เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46 เพ่งเล็งทะลวงใจ

บทที่ 46 เพ่งเล็งทะลวงใจ

บทที่ 46 เพ่งเล็งทะลวงใจ


ภายในก้นหุบเขา แม้เจ้าอสูรภูผาตนนั้นจะพ่นผลึกปราณออกมาแล้ว แต่กลิ่นอายความร้อนรุ่มที่อัดอั้นสุมอยู่ในอกก็ยังคงไม่จางหายไป ศีรษะของมันยังคงมึนงงหนักอึ้ง ทรมานอย่างผิดปกติ อาการคล้ายคลึงกับมนุษย์ที่ดื่มสุรามากเกินไป จนร่างกายเกิดความไม่สบายเนื้อสบายตัวนานัปการ

ผงหอมล่อวิญญาณหาใช่ยาพิษ สำหรับสัตว์ปีศาจจำพวกอสูรภูผาแล้ว มันเปรียบเสมือนสุรารสเลิศ หากสูดดมเข้าไปมากก็จะเกิดอาการเสพติด

สรรพคุณวิเศษเช่นนี้ทำให้อสูรภูผาเจริญอาหารอย่างยิ่ง มันกลืนกินคนเป็นไปไม่น้อยจนท้องกาง แทบจะย่อยไม่ทัน บวกกับปริมาณผงหอมล่อวิญญาณที่มากโข อสูรภูผายิ่งวิงเวียนตาลาย จนเผลอระเบิดปราณปีศาจกระแทกผลึกปราณออกมา สติจึงค่อยฟื้นคืนมาได้บ้าง

ในขณะนั้นเอง เงาสีขาวหลายร่างก็ลอยละลิ่วเข้ามาดั่งพายุหมุน วนเวียนอยู่รอบกายของอสูรภูผา

เดิมทีเจ้าอสูรภูผาก็หงุดหงิดงุ่นง่านเพราะฤทธิ์ของผงหอมล่อวิญญาณอยู่แล้ว มันคำรามลั่น ฟาดฝ่ามือใส่เงาสีขาวเหล่านั้นอย่างแรง ทว่าเงาเหล่านั้นกลับกระจายตัวถอยหนีไปก่อนที่กรงเล็บคมกริบจะกวาดไปถึง

ลมเย็นพัดวูบหนึ่ง ฤทธิ์ของผงหอมล่อวิญญาณดูเหมือนจะกำเริบขึ้นมาอีก อสูรภูผาเริ่มอ่อนล้า ขี้เกียจขยับตัว บรรดาเงาสีขาวเหล่านั้นจึงฉวยโอกาสเข้าประชิดตัว ยื่นฝ่ามือคู่แทงใส่ปราณปีศาจคุ้มกายของอสูรภูผาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว

หุ่นกระดาษที่ลอยเข้ามาลงมือทันที ฝ่ามือที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าปะทะเข้ากับปราณปีศาจคุ้มกาย แสงวิญญาณคุ้มกายกับม่านพลังไร้รูปบดเบียดเข้าหากัน ทันใดนั้นก็เกิดการบีบอัดจนระเบิดเสียงดัง ‘ปุ’ ห้วงอากาศยุบตัวลง ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายไปทั่วทิศ

หุ่นกระดาษลอยละลิ่วออกมาคล้ายไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ร่างของอสูรภูผาสั่นไหว ราวกับตื่นจากภวังค์ ‘เมามาย’ ความโกรธแค้นเดือดพล่านดั่งน้ำต้ม ดวงตาทั้งสองแดงฉาน ร่างพุ่งทะยานไปข้างหน้า ไล่กวดเงาสีขาวที่ลอยกระจายออกไปอย่างสุดกำลัง

สัตว์ปีศาจตนนี้แม้ใต้ซี่โครงจะมีปีกเนื้อคู่หนึ่งงอกออกมา แต่มันมิอาจเหาะเหินเดินอากาศได้ ประกอบกับสิ้นเปลืองพลังไปมาก การเคลื่อนไหวจึงช้าลงเรื่อยๆ

