- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 43 ร่วมมือ (2)
บทที่ 43 ร่วมมือ (2)
บทที่ 43 ร่วมมือ (2)
การที่ชือซินจื่อเอ่ยถึงชามกระดูกโขมยอายุขัยขึ้นมาก่อนนั้น กระตุ้นความสนใจของเหอผิงได้จริงๆ
“ชามกระดูกขโมยอายุขัยใบนั้นมีที่มาไม่ธรรมดา แต่สำหรับศิษย์พี่แล้ว นอกจากมันจะขโมยอายุขัยของผู้อื่นได้ มันก็ไม่มีความพิเศษอันใด หากศิษย์น้องเหอสนใจ จะรับช่วงต่อก็ไม่ว่ากัน”
ชือซินจื่อกล่าวตามตรงว่า “เพียงแต่ชามกระดูกขโมยอายุขัยนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ก่อนหน้านั้น ศิษย์พี่คงต้องขอยืมใช้สักหน่อย ศิษย์น้องเห็นว่าอย่างไร?”
เหอผิงหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน
เขาตระหนักได้ว่าชือซินจื่อกำลังอุบไต๋ หรือจะเรียกว่าหย่อนเหยื่อล่อก็ไม่ผิด เห็นได้ชัดว่าต้องการล่อให้เขาติดกับ แต่เพื่อหยั่งเชิงอีกฝ่าย เขาจึงรับลูกต่อ
“ชือซินจื่อ ชามกระดูกขโมยอายุขัยข้าต้องได้มันมาแน่ เจ้าอย่าได้เล่นลูกไม้อันใดเชียว?”
“แต่ศิษย์น้อง เจ้ารู้ความเป็นมาของชามใบนี้จริงๆ หรือ?”
ชือซินจื่อถามย้ำกลับไป
“คอกม้าตระกูลเฉิงมีชื่อเสียงเลื่องลือ เหตุใดเจ้าเมืองเซิ่งแห่งเมืองซุ่ยอันถึงต้องการฆ่าล้างตระกูลเฉิง? บรรพบุรุษตระกูลเฉิงได้ชามกระดูกใบนี้มาได้อย่างไร? แล้วแท้จริงชามกระดูกใบนี้มีที่มาจากไหน? เจ้าไม่รู้สึกแปลกใจบ้างรึ?”
“เจ้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่?”
เหอผิงถามเสียงขรึม
“ศิษย์น้อง เจ้าคงรู้จัก ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ของตำหนักมารสามกำเนิด เล่าลือกันว่าวิชานี้กับ ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ของสำนักหุ่นเชิดเซียนเรา จัดเป็นหนึ่งในสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ยิ่งไปกว่านั้นหากวัดกันตามลำดับแล้ว ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ยังอยู่เหนือกว่า ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ โดยจัดอยู่ในสิบอันดับแรก ส่วน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ นั้นด้อยกว่าเล็กน้อย รั้งอยู่ในอันดับที่สิบหก”
พอชือซินจื่อพูดเช่นนี้ เหอผิงก็เริ่มสนใจขึ้นมาอย่างมาก
“สามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา?”
“ถูกต้อง นับแต่มหาภัยพิบัติเทพและมนุษย์ในตำนานยุคบรรพกาล ฟ้าดินผืนนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาด ในยุคสมัยอันยาวนาน เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรของสำนักต่างๆ ในโลกกว่าครึ่งได้ขาดช่วงไป มรรคาโบราณก็ค่อยๆ สูญหาย”
“คนรุ่นหลังที่มีปณิธานแรงกล้าได้หยั่งรู้มรรคาสวรรค์ ใช้ปัญญาอันยิ่งใหญ่และความเพียรพยายามอย่างที่สุด บัญญัติสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่สอดคล้องกับโลกยุคนี้ขึ้นมา และทั่วทั้งใต้หล้า มันก็มีเพียงสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคานี้เท่านั้นที่สามารถบรรลุมรรคาได้”
ชือซินจื่อเผยข้อมูลอันน่าตื่นตะลึงหรือจะเรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งก็ว่าได้
“ฟังจากความหมายของเจ้า หรือว่า... มีเพียงสามสิบหกเคล็ดวิชานี้เท่านั้น ที่จะทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรเข้าสู่มรรคาได้?”
