- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 38 พานพบ
บทที่ 38 พานพบ
บทที่ 38 พานพบ
ในคราแรก การที่เหล่าสมาชิกพรรคฉางเฟิงลุกฮือขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไม่ได้ทำให้คนอื่นๆ ในกลุ่มสิบสามอาชาตื่นตระหนกจนเกินเหตุ
ถึงอย่างไร วรยุทธ์ของเหล่าทหารกับสมาชิกพรรคฉางเฟิงก็นับว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้นห่างชั้นกันนัก แม้ว่าเหยียนเหล่าเอ้อร์จะลอบวางพลธนูซุ่มซ่อนอยู่ในป่า อาศัยความมืดสลัวยามวิกาลยิงลูกศรออกมาราวกับห่าฝน มันก็ยากที่จะเจาะทะลวงผ่านสิบสามอาชาที่สวมเกราะยันต์เหล็กนิลไปได้
ชั่วพริบตาที่ลูกศรร่วงหล่นลงมา เจ้าเก้าและทหารคนอื่นๆ ก็เข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมรบ เสียง ‘ชิ้ง’ ดังขึ้นเบาๆ ดาบวงพระจันทร์อันแวววาวถูกชักออกจากฝักอย่างพร้อมเพรียง ม้วนตัวเป็นพายุคลั่งอันดุดัน
ฝนธนูตกลงมาไม่ขาดสาย กระทบเข้ากับเกราะนิล อักขระยันต์ที่สลักอยู่บนแผ่นเกราะพลันเปล่งแสงไหลเวียน ลูกศรที่ปะทะกับแสงวิญญาณคุ้มกายต่างถูกดีดกระเด็นออกไปเสียงดังติงตัง
ในเวลาเดียวกัน เหล่าสมาชิกพรรคที่กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพก็กวัดแกว่งอาวุธ ถาโถมเข้ามาดุจสัตว์ร้ายตาบอดผู้โง่เขลา นี่คือการศึกที่อาศัยเพียงจำนวนคน
สมาชิกพรรคฉางเฟิงกว่าเจ็ดสิบชีวิต ขว้างคบเพลิงชุ่มน้ำมันใส่ม้าศึกของเหล่าทหาร พวกมันโอบล้อมเข้ามาจากทุกทิศทุกทางราวกับคลื่นยักษ์ที่ไร้สุ้มเสียง
ทว่าภายใต้การควบม้าพุ่งทะยานของสิบสองอาชา เสียงทึบทึบของเกือกม้าที่กระทบพื้นก็เร่งจังหวะเร็วขึ้นฉับพลัน ราวกับการรัวกลองศึก
เกือกม้าตะกุยดิน แผงคอปลิวไสว ท่ามกลางฝุ่นควันที่คละคลุ้ง กองกำลังสิบสองอาชาเหล็กพุ่งทะลวงเข้าไปดุจคมศร การโจมตีอันหนาแน่นของเหล่าหุ่นเชิดซากศพที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ ถูกเจาะทะลวงอย่างง่ายดายราวกับกระดาษบางๆ
เพียงแต่ การวางหมากของศัตรูย่อมไม่เรียบง่ายถึงเพียงนั้น ม้าศึกยังไม่ทันจะฝ่าวงล้อมออกไปได้ ก็พลันได้ยินเสียงระเบิดดัง ‘ปังปัง’ ควันพิษจำนวนมหาศาลพัดย้อนทิศลมเข้ามาดั่งระลอกคลื่น กลิ่นฉุนรุนแรงจนแทบขาดใจ
“ระวัง ควันมีพิษ!”
เสียงเตือนดังมาจากหม่าหมิงเซิง ผู้ทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่ม
“แค่กแค่ก!”
เจ้าเก้าไอโขลกออกมาหลายครั้ง ยื่นมือพยายามปัดเป่ากลุ่มควันหนาทึบ
“ทุกคนระวัง ควันนี้ประหลาดนักอย่าได้พัวพัน รีบฝ่าวงล้อมออกไปก่อนค่อยว่ากัน...”
วาจานี้ของเขายังไม่ทันกล่าวจบ ข้างหูพลันแว่วเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ดังสนั่นหวั่นไหว
ชั่วพริบตา เสียงคำรามนั้นราวกับระเบิดขึ้นแนบชิดใบหู สั่นสะเทือนจนเลือดลมปั่นป่วน อวัยวะภายในเดือดพล่าน หูอื้ออึงไม่หยุดหย่อน
ฟิ้ว!