เหล่าหุ่นกระดาษทำตัวราวกับแมวหยอกหนู ใบหน้ามีทั้งรอยยิ้มและความโศกเศร้า คอยล่อหลอกอสูรภูผาให้เคลื่อนลึกเข้าไปในหุบเขา ยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ จนได้ยินเพียงเสียงต้นไม้หักโค่นและเสียงคำรามของสัตว์ร้ายเท่านั้น

ฉีไป๋อีและสมาชิกพรรคอาชาพยศที่รอดชีวิตต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดนี้พิสดารเกินไป ภายในใจของพวกเขาแม้แต่ความยินดีที่รอดตายมาได้ก็ยังบีบเค้นออกมาไม่ได้

โฮก!

อสูรภูผาแหงนหน้าคำรามลั่นฟ้า ดวงตาส่องประกายวาวโรจน์ เส้นเลือดฝอยในม่านตาแดงเข้มขึ้น ทันใดนั้นมันก็อ้าปากกว้าง ลึกเข้าไปในปากที่ชุ่มโชกด้วยเลือดมีแสงสีแดงสว่างจ้า

ฟิ้ว! ผลึกปราณรูปทรงกะโหลกผลึกแดงถูกพ่นออกมาอีกครั้ง กลายเป็นกลุ่มแสงสีแดงเจิดจ้าบาดตา แม้อยู่ไกลก็ยากจะลืมตาขึ้นมอง บริเวณที่แสงกวาดผ่าน ใบหญ้าจะแห้งเหี่ยวและกลายเป็นเถ้าธุลีในทันที

หุ่นกระดาษลอยกระจายตัวออกไปกลางอากาศ มีเพียงตนเดียวที่ถูกผลึกปราณกระแทกจนระเบิดเป็นเศษเล็กเศษน้อย

ในเวลานี้ เหอผิงที่ซ่อนตัวควบคุมหุ่นกระดาษอยู่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกว่าแสงสีแดงนั้นแสบตาผิดปกติ และในจังหวะที่เปลวแสงเต้นเร่า เลือดลมในกายของเขาก็คล้ายจะเดือดพล่านขึ้นมา

‘เจ้าโง่!’

แสงเพลิงค่อยๆ หรี่ลง เหอผิงเบิกตากว้าง แอบแค่นหัวเราะในใจ อสูรภูผาตนนี้ช่างโง่เขลานัก หรือมันไม่รู้ว่าการพ่นผลึกปราณออกมา มีแต่จะสิ้นเปลืองปราณปีศาจที่ผนึกอยู่ในผลึกไปเป็นจำนวนมาก

ผลึกปราณนี้นับเป็นไม้ตายที่ร้ายกาจที่สุดของอสูรภูผาเขาเดียว พลังทำลายล้างน่าตื่นตะลึง ทว่าทุกครั้งที่ใช้จะต้องสิ้นเปลืองปราณปีศาจอย่างมหาศาล หากปราณปีศาจที่ผลึกปราณหมดลง ปราณปีศาจคุ้มกายบนร่างของมันก็จะเหือดแห้งตามไปด้วย ช่างเป็นการกระทำที่สิ้นคิดแท้ๆ

‘ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน สติปัญญาย่อมมีจำกัด หลังจากกลืนกินผงหอมล่อวิญญาณเข้าไปขนานใหญ่ สติสัมปชัญญะก็ไม่แจ่มใส พละกำลังถดถอย เคลื่อนไหวเชื่องช้า ซ้ำยังผลาญปราณปีศาจอันล้ำค่าไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีแต่ทางตายเท่านั้นรออยู่’