เหอผิงประหลาดใจยิ่งนัก
“ใช่แล้ว สามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาคือหนทางเดียวที่ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกจะสามารถเข้าสู่มรรคาได้ หากละทิ้งสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคานี้ไป มันก็ไม่มีหนทางอื่นใดที่จะสร้างรากฐานแห่งมรรคผล และบรรลุสู่หนทางอันยิ่งใหญ่ได้อีก”
คำพูดนี้ของชือซินจื่อทำให้เหอผิงยิ่งสงสัย เขาอดไม่ได้ที่จะถามแย้งกลับไป “เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีหนทางอื่นนอกเหนือจากสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคานี้ ผู้บำเพ็ญเพียรในใต้หล้ามีมากมาย มันจะไม่มีใครบัญญัติเคล็ดวิชาที่สามสิบเจ็ดหรือสามสิบแปดขึ้นมาได้เชียวหรือ?!”
ชือซินจื่อหัวเราะร่า
“ย่อมไม่มีความเป็นไปได้เช่นนั้น สามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาคือที่สุดของการโคจรแห่งมรรคาสวรรค์ เป็นสามสิบหกหนทางที่สอดคล้องกับฟ้าดินผืนนี้ที่สุดแล้ว ประดุจวัฏจักรแห่งดวงดารา ไม่เพิ่มและไม่ลด ต่อให้พระพุทธองค์ลงมาจุติ หรือปรมาจารย์เต๋าถือกำเนิดใหม่ ก็ไม่อาจบัญญัติเคล็ดวิชาใหม่ขึ้นมาได้... ทว่าหากเป็นการล้มล้างแล้วตั้งใหม่ ใช้เคล็ดวิชาใหม่แทนที่เคล็ดวิชาเก่า ดั่งราชวงศ์เก่าล่มสลาย ราชวงศ์ใหม่สถาปนา เช่นนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
ต้องยอมรับว่าถ้อยคำเหล่านี้บรรจุข้อมูลมหาศาล หลังจากเหอผิงฟังจบ เขาก็ตกอยู่ในห้วงความคิดชั่วครู่ อย่างไรเสีย เขาก็ต้องใช้เวลาในการย่อยข้อมูลเหล่านี้
‘เคล็ดวิชาในใต้หล้ามีเพียงสามสิบหก ช่างเป็นเรื่องเล่าที่น่าประหลาดใจจริงๆ แต่ฟังจากคำพูดของชือซินจื่อ เรื่องนี้คงยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอีกไม่น้อย…’
ความคิดนับไม่ถ้วนแล่นผ่านในชั่วพริบตา เหอผิงก็ตัดสินใจได้
“ตำราเล่มนี้ข้ารับไว้แล้ว เรื่อง ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ และความเป็นมาของชามกระดูกนั่น ข้าเองก็สนใจอยู่มาก แต่หากศิษย์พี่ต้องการร่วมมือกับข้า เจ้าคงจำเป็นต้องแสดงความจริงใจออกมาให้เห็นเสียหน่อย”
ภายใต้หน้ากากนกเค้าแมว สีหน้าของชือซินจื่อฉายแววไม่พอใจ เขาถือว่าตนเองแสดงความจริงใจมากพอแล้ว แต่เหอผิงกลับไม่รู้จักกาลเทศะ หรือคิดจะแตกหัก ให้ปลาตายตาข่ายขาด สู้กันต่อไปจริงๆ
‘เดี๋ยวก่อน คนผู้นี้มีลางบอกเหตุโลหิตรั่วไหล สิ่งที่เขากังวลที่สุดตอนนี้คงไม่ใช่ชามกระดูกขโมยอายุขัย แต่เกรงว่าจะเป็นเจ้าอสูรภูผาเขาเดียวในป่านั่น…’
เพียงแต่ความคิดเขาหมุนเร็ว เพียงชั่วครู่ก็นึกถึงจุดประสงค์ที่เหอผิงมายังขุนเขาซื่อติ่งแห่งนี้ได้
“ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์น้องหมายถึงเจ้าอสูรภูผาตัวนั้น หากต้องการความช่วยเหลือ ศิษย์พี่ก็ไม่ตระหนี่ที่จะลงมือ…”
“เช่นนั้นก็ดี”
เกี้ยวที่เหอผิงนั่งอยู่ลอยขึ้นจากพื้นไม่กี่นิ้ว ร่างของหุ่นกระดาษที่หามเกี้ยวขยับไหวราวกับล่องลอย มันกลับหัว แล้วพาเกี้ยวกระดาษเคลื่อนที่ไปยังทิศทางหนึ่ง
หุ่นกระดาษตัวอื่นๆ ก็ทยอยติดตามเกี้ยวไป ร่างเงาอันน่าสะพรึงกลัวแต่ละร่างมุ่งหน้าไปตามทางเดินสัตว์ที่เต็มไปด้วยหญ้ารกชัฏ
“ถ้าอย่างนั้น เชิญศิษย์พี่มาพร้อมกับข้าเลย!”
เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังออกมาจากเกี้ยวกระดาษ
“ย่อมได้”
ชือซินจื่อตบลงบนตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงที่นั่งอยู่ ตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงอ้าปากกว้าง กลืนกินเฉิงจื้อที่สิ้นสติไปในคำเดียว จากนั้นจึงชูหัวขึ้นสูง
ต่อมา หุ่นเชิดร้อยขาก็เลื้อยส่ายลำตัว แหวกว่ายในอากาศอย่างคล่องแคล่ว ติดตามร่องรอยของเกี้ยวกระดาษไปติดๆ
…
ภายในป่าดงพงไพร เหยียนเหล่าเอ้อร์ลากขาที่บาดเจ็บวิ่งหนีมาได้หลายลี้ ตอนนี้เขาทั้งเหนื่อยทั้งล้า หลังจากวิ่งหนีสุดชีวิตมาพักใหญ่ ในที่สุดเรี่ยวแรงก็หมดลง ทรุดตัวนั่งลงข้างทางอย่างหมดสภาพ
เหยียนเหล่าเอ้อร์กัดฟัน กำดาบสั้นในมือไว้แน่น ดาบตัดอาชาคู่ชีพที่ใช้ทำมาหากินถูกทิ้งไปแล้ว เขาโยนมันทิ้งไว้ในป่า ลากขาขวาที่บาดเจ็บเดินกะเผลกมาได้ครึ่งลี้ จนสุดท้ายก็ก้าวขาไม่ออกอีกต่อไป
“มะ... ไม่ได้ ถ้าไม่หนี เจ้านั่นต้องตามมาทันแน่!”
เขาตะเกียกตะกายพยายามจะลุกขึ้น แต่ใครจะคาดคิดว่าจู่ๆ ก็มีเสียงอันน่าสยดสยองดังมาจากด้านหลัง
“หนีสิ เจ้าหนีต่อไปสิ”
ความหนาวเหน็บแล่นจากฝ่าเท้าพุ่งขึ้นสู่สมอง
เหยียนเหล่าเอ้อร์ได้ยินเสียงนี้ เขาก็หันขวับกลับไปมองด้วยความหวาดกลัว
ภายใต้แสงจันทร์ เงาร่างสูงใหญ่กำยำร่างหนึ่งกำลังก้าวย่างเข้ามา เขาเดินลากดาบ ปลายดาบชี้ลงพื้น หยดเลือดไหลรินไปตลอดทาง
คนผู้นี้มีใบหน้าแดงคล้ำ แขนขวาขาดหายไป มือซ้ายกำดาบแน่น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือดฉายแววเคียดแค้นดุจไฟบรรลัยกัลป์ ดวงตาสีแดงฉานจ้องเขม็งมาที่เหยียนเหล่าเอ้อร์
“เจ้าคนชั่ว! เจ้าทำพี่น้องข้าตายตกไปทีละคน สิบสามอาชาเหินเมฆาต้องถูกลบชื่อไปจากใต้หล้าเพราะเจ้า หนี้เลือดครั้งนี้หากไม่แล่เนื้อถลกหนังเจ้าเป็นหมื่นชิ้น ข้าจะตายตาหลับได้อย่างไร!”
