เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 หนี้แค้น อย่างไรก็ต้องชำระ!

บทที่ 40 หนี้แค้น อย่างไรก็ต้องชำระ!

บทที่ 40 หนี้แค้น อย่างไรก็ต้องชำระ!


เหอผิงตั้งจิตมั่น รักษาความกระจ่างใสของจิตใจ โคจรวิชาจันทร์กระจ่างเก้าตำหนักสู่สัจธรรมอย่างช้าๆ ทันใดนั้น ในทะเลจิตวิญญาณก็ปรากฏดวงจันทร์สุกสกาวดุจไข่มุกเงิน แสงจันทร์สาดส่องจนสังเกตเห็นว่าบนวิญญาณเจ้าของร่างเดิมที่เป็นเพียงเปลือกว่างเปล่านั้นมีเมฆหมอกอึมครึมปกคลุมอยู่บ้าง

“นี่คงเป็นผลกระทบของวิชามารที่มีต่อดวงวิญญาณ พลังนี้ดูเหมือนจะใช้จิตวิญญาณเป็นดั่งผืนดิน เพื่อฝังรากปรสิตอยู่ภายใน หากข้าพลาดท่าโดนวิชานี้เข้าไปจริงๆ ต่อให้หนีรอดไปได้ชั่วคราว แต่ในภายภาคหน้าย่อมมีภัยร้ายตามมาไม่สิ้นสุด”

เขาทราบเรื่องนี้ดี จึงกระตุ้นวิชาจันทร์กระจ่างเก้าตำหนักสู่สัจธรรมอีกครั้งทันที วงล้อพระจันทร์ลอยเด่นเหนือความว่างเปล่า

แสงจันทร์ขาวบริสุทธิ์ไร้มลทินเบนทิศทาง กวาดผ่านเงามืดแห่งความชั่วร้ายนั้น ทันใดนั้นก็เกิดเสียง ‘ฉ่าฉ่า’ เหมือนของถูกเผาไหม้ กลุ่มเงามืดที่เกาะกินอยู่ก็ราวกับแมลงที่ตื่นตระหนก ต่างพากันถอยหนี

เหอผิงยังคงใช้จิตบริสุทธิ์แปลงเป็นดวงจันทร์สาดส่อง ภายใต้การชะล้างอย่างต่อเนื่องของแสงจันทร์ ราวกับน้ำร้อนราดรดหิมะ เพียงชั่วครู่ก็สลายไปกว่าครึ่ง เหลือเพียงไอชั่วร้ายตกค้างเล็กน้อยที่หดตัวหนีไปอยู่ที่มุมหนึ่ง

“การใช้วิชาจันทร์กระจ่างเก้าตำหนักสู่สัจธรรมสามารถสะกดข่มวิชามารชนิดนี้ได้ แต่วิชามารนี้ก็นับว่าร้ายกาจนัก อีกทั้งดูเหมือนว่าจะไม่ใช่วิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียน”

หลังจากล่วงรู้วิชานี้ เหอผิงก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที เขาตระหนักว่าวิชามารมีคุณสมบัติเด่นชัดสองประการ ประการแรกคือสามารถควบคุมผู้อื่นผ่านวิชา การกระทำเมื่อครู่ของเฉิงจื้อผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนเขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็นศัตรูกับตน แต่ถูกควบคุมร่างกายอยู่

ประการที่สอง วิชามารนี้อาศัยเพียงสายตาก็สามารถส่งผ่านได้ รวดเร็วเพียงชั่วพริบตา ยากแก่การป้องกัน หากใช้ลอบกัดผู้อื่น เกรงว่าคงไม่มีวิธีการใดร้ายกาจไปกว่าวิชาพิสดารนี้อีกแล้ว

“ข้าจะแสร้งทำเป็นว่าตกอยู่ภายใต้การควบคุมของวิชานี้ไปก่อน เพื่อดูว่าเจ้าชือซินจื่อนั้นมีแผนการอะไร หากสบโอกาส ข้าจะจัดการมันเสีย…”

เขายื่นมือไปบีบหุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัยที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ความมั่นใจในใจเพิ่มขึ้นมหาศาล

หุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัยมีขั้นตอนการหลอมสร้างที่ซับซ้อนและยุ่งยาก แต่เมื่อหลอมสร้างสำเร็จ มันจะสามารถรับเคราะห์แทนเจ้าของได้ถึงเก้าครั้ง