เหอผิงประเมินปริมาณปราณปีศาจที่หลงเหลือในกายของอสูรภูผาอยู่ตลอดเวลา หลังจากการหยั่งเชิงหลายครั้ง เขาก็ฟันธงได้ว่าอสูรภูผาไร้เรี่ยวแรงที่จะพ่นผลึกปราณออกมาโจมตีอีกแล้ว เมื่อสูญเสียที่พึ่งสุดท้ายนี้ไป อสูรภูผาตนนี้ก็ไม่มีโอกาสรอดชีวิตอีกต่อไป

หลังจากพ่นผลึกปราณออกมา อสูรภูผาก็หอบหายใจอย่างหนักหน่วง การเคลื่อนไหวเชื่องช้ายิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก

“อสูรภูผาเขาเดียวตนนี้ก็นับเป็นสายพันธุ์หายากในโลกหล้า หลังจากก่อเกิดผลึกปราณ มันก็ดูดซับปราณมารกะโหลกโลหิตจากธรณีทวารเข้าไปจนหมดสิ้น หล่อหลอมจนกลายเป็นปราณปีศาจผลึกปราณอันแปลกประหลาด”

ชือซินจื่อในชุดคลุมสีเขียวอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มแห่งความตื่นเต้น

“หากข้าได้ครอบครองผลึกปราณนี้ ข้าก็จะสามารถนำไปฝึกปรือวิชามารนอกรีตที่ร้ายกาจได้ ถึงเวลานั้นโอกาสที่จะแย่งชิงมรดกของตำหนักมารสามกำเนิดก็จะมีมากขึ้น”

กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็เกรงว่าเหอผิงจะกลับคำ จึงรีบเสริมว่า “แน่นอนว่าข้าจะรักษาคำมั่น นำคัมภีร์ฉบับไม่สมบูรณ์ของ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ มอบให้ถึงมือศิษย์น้อง”

“ตกลง” เหอผิงหลุบตาลง สีหน้าเรียบเฉย สองมือยังคงควบคุมให้อสูรภูผาเดินวนเวียนอยู่ที่เดิม

เขาต่อรองกับชือซินจื่อมาครึ่งค่อนวันกว่าจะตกลงเงื่อนไขกันได้ ผลึกปราณของอสูรภูผาเขาเดียวคงเป็นของดี ดูจากท่าทางกระวนกระวายของชือซินจื่อก็พอเดาออก แต่เขากลับสนใจ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ มากกว่า…

เพราะในทะเลจิตวิญญาณของเขา บนวิญญาณอีกดวงหนึ่ง ยังมีเงามืดที่ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ทิ้งเอาไว้หลงเหลืออยู่ เหอผิงรู้สึกว่าตนอาจทำอะไรบางอย่างกับมันได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รู้จากชือซินจื่อว่านั่นคือ ‘มารอาฆาต’ ที่ถูกสร้างขึ้นจาก ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’

“เจ้ามารอาฆาตตนนี้ ข้าใช้อาถรรพ์ความแค้นของคนตระกูลเฉิงนับร้อยชีวิตหล่อหลอมขึ้นมา ตอนที่เกิดเรื่องกับคอกม้าตระกูลเฉิง ข้าก็อยู่ในเหตุการณ์ อาศัยจังหวะที่พรรคอาชาพยศและพรรคฉางเฟิงเข่นฆ่าผู้คน แฝงตัวเข้าไปหล่อหลอมจนสำเร็จเป็นมารอาฆาตหนึ่งตน”

ชือซินจื่อยอมรับตามตรงว่ามารอาฆาตจำเป็นต้องอาศัยสายเลือดเครือญาติในการฝังราก ก่อนหน้านี้เขาฝากมารอาฆาตไว้ในตัวเฉิงอวี้เจียว รอจนเฉิงอวี้เจียวตาย มันก็จะย้ายไปสิงสู่ในร่างของทายาทสายเลือดตระกูลเฉิงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่อย่างเฉิงจื้อโดยอัตโนมัติ