เงาดำร่างหนึ่งบดขยี้ม่านควันพิษ ร่างกายแผ่ซ่านด้วยจิตสังหารอันโหดเหี้ยม พุ่งพรวดออกมาอย่างกะทันหัน
นี่เป็นสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายของทุกคน สัตว์ปีศาจที่ปรากฏตัวราวกับภูตผีแหงนหน้าคำรามก้อง พร้อมกับเหวี่ยงแขนยักษ์ออกไป เจ้าเก้าไม่ทันตั้งตัว ถูกพลังมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานกระแทกเข้าใส่ พร้อมกับเสียงทึบหนักๆ ทั้งคนทั้งม้าถูกซัดกระเด็นออกไปพร้อมกัน
“เจ้าเก้า!”
ทหารอีกหลายคนที่อยู่ข้างกายดวงตาแทบฉีกขาดด้วยความโกรธแค้น เจ้าเก้าและม้าศึกคู่ใจถูกกระแทกปลิว กลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นหลายตลบ ก่อนจะกระแทกเข้าไปในป่าไม้ ไถลไปไกลลิบ
เนื่องจากควันพิษบดบังสายตา เหล่าทหารจึงได้ยินเพียงเสียงม้าร้องโหยหวน ส่วนคนนั้นไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
“แย่แล้ว เป็นเจ้าอสูรภูผาตัวนั้น!”
ฉีฮุ่ยอิง หนึ่งในสิบสองอาชาความคิดแล่นเร็วปานสายฟ้า นางบิดกายบนหลังม้า ยกฝ่ามือขึ้น ปลายกระบอกกล่องยาวที่ทำจากทองแดงเล็งตรงไปยังเงาสัตว์ปีศาจตัวประหลาดตนนั้น
“เปิด!”
สิ้นเสียงตวาดหวานใส ได้ยินเพียงเสียง ‘แกรกแกรก’ ของกลไกที่หมุนทำงาน เก้าศรอสรพิษวิญญาณกลายสภาพเป็นประกายแสงประหลาดพุ่งทะลวงอากาศออกไป เส้นสายสีดำพาดผ่านท้องฟ้า แต่ละดอกวาดวิถีที่แตกต่างกัน เพ่งเล็งป้าหมายไปที่เงาสัตว์ปีศาจทมิฬนั้น
ในชั่วพริบตา ศรเหล็กทั้งเก้าดอกที่ถูกลงคำสาปโลหิตได้พุ่งเข้าใส่ดุจสายฟ้าฟาด ทว่าในวินาทีที่เข้าใกล้เงาดำนั้น มันกลับปะทะเข้ากับม่านพลังที่บิดเบี้ยว เสียงระเบิดทึบทึบดังสนั่น ศรเหล็กทั้งเก้าดอกแตกกระจายทันทีที่กระทบกับม่านพลัง
“ปราณปีศาจคุ้มกาย?!”
น้ำเสียงของเจ้าเจ็ดแฝงแววสั่นเครือ
“บัดซบ! เป็นเจ้าอสูรภูผาเขาเดียวในหุบเขา! มัน... มันกลายเป็นสัตว์ปีศาจขั้นสร้างแก่นได้อย่างไร?”
เงาสัตว์ปีศาจนั้นใช้มือปัดควันพิษที่ฟุ้งกระจาย ปากกว้างที่เต็มไปด้วยเขี้ยวโง้งพ่นไอความร้อนออกมา สัตว์ประหลาดตนนี้มีหัวเหมือนลิง แต่บนหน้าผากกลับมีเขาเดียวรูปทรงประหลาดงอกอยู่
มองดูแวบแรก เจ้าอสูรภูผาเขาเดียวดูคล้ายลิงวานร เพียงแต่ลิงทั่วไปนอกจากจะไม่มีเขาบนหัวแล้ว ใต้รักแร้ก็คงไม่มีปีกเนื้องอกออกมาเช่นนี้
‘มีเขาเดียว ใต้รักแร้มีปีกเนื้อ รูปร่างคล้ายลิงบิน’ จริงดังว่า ลักษณะเช่นนี้ตรงกับที่นางเคยอ่านเจอในตำราโบราณ
เมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ของอสูรภูผากับตา ความตื่นตระหนกในใจของฉีฮุ่ยอิงยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง สัตว์ปีศาจตนนี้สูงกว่าสิบฉื่อ ร่างกายอันใหญ่โตตระหง่านราวกับภูเขาลูกย่อมๆ ต่อให้เป็นหมีควายในป่ามายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าสัตว์ปีศาจตนนี้ ก็ยังดูแคระแกร็นไปถนัดตา