เขาถือดีว่ามีของสิ่งนี้อยู่ในมือจะอยู่หรือจะไปก็ขึ้นอยู่กับความคิดเพียงวูบเดียว

เมื่อคิดได้ดังนั้น เหอผิงจึงแสร้งทำเป็นถูกควบคุมด้วยวิชามารอันแปลกประหลาด ยืนนิ่งอยู่กับที่ ร่างกายแข็งทื่อราวกับก้อนหิน

ทันใดนั้น มีเสียงผิวปากต่ำๆ ดังขึ้นในป่า เงาร่างหนึ่งโฉบผ่านด้านหลังของเขาไปอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับค้างคาว

เหอผิงเพ่งมอง อาศัยแสงจันทร์ที่ลอดผ่านยอดไม้ จึงพบว่าเป็นเงาร่างในชุดคลุมสีเขียว อีกฝ่ายร่อนลงพื้นอย่างเงียบเชียบ และไปปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของเฉิงจื้อ

“ชะ... ชือ... ซินจื่อ... ผู้อาวุโส…”

หลังจากได้รับบาดเจ็บ แววตาของเฉิงจื้อแทบจะเลื่อนลอย

“อย่าขยับ”

ชือซินจื่อในชุดคลุมเขียวอ้อมไปด้านหลัง ใช้นิ้วจี้ไปที่กระหม่อมของเขา ทันใดนั้นเฉิงจื้อก็หลับตาแน่น ไม่ไหวติงราวกับเข้าฌาน

“ในตัวเด็กคนนี้ซุกซ่อนความลับอยู่อย่างหนึ่ง หากถูกศิษย์น้องฆ่าตายไปเสียดื้อๆ การเตรียมการหลายปีของข้าชือซินจื่อคงสูญเปล่า”

คนชุดเขียวชือซินจื่อเอ่ยปากพูด น้ำเสียงของเขาแหบพร่าราวกับเสียงขูดกระดูกขบฟัน เมื่อเข้าหูผู้คนทำให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง

“ฮ่าฮ่า เกือบลืมไปว่าศิษย์น้องตกอยู่ภายใต้ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ตอนนี้คงพูดอะไรไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ ในเมื่อเป็นเช่นนี้…”

ทันใดนั้นแขนเสื้อสีเขียวก็สะบัดออก เส้นด้ายสีแดงเลือดนับสิบเส้นพุ่งออกมา ตกลงบนร่างของเหอผิง

“หนึ่งกำเนิดไร้จุดเริ่ม หนึ่งแยกเป็นสาม ปลายสุดไร้สิ้นสุด ฟ้าหนึ่งหนึ่ง ดินหนึ่งสอง…”

ชือซินจื่อร่ายวิชาด้วยน้ำเสียงรวดเร็ว สีแดงบนเส้นด้ายนับสิบที่พาดอยู่บนร่างของเหอผิงสว่างวาบขึ้น พลังคำสาปอันรุนแรงรวมตัวกันที่เส้นด้าย ส่งตรงไปยังเหอผิงที่อยู่อีกด้าน

นี่คือวิชาแปดลักษณ์ตรึงซากหนึ่งในวิชาคำสาปต้องห้ามของสำนักหุ่นเชิดเซียน คำสาปนี้ใช้โลหิตบริสุทธิ์ของตัวเองเป็นสื่อ เมื่อใช้ออกไปแล้วจะสามารถปิดผนึกกระบวนท่าทุกอย่างของศัตรู แม้แต่ยอดฝีมือผู้เชี่ยวชาญวิชา หากโดนวิชานี้เข้าไป ประสาทสัมผัสทั้งห้าจะถูกปิดกั้นในความมืดมิด ตกอยู่ในภวังค์ชั่วนิรันดร์

ชือซินจื่อแม้จะไม่ได้เชี่ยวชาญวิชาแปดลักษณ์ตรึงซากมากนัก แต่การปิดผนึกประสาทสัมผัสทั้งห้าและสัมผัสวิญญาณทั้งหกของคนก็ไม่ใช่เรื่องยาก สำนักหุ่นเชิดเซียนมีวิชาร้ายกาจมากมาย ขอเพียงตกอยู่ในมือ แล้วปรุงแต่งเสียหน่อย มันก็ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดอีก

“เฮอะเฮอะ... เด็กคนนี้เป็นศิษย์คนสุดท้ายที่เจ้าเฒ่าผีอู๋โหยวเซิงรับไว้ ข้าก็ยังสงสัยว่าศิษย์คนที่ห้าของสำนักหุ่นเชิดเซียนจะเป็นยอดฝีมือที่ไหน ที่แท้ก็มีฝีมือแค่นี้…”

เดิมทีชือซินจื่อยังกังวลอยู่บ้างว่าศิษย์คนที่ห้าผู้นี้อาจได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่แท้จริงจากอู๋โหยวเซิง ใครจะคิดว่าเพียงใช้อุบายเล็กน้อยก็จับตัวได้โดยง่าย เพียงใช้แปดลักษณ์ตรึงซากปิดผนึกจิตสำนึก ประสาทสัมผัสทั้งห้า และจุดชีพจรทั่วร่างของอีกฝ่าย เขาก็สามารถฆ่าแกงอะไรก็ได้สุดแต่ใจ

ในขณะที่เขากำลังลำพองใจ ทันใดนั้นเส้นด้ายสีเลือดที่แผ่ออกจากนิ้วทั้งสิบก็ส่งแรงมืดสายหนึ่งย้อนกลับมาราวกับกระแสน้ำวน

“นี่มัน!”

ชือซินจื่อตื่นตระหนกอย่างยิ่ง นิ้วมือแข็งค้างกลางอากาศ ริมฝีปากสั่นระริก ภาพเบื้องหน้าพลันมืดลง ทิวทัศน์รอบด้านเริ่มพร่ามัว หูได้ยินเสียงหวีดหวิวแหลมเล็ก ความง่วงงุนรุนแรงถาโถมเข้าใส่จิตใจดุจคลื่นยักษ์

“แย่แล้ว!”

คนชุดเขียวรู้สึกคอแห้งผาก ขาทั้งสองข้างไม่ทราบด้วยเหตุใดราวกับถูกตอกตรึงไว้กับพื้น ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย ถึงตอนนี้เขาเพิ่งตระหนักว่าสถานการณ์ของตนวิกฤตเพียงใด

เมื่อครู่นี้ พลังคำสาปของวิชาแปดลักษณ์ตรึงซากถูกพลังลึกลับบางอย่างชักนำและสะท้อนกลับมาใส่เขาจนหมดสิ้น

เพียงชั่วพริบตา ประสาทสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หูและตาของเขาถูกช่วงชิงไปแล้ว เกรงว่าอีกสักพัก หากประสาทสัมผัสส่วนอื่นถูกปิดผนึก ตัวเขาก็คงมีสภาพไม่ต่างจากผีดิบ ได้แต่ปล่อยให้คนอื่นเชิดชักตามใจชอบ

แรกเริ่มชือซินจื่อยังเข้าใจผิดว่าตนเองถูก ‘ลมปราณตีกลับ’ จากวิชาจนเกิดอาการสะท้อนกลับ แต่ตอนนี้เขาตาสว่างแล้วว่าตนเองต่างหากที่ถูกวิชาแปดลักษณ์ตรึงซากเล่นงานเข้า เส้นด้ายโลหิตที่ปล่อยออกจากนิ้วทั้งสิบ กลายเป็นสื่อกลางส่งผ่านวิชาย้อนกลับมา

“เป็น... เจ้า–”

เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ในสายตาที่พร่ามัวลงเรื่อยๆ มองเห็นเหอผิงที่อยู่อีกฝั่ง ชายสวมหน้ากากผีผู้นั้นกำลังแสยะยิ้มเย็นชา

“เป็นอย่างไรบ้าง... ศิษย์พี่ชือซินจื่อ รสชาติของวิชาแปดลักษณ์ตรึงซากคงไม่น่าอภิรมย์นักสินะ!”

‘เป็นเจ้านี่เอง!’

ชือซินจื่อไม่ได้เอ่ยปาก แต่ในใจตื่นตระหนกสุดขีด เขาอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ‘เหตุใดเจ้าเด็กนี่ถึงไม่ได้รับผลกระทบจาก ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ แล้ววิชาแปดลักษณ์ตรึงซากสะท้อนกลับมาได้อย่างไร’ ...ความสงสัยมากมายผุดขึ้นในหัว แต่การต่อสู้ในความเป็นจริงไม่อนุญาตให้เขาลังเล…

คนชุดเขียวกลั้นหายใจตั้งสมาธิ กัดปลายลิ้นตนเอง ความเจ็บปวดแสบร้อนทำให้เขาสะท้านเฮือก พร้อมกับอ้าปากพ่นโลหิตบริสุทธิ์ออกมา

พรึ่บ!