“มารอาฆาตสามารถย้ายร่างไปมาระหว่างสายเลือดเครือญาติได้? อีกทั้งยังเติบโตแข็งแกร่งขึ้นด้วยการสะสมความเคียดแค้น?”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ มันก็กระตุ้นให้เหอผิงนึกไปถึงเฉิงอวี้เจียวที่กลายเป็นผีดิบหลังความตาย ทำให้ในใจเขาเกิดแผนการบางอย่างขึ้นมา

‘บางที เฉิงอวี้เจียวที่ถูกหลอมเป็นผีดิบ นอกจากจะใช้ทำธูปต่ออายุขัยแล้ว อาจยังมีประโยชน์ด้านอื่นอีก...?’

เขาขบคิดเรื่องเหล่านี้พลางตอบกลับชือซินจื่อไปว่า

“แต่เมื่อเทียบกับเรื่องตำหนักมารสามกำเนิดแล้ว ขอให้ศิษย์พี่ช่วยข้าจัดการเจ้าอสูรภูผาตนนี้ก่อนเถอะ นี่เป็นสิ่งที่ศิษย์พี่ชือซินจื่อรับปากข้าไว้ก่อนหน้านี้”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ย่อมได้อยู่แล้ว”

ชือซินจื่อไม่พูดพร่ำทำเพลง กระทืบเท้าขวาลงบนพื้น รองเท้าผ้าใบสีดำพื้นหนาส่งคลื่นสั่นสะเทือนไร้รูปทะลุผ่านผิวดินแทรกซึมลงไปในชั้นดิน

ด้วยการกระทำเช่นนี้ พื้นดินด้านหลังอสูรภูผาที่อยู่ห่างออกไปพลันแยกออก มังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงมุดดินโผล่ออกมาอย่างคล่องแคล่ว ลำตัวที่เป็นข้อปล้องต่อกันเป็นวงแหวนและเต็มไปด้วยเกราะเปลือกสีแดงพุ่งเข้าพันธนาการร่างมหึมาของอสูรภูผาเอาไว้

หุ่นเชิดรูปร่างตะขาบร้อยขานี้ทั่วร่างปกคลุมด้วยแสงวิญญาณคุ้มกาย รอยต่อของกลไกขบกันแน่น ส่งเสียงดัง ‘กึกกัก’

อสูรภูผาถูกรัดตรึงร่างแน่นหนาราวกับถูกแม่กุญแจเหล็กยักษ์ล็อกไว้ ทรวงอกขยายไม่ออก อากาศในปอดแทบจะถูกรีดออกมาจนหมดสิ้น กระดูกสันหลังและกระดูกสะบักเจ็บปวดราวกับจะแตกออก ราวกับว่าอวัยวะภายในกำลังจะถูกบีบทะลักออกมา

ยังนับว่าโชคดีที่ม่านปราณปีศาจคุ้มกายยังคงทำงาน แผ่แสงวิญญาณจางๆ ออกมาต้านทานแรงบีบอัดของแสงวิญญาณที่กดทับเข้ามาเป็นชั้นๆ มิฉะนั้นอสูรภูผาตนนี้หากไม่ถูกบดจนเป็นเนื้อเละ ก็คงกระดูกหักเส้นเอ็นขาด ตายอย่างน่าอนาถ

“ปราณปีศาจคุ้มกายที่อสูรภูผาตนนี้รวบรวมขึ้นมาใช่ว่าจะไร้เทียมทาน หากโจมตีแบบจุดทะลวงจุดย่อมยากจะฝ่าเข้าไป แต่หากเป็นการบีบรัดแบบแนบชิด พลังป้องกันย่อมลดทอนลง ประกอบกับมันผลาญปราณปีศาจไปมากเกินควร ปราณปีศาจคุ้มกายที่ผิวหนังถูกบั่นทอนไปหลายครั้ง ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงเหลือมาต้านทานมังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงของข้าได้อีก”