อสูรภูผาเขาเดียวที่มีหัวเป็นลิงแสยะปาก ยิงฟันยิ้มเยาะใส่เหล่าทหาร แล้วยื่นกรงเล็บออกไปคว้าตัวสมาชิกพรรคฉางเฟิงคนหนึ่งขึ้นมา
หุ่นเชิดซากศพตัวนั้นดิ้นรนขัดขืน แต่ใครจะรู้ว่าเจ้าอสูรภูผากลับยืดคอยาวเหยียด นำเหยื่อเข้าปาก จากนั้นปากใหญ่ที่มีเขี้ยวแหลมคมก็กัด ‘กร๊อบ’ ลงไป ขากรรไกรบนล่างขยับพร้อมกัน ร่างครึ่งซีกของหุ่นเชิดถูกกัดขาด เคี้ยวกลืนลงท้องไปทั้งอย่างนั้น
ทว่ากินไปได้เพียงครึ่งเดียว ใบหน้าของอสูรภูผาพลันแสดงสีหน้าแปลกประหลาด มันโยนซากหุ่นเชิดที่เหลือเพียงครึ่งท่อนลงพื้นทันที แล้วอ้าปากคายเศษเนื้อโลหิตที่เคี้ยวละเอียดออกมา
ท่อนบนของร่างนั้นกลายเป็นกองเลือดเนื้อเละเทะกระแทกพื้น พอมองออกลางๆ ว่าเป็นหัวคน และยังมีเครื่องในที่ส่งไอความร้อนระอุ
เหล่าทหารที่เหลือเห็นสภาพนั้นต่างขมวดคิ้วมุ่น ในใจเต็มไปด้วยความฉงน พวกเขาไม่รู้เลยว่าที่เจ้าอสูรภูผามีท่าทีเช่นนี้ เป็นเพราะเนื้อหนังของหุ่นเชิดซากศพร่างนี้ผสมไปด้วยตัวยาพิเศษ
ต้องบอกว่านั่นเป็นรสชาติที่ย่ำแย่เหลือทนสำหรับสัตว์ปีศาจอย่างอสูรภูผา แม้โดยธรรมชาติมันจะชอบกินเนื้อมนุษย์ แต่คำที่กัดลงไปเมื่อครู่ มันก็เหมือนคนปกติกินปลาเน่าเนื้อเสีย หัวใจกระตุกวูบ แทบจะอาเจียนออกมา จะกลืนลงไปได้อย่างไร
อสูรภูผาเขาเดียวหยุดชะงัก ใช้กรงเล็บเกาหน้าอกสองสามที ตรงนั้นมีรอยขนไหม้เกรียม เป็นบาดแผลใหม่ที่ยังไม่หายดี
สัตว์ปีศาจอย่างอสูรภูผาเขาเดียวปกติมักขี้เซา ตัวนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น เดิมทีมันกำลังนอนหลับอุตุอยู่ในป่า จู่ๆ ก็ถูกคนชุดเขียวผู้หนึ่งปลุกให้ตื่น ซ้ำยังถูกอีกฝ่ายทำร้ายร่างกาย มันจึงโกรธจัดและไล่ตามออกมา
ฝ่ายตรงข้ามหนีไปไวปานลมกรด อสูรภูผาเขาเดียวไล่กวดมาพักหนึ่งก็พลัดหลงมาโผล่ที่นี่ และได้เจอกับกลุ่มมนุษย์จำนวนมาก
มันเห็นอาหารอันโอชะมากมายขนาดนี้ ในใจลิงโลดยิ่งนัก คว้ามาตัวหนึ่งหวังจะกินรองท้อง แต่พอกัดลงไป กลับแทบจะลงไปนอนอาเจียนกับพื้นเพราะกลิ่นเหม็นคาวที่พุ่งพล่านเข้าสู่อวัยวะภายใน
หลังจากคายออกมา อสูรภูผาเขาเดียวถึงเพิ่งตระหนักว่า ทั้งเหยื่อที่เผลอกินเข้าไปเมื่อครู่และพวกหุ่นเชิดซากศพที่รวมตัวอยู่รอบๆ ต่างส่งกลิ่นคาวสมุนไพรแบบที่มันกลืนไม่ลงออกมาจางๆ สิ่งนี้ทำให้อสูรภูผาที่จำศีลในถ้ำมาหลายวันและท้องกำลังหิวโซรู้สึกโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ
มันขยับจมูกอีกครั้ง สูดดมกลิ่นรอบๆ แล้วใจก็เต้นแรงขึ้นมา
ยังดี ดูเหมือนที่นี่ยังมีเหยื่ออื่นอยู่!