โลหิตกระตุ้นเส้นด้ายรอบกาย ประกายสีแดงเลือดบนเส้นด้ายเหล่านั้นสว่างจ้ายิ่งขึ้น เหอผิงที่อยู่ปลายสายอีกด้านอุทาน ‘อ๊ะ’ เบาๆ

ทันใดนั้นเส้นด้ายในอากาศก็ตึงเขม็ง ดวงตาของเหอผิงเป็นประกาย รู้ว่าชือซินจื่อยังมีไม้ตายที่สอง เขาจึงเตรียมตั้งสมาธิเพื่อโต้กลับ

แต่ใครจะคาดคิดว่าเหตุการณ์กลับพลิกผัน ชือซินจื่อคำรามลั่น นิ้วทั้งสิบกระชากกลับสุดแรง ได้ยินเสียง ‘ปึด’ ดังสนั่นกลางอากาศ เส้นด้ายนับสิบเส้นขาดสะบั้นลงพร้อมกัน ชือซินจื่อตาพร่ามัว กระอักเลือดสดๆ ออกมาอีกครั้ง ร่างกายและจิตใจได้รับบาดเจ็บสาหัส ปลิวกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ด้านหลัง

“เจ้านี่ใจเด็ดนัก!”

เหอผิงเองก็เจ็บตัวไม่น้อย รู้สึกถึงรสคาวหวานตีตื้นขึ้นมาที่ลำคอ เลือดไหลซึมที่มุมปาก การกระทำของชือซินจื่อคือการหยุดวิชากลางคัน ถอนพลังคำสาปของวิชาแปดลักษณ์ตรึงซากออกอย่างกะทันหัน พลังคำสาปนั้นย่อมย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง แรงกระแทกย่อมสะเทือนถึงอวัยวะภายในอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่อาศัยความเด็ดขาดนี้ ตัดเส้นด้ายที่เชื่อมโยงทั้งสองฝ่ายขาดจากกัน

“ไป!”

ชือซินจื่อที่กระแทกกับต้นไม้ตะโกนก้อง แสงสีทองสองกลุ่มที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อพวยพุ่งออกมา

เป็นแขนซ้ายขวาของเขาที่ถูกตัดขาดจากข้อศอกโดยเจตนา เพื่อเชื่อมต่อกับหัตถ์ผีแยกส่วน

หัตถ์ผีแยกส่วนสามารถแยกตัวและประกอบใหม่ได้ ยามนี้มันพุ่งทะลวงอากาศ บินเข้ามาภายใต้การควบคุมของเส้นด้ายที่มองไม่เห็น ปลายนิ้วทั้งสองข้างมีประกายสีทองแฝงเร้น เพ่งเล็งเป้าหมายไปที่เหอผิงจากระยะไกล

เหอผิงเองก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดัน ขนลุกชันไปทั่วแผ่นหลัง ไอสีดำที่หว่างนิ้วชี้ข้างขวาของเขา ลุกลามจากซอกเล็บขึ้นมาถึงข้อต่อนิ้วข้อแรก

นี่คือร่องรอยหลังการฝึกฝนวิชาเรียกเงา เพียงแค่ฝึกฝนวิชามารนี้ เทพแห่งเงาทั้งเก้าจะถูกปลุกขึ้น พร้อมกับกัดกินเลือดเนื้อของผู้ฝึก ซึ่งในกระบวนการนี้ หว่างนิ้วมือทั้งสองข้างจะเป็นจุดแรกที่ได้รับผลกระทบจากการกัดกิน

ภายใต้แสงจันทร์ ฝ่ามือของเหอผิงวาดออกเป็นส่วนโค้งอย่างกะทันหัน ท่วงท่าเฉียบคมผิดปกติ เห็นเพียงเงาดำใต้เท้าของเขาที่ยืดขยายยาวออกไป