ชือซินจื่อหัวเราะอย่างน่าเกลียดน่ากลัว สะบัดแขนเสื้อกว้าง แสงสีทองหลายสายพุ่งวาบออกมา นั่นคือหัตถ์ผีแยกส่วน หัตถ์ผีเหล่านี้พุ่งมาจากทุกทิศทาง บ้างเหมือนแท่งเหล็กหรือลิ่มแหลมเจาะทะลุกระดูกสันหลังและแขนขา บ้างก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นปลอกเหล็กรัดคอและปากเอาไว้แน่น

เหอผิงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เพิ่งตระหนักว่าวิธีการใช้งานหัตถ์ผีแยกส่วนนั้นเรียกได้ว่าพลิกแพลงได้หลากหลายรูปแบบ

“หุ่นเชิดตะขาบร้อยขาของชือซินจื่อ รวมไปถึงหัตถ์ผีแยกส่วน ล้วนเป็นวิชาหุ่นเชิดที่ข้ายังเข้าไม่ถึง หากวันนี้ไม่ได้เขาลงมือช่วย ข้าคงต้องเสียเวลาอีกมากโขกว่าจะจัดการอสูรภูผาตนนี้ได้”

ในมือของเขาไม่มีหุ่นเชิดขนาดใหญ่ที่สามารถกดดันอสูรภูผาได้ซึ่งหน้า หากพึ่งพาเพียงหุ่นกระดาษและหุ่นเชิดไม้ปีศาจ ก็ทำได้เพียงค่อยๆ ตอดจนมันตายไปเอง เทียบไม่ได้เลยกับความง่ายดายที่ชือซินจื่อทำ

“ศิษย์น้อง หากเจ้าต้องการควักหัวใจอสูรภูผามาเพื่อทำพิธีเปลี่ยนหัวใจ ทางที่ดีควรควักออกมาตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ จะว่าไปแล้ว วิชาเพ่งเล็งทะลวงใจของสำนักเราเหมาะที่สุดสำหรับงานสกปรกเช่นนี้...”

ดูเหมือนชือซินจื่อตั้งใจจะโชว์ฝีมือต่อหน้าเหอผิง เขาค่อยๆ ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ จากนั้นกางมือออกราวกับจะไขว่คว้าอะไรบางอย่าง

“เพ่งเล็งทะลวงใจ?”

เหอผิงขมวดคิ้วเงยหน้ามอง เขาเห็นว่าระหว่างนิ้วทั้งห้าที่ยื่นออกมาของชือซินจื่อมีแสงสีเขียวจางๆ กะพริบไหว ในความว่างเปล่าราวกับมีเส้นด้ายที่มองไม่เห็นทอดยาวออกไป

“ฮึบ!”

ชือซินจื่อกำมือกระชากอย่างรวดเร็ว อสูรภูผาที่อยู่ไกลออกไปกรีดร้องโหยหวน บาดแผลเก่าที่เป็นรอยประทับตรงตำแหน่งหัวใจกลางหน้าอกปริแตก เสียงดัง ‘ปัง’ พลันระเบิดเป็นรูเลือดโพลง

ภาพในสายตาของเหอผิงพร่ามัวไปวูบหนึ่ง บนฝ่ามือของชือซินจื่อที่อยู่ตรงหน้า ปรากฏก้อนเนื้อสีแดงสดขนาดใหญ่ที่เปียกชุ่ม ก้อนเนื้อขนาดเท่าผลมะพร้าวนั้นยังคงเต้น ‘ตุบ...ตุบ…’ อย่างน่าหวาดเสียว

“ศิษย์น้องเหอ นี่คือหัวใจปีศาจที่เจ้าต้องการ”

ภายใต้หน้ากากนกเค้าแมว มุมปากของชือซินจื่อแสยะยิ้มบิดเบี้ยว

จบบทที่ บทที่ 46 เพ่งเล็งทะลวงใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว