- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 41 สำนักหุ่นเชิด ‘หลอมกู่’
บทที่ 41 สำนักหุ่นเชิด ‘หลอมกู่’
บทที่ 41 สำนักหุ่นเชิด ‘หลอมกู่’
ท่ามกลางป่าทึบ หลังจากเหอผิงอาศัยหุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัยหลบหนีออกมาได้ เขาก็พาหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษของตนรีบรุดกลับมาด้วยกัน
ศึกที่ศาลบรรพชนในค่ายวิญญาณเร่ร่อน ทำให้หุ่นกระดาษเสียหายไปหลายตัว แต่ก็ยังเหลือรอดอยู่ไม่น้อย บวกกับเหอผิงได้เร่งซ่อมแซมไปบ้างแล้ว หุ่นกระดาษกลุ่มนี้จึงยังพอรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้
“จัดตั้งค่ายกล!”
เหอผิงนั่งอยู่ภายในเกี้ยว เพียงปลายนิ้วขยับไหว เหล่าหุ่นกระดาษก็จัดกระบวนทัพ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างปรีดาปรากฏขึ้นที่แถวหน้า
“ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่”
บนใบหน้าของหุ่นกระดาษหน้ายิ้มมีเพียงรอยแยกโค้งงอสามเส้น ก่อเกิดเป็นใบหน้ายิ้มที่ดูตลกขบขันทว่าเรียบง่าย
เปลวเพลิงสีเขียวมรกตในโคมไฟที่หุ่นกระดาษหน้ายิ้มถืออยู่นั้นสั่นไหว เสียงหัวเราะอันน่าขนลุกดังลอดผ่านแมกไม้ ชือซินจื่อได้ยินเสียงหัวเราะนี้ จิตใจก็พลันหงุดหงิดกระวนกระวาย กิเลสขุ่นมัวเอ่อล้น เขาตระหนักได้ว่านี่คือความร้ายกาจของวิชาหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ
“บัดซบ เจ้านี่กระทั่งวิญญาณคำสาปก็ยังหลอมสร้างออกมาได้ ของพรรค์นี้เชี่ยวชาญการปั่นป่วนสติปัญญา ทิ่มแทงดวงจิต... มารดาเถอะ เจ้าเด็กนี่ทำไมถึงร้ายกาจเพียงนี้! เจ้าเฒ่าผีอู๋โหยวเซิงซุกซ่อนวิชาไว้ หรือว่าเจ้าห้านี่จะมีพรสวรรค์ในวิชาหุ่นเชิดสูงส่งกว่าข้า!”
เวลานี้ชือซินจื่อสัมผัสได้ถึงความอัดอั้นตันใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาถือดีว่าตนเข้าสำนักก่อน ‘ศิษย์น้องห้า’ ผู้นี้ ทั้งยังทุ่มเทศึกษาวิชาอย่างหนัก แต่ยามนี้กลับตกเป็นรองในการประลองกับ ‘ศิษย์น้อง’ ผู้นี้เสียได้
เคล็ดวิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียนนั้นให้ความสำคัญกับพรสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าอยากฝึกก็ฝึกได้ เดิมทีชือซินจื่อหลงคิดว่าตนเองมีพรสวรรค์เป็นเลิศ คาดไม่ถึงเลยว่าจะมีผู้ที่มีคุณสมบัติเหนือล้ำกว่าตนเอง
ภายในใจของชือซินจื่อทั้งริษยาทั้งเคียดแค้น ประกอบกับเสียท่าในการประลองปะมือไปหลายหน ความรู้สึกอัปยศอดสูเช่นนี้ ราวกับมดนับร้อยกัดกินหัวใจ ทำให้จิตใจของเขาสั่นคลอน อารมณ์ยากจะข่มกลั้น
สถานการณ์ไม่สู้ดี!
ลำคอพลันตีบตัน เขารีบใช้มือขวาที่เป็นแขนเทียมซึ่งต่อติดใหม่กำหมัดแน่น ใช้หลังมือปิดปาก ข่มกลั้นโลหิตที่ทะลักขึ้นมาถึงลำคอให้กลับลงไป
‘ไม่ถูกต้อง อารมณ์ของข้าเหตุใดจึงหลุดการควบคุมเพียงนี้ หรือว่าเป็นเพราะบาดเจ็บจนสูญเสียแก่นโลหิต จึงได้รับผลกระทบจากวิญญาณคำสาป… จะประมาทมิได้…’
ยังดีที่ชือซินจื่อก็เป็นเสือเฒ่าแห่งยุทธภพ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนออก ลอบใช้ ‘วิชาเตาหลอมกายา’ อันเป็นวิชาฝึกปรือภายในสี่กายห้าสัมผัสของสำนักหุ่นเชิดเซียนมาสงบจิตใจที่ฟุ้งซ่าน ทันใดนั้นเพียงแค่ความคิดเคลื่อนไหว ดวงตาของเขาก็ปรากฏภาพนิมิตประหลาดของตะวันจันทราผลัดเปลี่ยน ดวงดาราโคจร จิตใจจึงกลับมาสงบนิ่ง
ความเปลี่ยนแปลงในจิตใจเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แทบจะในเวลาเดียวกัน ชือซินจื่อสะบัดมือวูบ ยันต์วิเศษหลายแผ่นพุ่งแหวกอากาศออกไป ทว่ามิได้พุ่งเข้าหาศัตรู กลับเปลี่ยนทิศไปตกบนต้นไม้ใหญ่เสียดฟ้าที่อยู่ด้านข้างแทน
ตูม!
พลังคำสาปจุดชนวนยันต์ราวกับเปลวเพลิง ลวดลายยันต์ที่วาดด้วยหมึกสีแดงฉานราวกับลายเส้นภูตผีบนกระดาษยันต์เหล่านั้นลุกไหม้ขึ้นในพริบตา กระดาษยันต์พลันแผ่ไอสีดำทะมึนออกมา
ฉับพลัน ต้นไม้ใหญ่เหล่านั้นก็สั่นสะท้าน แมลงพิษและตัวต่อประหลาดขนาดเท่าหัวแม่มือมุดออกมาจากลำต้น
ตัวต่อประหลาดนับพันเปลี่ยนต้นไม้โบราณให้กลายเป็นรังขนาดยักษ์ เจาะรูนับไม่ถ้วนบนลำต้น พลังปราณของต้นไม้ถูกช่วงชิงไปจนหมดสิ้น รากเหง้าเหี่ยวเฉา ใบเขียวเต็มต้นคล้ายถูกสูบพลังชีวิตไปจนเกลี้ยง เปลี่ยนจากเขียวขจีเป็นเหลืองกรอบดั่งใบไม้แห้งในชั่วพริบตา ร่วงหล่นเกลื่อนกลาดตามสายลม
นี่เป็นวิชายันต์อันชั่วร้ายอีกแขนงหนึ่ง สืบทอดมาจากวิชาลับของตำหนักมารสามกำเนิดที่ล่มสลายไปนานแล้ว เฉกเช่นเดียวกับยันต์หนอนปีศาจกัดกินกระดูกมาร ล้วนเป็นวิธีการใช้วิชาพิสดารโดยการช่วงชิงอายุขัยและกัดกินชีวิต
ตัวต่อประหลาดเหล่านี้รวมตัวกันเป็นเมฆดำทะมึน บินฮือตรงไปยังเกี้ยวกระดาษที่เหอผิงนั่งอยู่ แต่ยังบินไปไม่ทันถึงครึ่งทาง หุ่นกระดาษที่ยืนอยู่แถวหน้าก็สั่นโคมไฟกระดาษ เปลวเพลิงสีเขียวปะทุออกมา กลายสภาพเป็นอสรพิษเพลิงหลายสาย พุ่งเข้าใส่กลุ่มเมฆดำนั้น
เพลิงคำสาปนี้ไร้ซึ่งความร้อน มันกลับเย็นเยียบผิดปกติ ทว่าสำหรับตัวต่อประหลาดเหล่านี้กลับยากจะต้านทาน ล้วนถูกแสงไฟหลอมละลายจนตาย ตัวต่อทมิฬรูปร่างประหลาดนับพันร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง ‘ซ่าซ่า’ กลุ่มเมฆดำไม่อาจทรงตัวได้ แตกกระเจิงไปในทันที
‘น่าเสียดายนัก ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ข้าได้มาเพียงเศษเสี้ยว วิชาต่างๆ ในนั้นก็ยังฝึกปรือไม่สมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องมาติดขัดทำอะไรไม่ถนัดมือเช่นนี้!’
ภายนอกชือซินจื่อดูไม่ยี่หระ แต่ในใจอดทอดถอนใจมิได้ เท้าขวากระทืบลงบนพื้นอย่างแรง ทันใดนั้นพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมังกรดินพลิกตัว ฝุ่นทรายและดินระเบิดออก แยกออกเป็นหลุมขนาดใหญ่
ในวินาทีถัดมา เงาสีแดงฉานร่างหนึ่งก็พุ่งทะลุออกมาจากใต้ดิน สิ่งนั้นมีลำตัวเป็นปล้องเปลือกแข็งเรียงต่อกัน ขาที่คมกริบราวกับใบมีดนับสิบข้างที่ด้านข้างขยับไหว มันคือตะขาบยักษ์ตัวหนึ่ง
“มังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดง?”
เหอผิงที่อยู่ในเกี้ยวจำได้ในทันที ตะขาบยักษ์ตัวนี้มิใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นหุ่นเชิดชนิดหนึ่ง นามของมันคือมังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดง
มังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงมีบันทึกอยู่ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ร่างกายปกคลุมด้วยชั้นเกราะเหล็กเกล็ดแดง ยืดหดได้ดั่งใจ ทั้งยังสามารถมุดดินเคลื่อนที่ได้ เป็นหุ่นเชิดที่ร้ายกาจยิ่งนัก
ขาทุกข้างของตะขาบร้อยขานี้คมกริบดุจใบมีดเหล็กกล้า ความยาวตลอดลำตัวเกือบสองจั้ง ทันทีที่มุดขึ้นมาจากดิน ทั่วร่างก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ลวดลายปีศาจที่สลักเสลาบนเกราะแดงเปล่งประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ
ต่อมา ได้ยินเสียงกลไกสั่นสะเทือน ลวดลายจำนวนนับไม่ถ้วนสว่างวาบขึ้น ได้ยินเพียงเสียง ‘วูบ’ ดังประหลาด ปล้องลำตัวทุกปล้องของตะขาบยักษ์ร้อยขาก็ลอยตัวขึ้น มันถึงกับลอยตัวขึ้นจากพื้นดินได้
“เจ้านี่สามารถใช้แรงแม่เหล็กปฐพี ทำให้เคลื่อนที่บนพื้นดินได้อย่างรวดเร็ว…”
แววตาของเหอผิงฉายแววหวาดหวั่นเพิ่มขึ้นหลายส่วน เขาเพิ่งจะเตรียมสั่งการให้หุ่นกระดาษจัดค่ายกลใหม่เพื่อป้องกันการโจมตีของตะขาบยักษ์เกราะแดง ทางด้านชือซินจื่อก็ลุกขึ้นยืนพรวด ร่างกายวูบไหวไปปรากฏอยู่บนหัวของตะขาบยักษ์
“ไม่สู้แล้ว ไม่สู้แล้ว…”
ชือซินจื่อสะบัดแขนเสื้อโบกมือไปมา กล่าวด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายว่า “ข้าว่านะศิษย์น้อง หากเราสองคนยังสู้กันต่อไป มันก็คงยากจะรู้ผลแพ้ชนะในเวลาอันสั้น ข้าเห็นว่าเลิกรากันเท่านี้จะเป็นการดีกว่า!”
“เลิกรากันเท่านี้จะเป็นการดีกว่า?”
