้าไปใหม่ มันก็จำเป็นต้องตัดมือซ้ายของตนทิ้งเสียก่อน
เหอผิงหยิบเข็มทองเล่มยาวหลายนิ้วออกมา แล้วแทงเข้าสู่จุดชีพจรบริเวณหัวไหล่ซ้ายไล่เรียงลงมาตามลำดับ หลังจากการกระทำนี้ ความรู้สึกที่มือซ้ายของเขาก็คล้ายจะเลือนหายไป
“การที่ไม่สามารถใช้ยาสลบเพื่อให้หมดสติทั้งร่างได้นับเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ใช้วิธีนี้ก็พอจะระงับความเจ็บปวดได้ชั่วคราว”
เข็มทองเรียวยาวนี้เขาให้ช่างฝีมือตีขึ้นเป็นพิเศษ ภายในตัวเข็มนั้นกลวงและบรรจุไว้ด้วยยาชาฤทธิ์แรง เมื่อแทงเข้าสู่จุดชีพจรจะสามารถตัดความรู้สึกของแขนข้างนี้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ และช่วยระงับความเจ็บปวดได้เช่นกัน
เขาวางมือซ้ายที่ไร้ความรู้สึกมลงบนแท่นมีดสับ แล้วสั่งการหุ่นกระดาษตัวหนึ่งให้กดด้ามมีดลงมาอย่างแรง
สิ้นเสียง ‘ตึง’ ทึบหนัก มีดสับหญ้าได้ตัดเฉือนข้อศอกซ้ายรวมถึงกระดูกจนขาดสะบั้น แขนท่อนล่างครึ่งหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากโต๊ะ
แม้จะใช้เข็มทองและยาชาแล้ว แต่เหอผิงก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากการตัดมือ โชคยังดีที่ความเจ็บปวดระดับนี้ยังพอจะข่มกลั้นเอาไว้ได้
เขาหยิบเตารีดทองแดงที่เผาจนแดงฉานในเตาถ่านด้านข้างขึ้นมา นาบลงไปเพื่อห้ามเลือดด้วยความร้อนสูง เสียง ‘ฉ่า’ ดังขึ้น เนื้อสุกราวกับถูกย่างไหม้ กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งไปทั่วอากาศ
ยังดีที่ในที่สุดเลือดก็หยุดไหล คิ้วของเหอผิงขมวดมุ่นเข้าหากัน ฤทธิ์ยาชาในเข็มทองกำลังอ่อนลง ชั่วพริบตานั้น ความเจ็บปวดรวดร้าวระลอกหนึ่งก็แล่นพล่านไปทั่วร่างราวกับกระแสไฟ เขาขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอดๆ
ทว่านี่ก็ยังไม่นับว่าเลวร้ายที่สุด สิ่งที่เลวร้ายอย่างแท้จริงคือความรู้สึกง่วงงุนอยากจะหลับที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดนี้
“ช่วงเวลานี้จะหลับไปไม่ได้เด็ดขาด”
เขากลัวว่าตัวเองจะทนไม่ไหว จึงรีบยื่นมือไปกดที่หว่างคิ้ว โคจรวิชาจันทร์กระจ่างเก้าตำหนักสู่สัจธรรม บังคับให้แก่นแท้พลังปราณในร่างหลั่งไหลเข้าสู่ตำหนักซ่างหยวนที่หว่างคิ้ว ทันใดนั้นแก้มที่ซีดเผือดของเขาก็กลับกลายเป็นสีแดงระเรื่อ
ฟู่ว!
เหอผิงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกหนึ่ง พลางปลุกปลอบจิตใจให้ตื่นตัวและสะกดข่มความเจ็บปวดลงไปพร้อมกัน
“...ยังต้องขูดสะเก็ดแผลที่ไหม้เกรียมจากการดาดไฟออกอีก”
เหอผิงรู้ดีว่าขั้นตอนหลังจากนี้ยังมีอีกมาก เขาฝืนรวบรวมสมาธิ พลางพึมพำกับตัวเอง และยกแขนข้างที่ขาดขึ้นมาตรวจดูบาดแผล
ที่หน้าตัดของข้อศอกซ้าย สามารถมองเห็นกล้ามเนื้อสีแดงคล้ำ กระดูก และเนื้อที่ไหม้เกรียมจากความร้อน จริงอยู่ว่าการใช้เตารีดทองแดงนาบปากแผลเพื่อห้ามเลือดด้วยความร้อนสูงนั้นรวดเร็วที่สุด และป้องกันอาการช็อกหมดสติจากการเสียเลือดมากได้ แต่การทำแบบส่งเดชเช่นนี้ก็ทำให้ปากแผลถูกเผาไหม้อย่างรุนแรง
เขาหยิบมีดสั้นด้านข้างขึ้นมา ขูดเนื้อตายที่ไหม้เกรียมจากความร้อนทิ้งไป แล้วหยิบขี้ผึ้งสีขาวดุจหิมะที่เตรียมไว้ออกมา ยาขี้ผึ้งนี้บรรจุอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ เป็นยาวิเศษของสำนักหุ่นเชิดเซียน มีสรรพคุณล้ำเลิศในการสมานกระดูกและสร้างเนื้อเยื่อขึ้นใหม่
เหอผิงลงมือทายาขี้ผึ้งนี้ให้ทั่วหน้าตัดของบาดแผล ยาขี้ผึ้งส่งกลิ่นหอมยาจางๆ และเมื่อทายาประหลาดนี้ผ่านไปชั่วครู่ สีของหน้าตัดแผลก็เปลี่ยนเป็นสีขาวอมเทาจางๆ ลวดลายของเส้นเอ็นและกระดูกบนหน้าตัดนั้นดูเลือนลงไปไม่น้อย
สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ ในช่วงเวลาเพียงครู่เดียวนี้ เหอผิงกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่าใดนัก ราวกับว่าความเจ็บปวดที่แขนซึ่งควรจะเพิ่มขึ้นเพราะยาชาหมดฤทธิ์ได้อันตรธานหายไป
จากนั้น เขาก็หยิบแขนเทียมหุ่นเชิดที่เตรียมไว้ด้านข้างขึ้นมา เล็งส่วนครึ่งหลังของหัตถ์ผีแยกส่วนให้ตรงกับหน้าตัดของแขนซ้าย แล้วประกอบเข้าไปโดยตรง
เมื่อส่วนท้ายของหัตถ์ผีแยกส่วนถูกต่อเข้าไป มันก็มีโครงสร้างคล้ายขาแมงมุมหลายขาเจาะออกมาจากแขนเทียมหุ่นเชิด แทงเข้าไปในเนื้อและเส้นเลือดของท่อนแขนเหนือข้อศอก ราวกับสิ่งมีชีวิตปรสิตที่หลอมรวมเข้าไปใต้ผิวหนัง จากนั้นหัตถ์ผีแยกส่วนก็หมุนวนรอบหนึ่งด้วยตัวเอง บริเวณรอยต่อระหว่างแขนเทียมและหน้าตัดข้อศอกก็ปรากฏปลอกเหล็กสีเงินเพิ่มขึ้นมา
เหอผิงออกแรงดึงแขนเทียมหุ่นเชิดออก ที่ตำแหน่งหน้าตัดข้อศอกก็ปรากฏแป้นโลหะทรงกลมเพิ่มขึ้นมา ซึ่งมองเห็นรูสำหรับเชื่อมต่อหลายรูบนแป้นโลหะนั้น
เขาประกอบแขนเทียมกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง ในชั่วพริบตาที่เชื่อมต่อกัน แป้นโลหะและแขนเทียมก็ดูเหมือนจะถูกดูดเข้าหากันด้วยพลังแม่เหล็ก ยึดล็อกกันแน่นสนิท เข้าสลักแนบเนียนไร้รอยต่อแม้แต่น้อย
เหอผิงเริ่มขยับแขนเทียมหุ่นเชิดที่เพิ่งต่อเสร็จนี้อีกครั้ง เพียงแค่ในใจนึกคิด นิ้วไม้แกะสลักทั้งห้าก็ขยับตาม ภายในหัตถ์ผีแยกส่วนติดตั้งกลไกอันชาญฉลาดเอาไว้ ไม่ว่าจะควบคุมนิ้วทั้งห้าให้กำหรือแบ หรือหมุนข้อมือ เพียงแค่ใช้จิตสั่งการก็สามารถทำได้ดั่งใจ
“ยอดเยี่ยม!”