ผู้มาเยือนคือหม่าหมิงเซิง ตอนที่อสูรภูผาเขาเดียวปรากฏตัว เขาและคนอื่นๆ ในกลุ่มสิบสามอาชาเหินเมฆาพยายามขัดขวางสุดกำลัง แต่ใครจะคาดคิดว่าเจ้าสัตว์ปีศาจตนนั้นจะดุร้ายถึงเพียงนี้
สิบสามอาชาเหินเมฆากรูกันเข้าไป แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเอาไข่ไปกระทบหิน หรือตั๊กแตนขวางรถศึก
จริงอยู่ว่าความกล้าหาญบ้าบิ่นนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่น่าเสียดายที่ต่อหน้าสัตว์ปีศาจตนนั้น พวกเขาก็เปราะบางราวกับกระดาษ ชั่วพริบตาก็ถูกมันฉีกกระชาก บิดแขนขา บดขยี้กะโหลก ตายอย่างน่าอนาถยิ่งนัก
หม่าหมิงเซิงหวนนึกถึงสภาพศพของสหายทั้งสิบสอง ก็ทั้งโศกเศร้าทั้งเคียดแค้นถึงขีดสุด
“ต่อให้ข้ารักษาชีวิตรอดมาได้ แต่จะเอาหน้าไปพบนายท่านได้อย่างไร... เฮ้ย! เจ้าโจรชั่ว รีบบอกมาเดี๋ยวนี้ ว่าใครเป็นคนบงการเจ้าอยู่เบื้องหลัง”
ดาบกล้าในมือสั่นไหว ส่งเสียงแหวกอากาศแหลมคม
วูบ!
ลมเย็นยะเยือกพัดวูบมาจากป่าไกลๆ ฝูงกาที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ต่างกระพือปีกบินหนีด้วยความตื่นตระหนก หม่าหมิงเซิงสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร จึงหันขวับกลับไปทันที
เป่ง!
เสียงเหมือนสายพิณขาดสะบั้น ความว่างเปล่าพลันปรากฏเงาสลัวเงาหนึ่ง ยืดขยายออกมาจากในป่าหลายสิบจั้ง วาดเป็นเส้นโค้งอันสมบูรณ์แบบ
“ใคร!”
เสียงยังไม่ทันหลุดจากปาก หม่าหมิงเซิงพลันรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ ทัศนวิสัยหงายวูบลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาสะท้อนภาพท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิด
“ข้า... ตาย... แล้ว!”
ปราณดาบตาข่ายเร้นลับสำแดงเดช ศีรษะของหัวหน้ากลุ่มสิบสามอาชาลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศ ในจังหวะที่กำลังจะตกลงสู่กอหญ้ารกทึบ เงาสีขาวเงาหนึ่งก็พุ่งเข้ามา ใช้สองมือคว้าศีรษะนั้นไว้
“ตัวอะไร…”
เหยียนเหล่าเอ้อร์ตกใจแทบสิ้นสติ คำพูดสุดท้ายยังพูดไม่ทันจบ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นเพ่งมอง ดวงตาก็เบิกกว้าง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว
ที่แท้ผู้ที่อุ้มศีรษะของหม่าหมิงเซิงอยู่คือหุ่นกระดาษตัวหนึ่ง หุ่นตัวนั้นมีใบหน้าซีดขาว วาดลวดลายเป็นสีหน้าโศกเศร้า แต่เพราะฝีแปรงที่วาด กลับให้ความรู้สึกตลกขบขันเสียมากกว่า
“สิบสองศพ นี่คือศพที่สิบสอง…”
ทันใดนั้นเอง ภายใต้แสงจันทร์ ร่างสีขาวซีดกว่าสิบร่าง ล้อมหน้าล้อมหลังเกี้ยวกระดาษหลังหนึ่ง กำลังลอยตรงมายังทิศทางนี้
ในขณะที่เกี้ยวร่อนลงพื้น เงาสีแดงฉานกลุ่มหนึ่งก็เลื้อยยาวราวกับแถบผ้า พลิ้วไหวอยู่ระหว่างยอดไม้ ก่อนจะพุ่งลงมาจากอีกทิศทางหนึ่ง