เหอผิงได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงเย็น
“เจ้าคือชือซินจื่อ อยู่ดีๆ ก็มาตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้า ตอนนี้กลับมาบอกว่า ‘เลิกรากันเท่านี้จะเป็นการดีกว่า’ เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหลอกง่ายนักหรือ?”
“ศิษย์น้อง พวกเราต่างก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรในสำนักหุ่นเชิดเซียน มิใช่ปุถุชนทางโลก จะมามัวห่วงหน้าตาต่อสู้ฟาดฟันกัน เพียงเพื่อเอาชนะคะคานกันนิดๆ หน่อยๆ จนต้องแลกด้วยชีวิตไปไย…”
ชือซินจื่อนั่งลงอย่างเปิดเผย เดิมทีเขาก็เป็นคนมีเหตุผล เมื่อพบว่าการต่อสู้กับเหอผิงนั้นยากจะมีโอกาสชนะ เขาจึงเปลี่ยนความคิด
“ช่างเถอะๆ เรื่องนี้ข้าเองก็มีส่วนผิด ขออภัยศิษย์น้องเหอก่อนเลยแล้วกัน จริงอยู่ว่าเรื่องนี้ศิษย์พี่ทำไม่ถูกต้อง แต่เจ้าก็อย่าได้เก็บไปใส่ใจนัก... เกี่ยวกับเรื่องของเจ้า ศิษย์พี่ผู้นี้จะมอบค่าชดเชยที่เหมาะสมให้ รับรองว่าเจ้าต้องพอใจแน่นอน”
เดิมทีเหอผิงคิดว่าเจ้านี่กำลังผายลม แต่เมื่อได้ยินชือซินจื่อเอ่ยคำว่า ‘ศิษย์น้องเหอ’ ออกมา สีหน้าภายใต้หน้ากากก็พลันเปลี่ยนไป
‘เจ้าชือซินจื่อนี่ รู้ตัวตนของข้าจริงๆ งั้นรึ? แต่ก็นะ ฐานะศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียนของข้าปิดบังคนอื่นได้ไม่ยาก แต่หากชือซินจื่อตั้งใจสืบเสาะ คิดจะปิดบังเขาก็คงไม่ง่าย ยิ่งกว่านั้นยังมีเฉิงจื้ออยู่อีกคน ความลับเรื่องตัวตนรั่วไหลก็เป็นแค่เรื่องของเวลา…’
ความคิดหมุนวน เหอผิงมิได้หวั่นไหวเพราะตัวตนถูกเปิดเผย ชั่วพริบตาก็ปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติ
เขาเอ่ยถามต่อว่า “ชือซินจื่อ เจ้าพูดพล่อยเช่นนี้ ไม่กลัวข้าฆ่าปิดปากหรือไร”
“ศิษย์น้องเหอผิง”
ชือซินจื่อหัวเราะหึหึ กล่าวว่า “ตัวเจ้าเองน่าจะรู้ดีที่สุด ตัวตนของเจ้าต่อให้ซ่อนเร้นดีเพียงใด ก็ปิดบังได้แค่คนนอก จะปิดบังคนกันเองในสำนักหุ่นเชิดเซียนได้อย่างไร ข้าขอถามเจ้า ‘โรคโลหิตรั่วไหล’ นั่น นับวันยิ่งรุนแรงขึ้นทุกวันใช่หรือไม่?”
“เฮอะๆ วิธีการของเจ้าเฒ่าผีอู๋โหยวเซิงนั้นรับมือยากใช่ไหมเล่า หลายปีมานี้เจ้าไปหาหมอที่มีชื่อเสียงมาตั้งเท่าไหร่ ก็คงรักษาโรคประหลาดที่แก่นโลหิตพร่องนี้ไม่ได้ ไม่ว่าเจ้าจะใช้วิธีใดมาช่วยชะลอ มันก็ไม่อาจหยุดยั้งพลังปราณและแก่นโลหิตในร่าง ราวกับอ่างเก็บน้ำที่เปิดรูระบาย ไม่อาจหยุดยั้งกระแสการไหลออกไปนี้ได้ ใช่หรือไม่?”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ใบหน้าของเหอผิงภายใต้หน้ากากผีเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด
“ชือซินจื่อ ที่เจ้าจงใจพูดเช่นนี้ตั้งใจจะมาล้อเลียนข้าเล่นหรือไร?”
“ย่อมมิใช่”
ชือซินจื่อกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าเพียงต้องการเตือนสติศิษย์น้อง ทั้งชีวิตของเจ้าและข้า แท้จริงล้วนแขวนอยู่บนกำมือของผู้อื่น ข้ากับเจ้ามิใช่ศัตรูที่แท้จริง สามารถเปลี่ยนศาสตราวุธเป็นแพรพรรณได้... ส่วนในโลกใบนี้ ผู้ใดคือภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดของพวกเรา ยังต้องถามอีกหรือ?”
เหอผิงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามเรียบๆ ว่า “ที่เจ้าพูดมาทั้งหมดนี้ หมายความว่าอย่างไรกันแน่?”
“สำนักหุ่นเชิดเซียน คือหนึ่งในเก้ามารอมตะ”
ชือซินจื่อกล่าวอย่างไม่ช้าไม่เร็วว่า “ตามธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาของสำนักเรา อาจารย์รุ่นก่อนแต่ละรุ่นจะรับศิษย์เพียงห้าคน ศิษย์ทั้งห้าคนนี้ล้วนมีพรสวรรค์ในการเข้าสู่มรรคาวิถีโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่อาจารย์จะแอบแบ่งวิชาต่างๆ ที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ถ่ายทอดแท้จริงของสำนักอย่าง ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ออกเป็นห้าส่วน แยกถ่ายทอดให้แก่ทั้งห้าคน แล้วปล่อยให้ทั้งห้าคนฝึกฝนกันเอง”
“เมื่อทั้งห้าคนฝึกฝนวิชาในคัมภีร์ของสำนักไปได้ถึงระดับหนึ่ง พวกเขาก็จะตระหนักได้ถึงข้อบกพร่องในนั้น หากต้องการบรรเทาข้อบกพร่องนี้ มันก็มีทางเลือกเพียงสองทาง หนึ่งคือหลอมตนเองให้กลายเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ สองคือแย่งชิง ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ส่วนอื่นๆ จากมือของศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่น”
“หากไม่หลอมตนเองเป็นหุ่นเชิด ก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากข้อบกพร่องของวิชา หากแย่งชิง ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ จากมือคนอื่นไม่ได้ ก็ไม่อาจเติมเต็มส่วนที่ขาดหายของวิชาได้ การบำเพ็ญเพียรคงยากจะก้าวหน้าไปตลอดชีวิต อย่าว่าแต่หมดหวังในมรรคาวิถีเลย กลับจะกลายเป็นเหยื่อของศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นเสียแทน”
พูดถึงตรงนี้ ชือซินจื่อก็แสยะยิ้มเย็น
“เจ้าเฒ่าผีอู๋โหยวเซิง ถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ศิษย์ห้าคน ข้าย่อมเป็นหนึ่งในนั้น และเจ้าคือศิษย์คนที่ห้า เจ้าคิดว่าเจ้าเฒ่าผีนั่นว่างมากจนไม่มีอะไรทำถึงได้รับศิษย์หรือ?”
“ผิดแล้ว เหตุเพราะสำนักหุ่นเชิดเซียนเป็นเช่นนี้มาทุกรุ่น ศิษย์ทั้งห้าที่ถูกรับเข้ามาต้องไล่ล่าซึ่งกันและกัน สังหารกันเอง เปรียบเสมือนกับแมลงพิษกู่ อู๋โหยวเซิงกำลังเลี้ยงกู่ และสิ่งที่มันเลี้ยงก็คือพวกเรา เจ้า... ยังจะสู้กับข้าต่อ เพื่อให้เจ้านั่นรับผลประโยชน์ไปงั้นหรือ?”