เขารู้สึกพอใจกับแขนเทียมหุ่นเชิดที่ต่อใหม่นี้เป็นอย่างมาก นิ้วทั้งห้าออกแรงกำแน่นจนเป็นกำปั้น แสงสีทองจางๆ ลอยตัวขึ้น ฝ่ามือไม้แกะสลักข้างนี้ ดูราวกับถูกเคลือบด้วยสีทองคำมืดชั้นหนึ่ง แผ่คลื่นพลังวิชาอันแผ่วเบาออกมา
นี่คือแสงวิญญาณคุ้มกาย หลังจากเชื่อมต่อหัตถ์ผีแยกส่วนสำเร็จ เขาก็สามารถถ่ายทอดแสงวิญญาณเฉพาะตัวของหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษมาสู่แขนนี้ได้
เหอผิงสัมผัสได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่แฝงอยู่ในฝ่ามือเทียมนี้ การตะปบผนังทำลายหินผา หรือบีบเหล็กให้เละเป็นโคลนล้วนเป็นเรื่องง่ายดาย
“ดีกว่าที่เคยทดสอบไว้เสียอีก แทบจะใช้งานได้ทันทีที่ต่อเสร็จ แต่เพื่อความปลอดภัย ลองทดสอบดูอีกสักระยะ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอื่นแล้วค่อยเปลี่ยนแขนขวา!”
เหอผิงคิดเล่นๆ ในใจว่า แขนเทียมหุ่นเชิดหัตถ์ผีแยกส่วนนี้ยังมีแนวทางให้ปรับปรุงได้อีก เช่นหากติดตั้งดินระเบิดอานุภาพสูงเข้าไป การจะเหาะเหินออกไปรับบทเป็นหมัดบินเพลิงระเบิด หรือยิงนิ้วศรสังหารก็คงไม่ใช่เรื่องยาก
“ทางที่ดีปรับปรุงอีกหน่อย เปลี่ยนกำปั้นให้กลายเป็นสว่าน เช่นนั้นมิดีเท่ากับสามารถทะลวงฝ่าชั้นฟ้าได้รึ?!”
ขณะที่ปล่อยความคิดเตลิดเปิดเปิง เขาก็ขยับแขนเทียมที่เพิ่งติดตั้งใหม่ หันหลังเดินไปยังโต๊ะอีกตัวที่อยู่ด้านหลัง
บนโต๊ะวางไว้ด้วยของสงครามอื่นๆ ที่ได้จากการเดินทางไปภูขุนเขาซื่อติ่ง มีทั้งเอ็นปีศาจและกระดูกปีศาจที่ได้จากการสังหารอสูรภูผา แล้วขนกลับมายังเมืองซุ่ยอันเพื่อแล่หนังและเลาะเนื้อ
เอ็นปีศาจ กระดูกปีศาจ และเครื่องในสัตว์ปีศาจอื่นๆ สำหรับคนธรรมดาแล้วย่อมไม่มีประโยชน์อันใด เลือดปีศาจและของเหลวในร่างกายของอสูรภูผาล้วนมีพิษเจือปน เนื้อหนังย่อมไม่สามารถนำมารับประทานได้
แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร ขอเพียงใช้วิชาลับทำการปรุงแต่ง ก็สามารถดึงสรรพคุณบางอย่างออกมาใช้ได้
และสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักหุ่นเชิดเซียนแล้ว เอ็นและกระดูกปีศาจนับเป็นวัตถุดิบหายากที่สามารถนำมาใช้กับหุ่นเชิดได้
ส่วนผลึกปราณที่ล้ำค่าที่สุดนั้น ได้ถูกมอบให้ถึงมือของชือซินจื่อตามข้อตกลงก่อนหน้านี้ ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างไม่ต้องสงสัย
“แต่ของสิ่งนั้นสำหรับข้าแล้วมีประโยชน์ไม่มากนัก แต่จะทิ้งไว้ก้นหุบเขาก็ไม่ได้”
เหอผิงมองไปที่กล่องยาวทำจากทองแดงบนโต๊ะ ของสิ่งนี้เรียกว่าเก้าศรอสรพิษวิญญาณเป็นศาสตราวุธวิเศษแปลกประหลาดชิ้นหนึ่ง