ในนาทีวิกฤต เงานั้นก็วาดเป็นเส้นโค้งประหลาด กระแทกเข้ากับหัตถ์ผีแยกส่วนข้างหนึ่งที่พุ่งเข้ามา แรงกระแทกทำให้หัตถ์ผีข้างนั้นเบนทิศทาง ไปชนกับหัตถ์ผีอีกข้างที่บินอยู่ทางซ้าย

เสียง ‘ปัง’ ดังสนั่น จังหวะที่ทั้งสองปะทะกัน เกิดเสียงโลหะกระทบดังกังวาน ด้วยแรงเฉื่อยอันมหาศาล ทำให้ทั้งคู่กระเด็นหายเข้าไปในพุ่มไม้อีกด้าน

เขาเตรียมจะใช้วิชาเงาสังหารศัตรูซ้ำ แต่พื้นดินร่วนซุยใต้เท้ากลับระเบิดออกราวกับดินปืน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เงาสีทองนับสิบพุ่งทะลวงขึ้นมาจากใต้ดิน ที่แท้ทั้งหมดล้วนเป็นหัตถ์ผีแยกส่วน ฝ่ามือที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าพุ่งแทงเข้ามาอย่างถี่ยิบ

ในชั่วพริบตา ร่างของเหอผิงดีดตัวขึ้นไปอย่างน่าพิศวง ราวกับตัวเขาเป็นหุ่นเชิดที่ถูกมือขนาดใหญ่ดึงกระชากและเชิดให้ลอยขึ้นไปบนอากาศ

เมื่อทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ ท่วงท่าของเขาก็ยิ่งพลิ้วไหวแคล่วคล่อง ชุดคลุมสีดำสะบัดพริ้ว หลบหลีกการไล่ล่าของหัตถ์ผีแยกส่วนอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับยิงเส้นด้ายสีแดงเลือดออกมาหลายเส้น

ฟิ้วฟิ้วฟิ้ว!

เส้นด้ายพุ่งแหวกอากาศ เส้นด้ายเหล่านี้คือเส้นด้ายที่ลงวิชาแปดลักษณ์ตรึงซากไว้เมื่อครู่ ทันทีที่เส้นด้ายสัมผัสโดนหัตถ์ผีแยกส่วน มันก็เข้าควบคุมหัตถ์ผีเหล่านั้นให้หันไปกระแทกกับหัตถ์ผีรอบข้างแทน

ท่ามกลางเสียงโลหะปะทะกันระงม หัตถ์ผีเหล่านั้นถูกชนกระเด็นออกไปทีละข้าง เหอผิงจึงร่อนลงสู่พื้น แต่ยังไม่ทันจะยืนให้มั่นคง เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาพัวพันจากด้านหลัง

“ชือซินจื่อ เจ้าแส่หาที่ตาย!”

เขาสวนกลับด้วยดาบตาข่ายเร้นลับ เงาร่างชุดเขียวพลันแปรเปลี่ยน หลบเลี่ยงไปได้อย่างเฉียดฉิว ดาบตาข่ายเร้นลับฟันผ่านร่างคนชุดเขียว ผ่าเงาสีเขียวนั้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

ท่ามกลางเสียงหัวเราะประหลาด ชือซินจื่อแยกร่างเป็นสอง เขาใช้วิชาจำพวกเกราะพรางกาย อาศัยชุดคลุมเขียวหลอกตาเหอผิงไปชั่วขณะ แต่ตาเฒ่านี้ก็โดนฟันเข้าที่หว่างคิ้ว เลือดอาบหน้า ทว่ากลับแสยะยิ้มหัวเราะร่า

เหอผิงรู้สึกผิดสังเกต เอื้อมมือไปจับที่กลางหลัง เขาจึงพบว่ามีบางสิ่งถูกแปะติดอยู่

“ยันต์?”