เหยียนเหล่าเอ้อร์เห็นชัดเต็มสองตา นั่นคือตะขาบยักษ์เกล็ดแดง บนหัวตะขาบมีคนชุดเขียวนั่งอยู่ สวมหน้ากากนกเค้าแมวแกะสลักที่มีจงอยปากยาวราวกับวิหคปีศาจ
“ศิษย์น้อง เจ้าใช้ดาบตาข่ายเร้นลับสังหารหม่าหมิงเซิงแห่งสิบสามอาชาเหินเมฆา เมื่อครู่ข้านับซากศพได้สิบเอ็ดศพ รวมกับหม่าหมิงเซิงคนนี้ก็ยังขาดไปอีกหนึ่ง”
ชือซินจื่อลูบหน้ากากนกเค้าแมวบนใบหน้า กวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอื่น จึงเอ่ยถึงที่มาของสิบสามอาชาเหินเมฆา
“น่าจะเป็นฉีฮุ่ยอิงที่อยู่ลำดับห้า ข้าเคยพบคนผู้นั้นครั้งหนึ่ง”
เหอผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยจากในเกี้ยว
“นางน่าจะฉวยโอกาสหนีไปแล้ว”
“สิบสามอาชาเหินเมฆาเป็นคนของตำหนักทวิสุริยัน ปล่อยให้หนีไปไม่ได้ มิฉะนั้นหากนางแพร่งพรายเรื่องราวออกไปแม้คำเดียว ย่อมเป็นผลเสียต่อพวกเราอย่างยิ่ง”
ชือซินจื่อรีบกล่าวเตือน
“เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว”
เหยียนเหล่าเอ้อร์ที่ขดตัวอยู่ในมุมมืดได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง เขาก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลพรากทั่วร่าง
“จะกำจัดสิบสามอาชาเหินเมฆา เรื่องลับๆ แบบนี้พวกท่านสองคนจะพูดออกมาดังๆ ทำไมกัน นี่มันตั้งใจจะฆ่าปิดปากชัดๆ... ข้านี่มันซวยจริงๆ!”
อีกด้านหนึ่ง เหอผิงฟังจากน้ำเสียงของชือซินจื่อ ก็จับได้ว่า ‘ศิษย์พี่’ ผู้นี้หวาดเกรงตำหนักทวิสุริยันเป็นอย่างมาก
“แต่ศิษย์พี่ไม่ต้องกังวล ตราบใดที่นางยังอยู่ในเขตขุนเขาซื่อติ่ง นางก็ไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือข้าไปได้ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นเจ้าอสูรภูผาเขาเดียวนั่น”
เขาเอ่ยอย่างใจเย็น ราวกับคาดการณ์ทุกอย่างไว้แล้ว
“ข้ายังวางแผนสำรองไว้อีก เพียงพอที่จะทำให้เจ้าอสูรภูผาอ่อนแรงลงไปหลายส่วน ประเดี๋ยวคงต้องรบกวนศิษย์พี่ลงมือปิดฉากแล้ว”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา”
ชือซินจื่อพยักหน้า ภายใต้หน้ากากนกเค้าแมว นัยน์ตาสีเหลืองแกมเขียวอันชั่วร้ายก็เบนไปยังทิศทางของเหยียนเหล่าเอ้อร์
“แล้วคนผู้นี้เล่า? จะฆ่าปิดปากเสียแต่เนิ่นๆ เลยหรือไม่”
มุมปากของคนชุดเขียวเผยรอยยิ้มอำมหิต
เหยียนเหล่าเอ้อร์ได้ยินดังนั้น ร่างกายก็สั่นระริกราวกับลูกนกตกน้ำ รู้ตัวว่าคงยากจะรอดพ้นเคราะห์กรรม
ทันใดนั้น พลุสัญญาณดอกหนึ่งก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าไกลลิบ
“สัญญาณมาแล้ว” เสียงที่เจือความตื่นเต้นเล็กน้อยของเหอผิงดังออกมาจากในเกี้ยว
“กลุ่มอื่นที่เข้าภูเขามา ปะทะกับเจ้าอสูรภูผาตัวนั้นแล้ว!”