โดยทั่วไปแล้ว ศาสตราวุธวิเศษของผู้บำเพ็ญเพียรมักต้องใช้สัมผัสวิญญาณแห่งดวงจิตในการขับเคลื่อน แต่กล่องทองแดงประหลาดนี้กลับใช้กลไกในการทำงาน เห็นได้ชัดว่าออกแบบมาให้คนธรรมดาใช้
“เจ้าสิ่งนี้ออกแบบได้ประณีตทีเดียว น่าเสียดายที่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว อานุภาพยังถือว่าอ่อนไปหน่อย ศรเหล็กพวกนั้นลงคำสาปโลหิตไว้ ใช้จัดการผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปที่ดวงจิตยังไม่บรรลุขั้นสูงก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ถ้าเจอยอดฝีมือเข้าก็ยากที่จะได้สำแดงพลัง”
ของสิ่งนี้สำหรับผู้ที่ไม่รู้วิชาก็นับว่ามีอานุภาพอยู่บ้าง แต่สำหรับตัวเขาแล้ว มันกลับมีประโยชน์น้อยจนแทบไร้ค่า จะทิ้งก็เสียดาย จะเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้
“แต่โครงสร้างการออกแบบของกล่องทองแดงยาวนี้ก็มีจุดที่น่าศึกษาอยู่ จะลองดัดแปลงโดยใช้สิ่งนี้เป็นพื้นฐานดีหรือไม่... ไม่สิ วัสดุเดิมของมันก็คุณภาพต่ำอยู่แล้ว จะแก้ก็ไม่มีตรงไหนให้แก้ได้ อย่างมากก็ใช้เป็นต้นแบบ แล้วสร้างชุดใหม่ขึ้นมาเลย…”
ขณะที่ในหัวของเหอผิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น สิ่งของที่แขวนอยู่ตรงเอวซึ่งดูคล้ายกับป้ายห้อยเอวก็สั่นสะเทือนเบาๆ สองสามครั้ง แรงสั่นสะเทือนนี้แผ่วเบายิ่งนัก หากมิใช่เพราะพกติดแนบชิดกับสายคาดเอว เขาก็คงไม่มีทางรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนนี้ได้อย่างแน่นอน
เขายื่นมือหยิบมันขึ้นมา ของสิ่งนี้ไม่ใช่ป้ายห้อยเอว แต่เป็นหุ่นดินสีแดงที่ปั้นขึ้น นี่ก็เป็นวิชาหุ่นเชิดแขนงหนึ่ง นามว่า ‘หุ่นดินส่งเสียง’ เป็นวิชาหุ่นเชิดที่ใช้สำหรับส่งข่าวสารภายในสำนักหุ่นเชิดเซียนโดยเฉพาะ
เวลานั้น ปากเล็กๆ ของหุ่นดินก็ขยับอ้าหุบสองสามครั้ง ส่งเสียงของชือซินจื่อออกมาจากภายใน
“ศิษย์น้องเหอ ข้ามีเรื่องด่วนจะหารือกับเจ้า…”
“ศิษย์พี่ชือซินจื่อ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ เจ้าช่วยบอกใบ้ก่อนได้หรือไม่?”
เหอผิงรู้สึกไม่พอใจอย่างมากกับพฤติกรรมที่จงใจอมพะนำของชือซินจื่อ แต่น่าเสียดายที่ชือซินจื่อไม่ได้มีความสำนึกในเรื่องนี้เลย
“เรื่องนี้ไม่สะดวกพูดต่อหน้า ข้าบอกได้แค่ว่า... ศิษย์น้องเหอ ครานี้เจ้าอาจชักนำเภทภัยครั้งใหญ่มาใส่ตัวเข้าเสียแล้ว”
ชือซินจื่อกล่าวประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ ทำเอาเหอผิงที่ได้ยินวาจานี้ถึงกับเดือดดาลขึ้นมาทันที