เขาเหลียวกลับไปมอง เห็นลางๆ ว่าเป็นยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่ง แต่ด้วยมุมมองนี้จึงมองเห็นไม่ชัดเจนนัก

“เจ้าชือซินจื่อนี่เป็นคนของสำนักหุ่นเชิดเซียนจริงหรือ? มีทั้งวิชาพรางตัวสารพัด ทั้งยังใช้ยันต์ปะปนกันไปหมด เจ้านี่มันสำนักไหนกันแน่…”

เหอผิงกำลังจะดึงออก แต่แผ่นหลังกลับเจ็บแปลบขึ้นมาทันที เขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ลวดลายยันต์สีแดงชาดบนแผ่นหลังส่องแสงสว่างวาบ แผ่ไอสีดำเข้มข้นออกมา หนอนแมลงปีศาจรูปร่างคล้ายงูนับไม่ถ้วนชอนไชออกมาจากภายใน เริ่มกัดกินเลือดเนื้อของเขาทั้งจากภายนอกและภายใน

เห็นภาพนี้ ชือซินจื่อก็หัวเราะเยาะในใจ ‘เจ้าหนู ยันต์นี้คือยันต์วิเศษที่หลอมจาก ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ของตำหนักมารสามกำเนิด นามว่ายันต์หนอนปีศาจกัดกินกระดูกมาร โดนยันต์นี้เข้าไป อย่าหวังว่าจะได้ตายดีเลย!’

หนอนปีศาจที่เหมือนงูดำพันเกี่ยวรัดรึงทั่วร่างเหอผิง หนอนประหลาดเหล่านี้สามารถหลั่งกรดออกมา เมื่อกัดเป้าหมาย เนื้อตัวก็จะกลายเป็นฟองน้ำเดือดปุดๆ กัดกร่อนลึกไปจนถึงกระดูก

ใบหน้าของเหอผิงถูกกัดจนเป็นรูพรุน พิษกัดกร่อนทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว กลายเป็นน้ำเหลืองสีดำไหลย้อยลงมาไม่ขาดสาย

ทันใดนั้น ชือซินจื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สายตาของเขาเลื่อนไปมองที่ร่างของ ‘เหอผิง’ เห็นข้อมือไม้แกะสลักข้างหนึ่งหลุดร่วงลงมาจากร่างนั้น

“มือไม้?”

ลางสังหรณ์อัปมงคลผุดขึ้นในใจ

เขาพุ่งเข้าไป สะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง หนอนปีศาจเหล่านั้นก็กลายเป็นเปลวเพลิงสีดำสลายไป เสียง ‘ตุบ’ ดังขึ้น หุ่นเชิดไม้ปีศาจที่ถูกกัดกร่อนจนผุพังตกลงกระแทกพื้น

ดวงตาของชือซินจื่อฉายแววหวั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

“หรือว่า... เจ้าเด็กนี่หลอมสร้างหุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัยสำเร็จแล้ว?”

ประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของคนชุดเขียวชือซินจื่อ

ตูม!

ต้นไม้ต้นหนึ่งในระยะไกลถูกพลังมหาศาลกระแทกจนแตกละเอียดราวกับกิ่งไม้แห้ง เส้นด้ายไม้ที่เหนียวแน่นฉีกขาด เกิดเสียงดังกราก ตามมาด้วยเสียงการทำลายล้างอย่างต่อเนื่อง เสียงใบไม้เสียดสีดังก้องผืนป่า ต้นไม้ที่โค่นล้มส่งเสียงดังสนั่น

“มาแล้ว!”

ความรู้สึกถึงวิกฤตอันรุนแรงพวยพุ่งขึ้นในใจชือซินจื่อ เขาหันขวับกลับไปทันที เห็นหุ่นกระดาษหลายตัวถือโคมไฟ หามเกี้ยวสีขาวหลังหนึ่ง พุ่งทะยานเป็นเส้นตรง ชนต้นไม้ในป่าทึบจนแหลกละเอียด เคลื่อนที่รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ

ในเวลาเดียวกัน เสียงคนพูดก็ดังมาจากในเกี้ยว

“ศิษย์พี่ชือซินจื่อ วิชาหุ่นเชิดหัตถ์ผีแยกส่วนของท่านช่างน่าเลื่อมใส ศิษย์น้องไร้ความสามารถ หลอมสร้างได้เพียงวิชาหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ ใคร่ขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่สักครา”

ภายในเกี้ยวกระดาษ มุมปากของเหอผิงยกยิ้มเล็กน้อย ชั่วชีวิตเขามีนิสัยเพียงอย่างเดียว หากถูกใครลอบกัด เหยียดหยามหรือรังแก... ก็ต้องหาโอกาสเอาคืน

หนี้แค้น อย่างไรก็ต้องชำระ!

จบบทที่ บทที่ 40 หนี้แค้น อย่างไรก็ต้องชำระ!

คัดลอกลิงก์แล้ว