สิ่งที่ปะปนอยู่ในควันพิษสีเหลืองจางๆ นั้น ยังมีกลิ่นอายเลือดลมของผู้ฝึกยุทธ์ที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิต สำหรับอสูรภูผาที่โปรดปรานการกินคนแล้ว นี่นับเป็นรสเลิศอย่างแท้จริง
มันบิดลำคอหนาใหญ่ ขยับไหล่และคอราวกับมนุษย์ สายตาคู่ที่เปี่ยมด้วยความหิวกระหายจับจ้องไปยังกลุ่มสิบสองอาชาเหินเมฆาที่อยู่ในเหตุการณ์
“แย่แล้ว! ติดกับเข้าแล้ว…”
ในบรรดาสิบสามอาชาเหินเมฆา นอกจากหม่าหมิงเซิงที่มีใบหน้าสีแดงคล้ำแล้ว ฉีฮุ่ยอิงเป็นคนที่สองที่สัมผัสได้ถึงวิกฤตแห่งความตาย
นัยน์ตาหงส์คู่นั้นเงยขึ้นฉับพลัน ประสานสายตากับเจ้าอสูรภูผาที่อยู่ตรงหน้า สายตาของคนและสัตว์ปีศาจสบกันกลางอากาศ
ในชั่วพริบตานั้นเอง ฉีฮุ่ยอิงก็มองเห็นความอยากอาหารอันแรงกล้าจากแววตาของสัตว์ปีศาจตนนี้
‘เจ้าอสูรภูผานี่จะกินคน!’
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา อสูรภูผาที่มีรูปลักษณ์ดุร้ายน่ากลัวก็พุ่งกระโจนเข้ามาดุจเคลื่อนย้ายพริบตา
ฉีฮุ่ยอิงยังไม่ทันได้ใช้กล่องทองแดงปล่อยเก้าศรอสรพิษวิญญาณ อสูรภูผาเขาเดียวก็ประชิดถึงหน้าม้าศึกของนาง กรงเล็บสีดำทมิฬตวัดวูบ เลือดสีแดงสดร้อนระอุพุ่งกระฉูดขึ้นกลางอากาศ
“เจ้าห้า!!!”
ทหารคนอื่นๆ ต่างตื่นตะลึง พากันเร่งม้าศึกใต้ร่าง พุ่งเข้าใส่อสูรภูผาเขาเดียวอย่างสุดกำลัง
...
“ให้ตายเถอะ เจ้าอสูรภูผาเขาเดียวตัวนี้แข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดเสียอีก เมื่อครู่ที่ป้องกันศรวิญญาณ นั่นคือปราณปีศาจคุ้มกายของสัตว์ปีศาจตนนี้หรือ?”
เหอผิงซ่อนตัวอยู่ในที่มืด ลอบสังเกตการต่อสู้ในป่า แม้แต่เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าอสูรภูผาตัวนี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้
แม้ว่าสัตว์ปีศาจในใต้หล้าจะมีไม่น้อยที่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรตบะมาแต่กำเนิด แต่ที่สามารถกลั่น ‘ปราณปีศาจ’ ออกมาได้ภายในเวลาสั้นๆ เพียงสามร้อยปี นับว่าเป็นส่วนน้อยอย่างแท้จริง
“ดูท่าสิบสามอาชาเหินเมฆาคงต้องจบสิ้นที่นี่เป็นแน่ สัตว์ปีศาจที่สามารถบำเพ็ญเพียรตบะจนเกิดปราณปีศาจได้ ย่อมไม่ใช่สัตว์ปีศาจธรรมดา สมควรเรียกว่า ‘มารปีศาจ’ เสียมากกว่า!”
เขามองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างทะลุปรุโปร่ง รู้ดีว่าฝีมือของสิบสามอาชากลุ่มนี้ ไม่อาจสะกดข่มอสูรภูผาเขาเดียวตัวนี้ได้
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อฉีฮุ่ยอิงผู้สามารถใช้เก้าศรอสรพิษวิญญาณถูกกระชากแขนขาดไปข้างหนึ่ง คนที่เหลือในกลุ่มสิบสามอาชาก็ไม่อาจตั้งขบวนได้อีก ภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ ทหารหลายคนถูกอสูรภูผาสังหารคาที่
สิบสามอาชาเหินเมฆาผูกพันดุจพี่น้อง ร่วมเป็นร่วมตายกันมาตลอด เพียงแค่เห็นพรรคพวกถูกฆ่าตายก็เจ็บแค้นพอแล้ว แต่เจ้าสัตว์ปีศาจนี่กลับยังผ่าท้องคว้านไส้ ควักเอาหัวใจและตับของสหายออกมากินสดๆ ภาพนี้ทำให้คนที่เหลือโกรธจนเส้นผมชี้ตั้ง ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้าด้วยความแค้น
การเข่นฆ่าหลังจากนั้นยิ่งทวีความดุเดือดเลือดพล่าน สิบสามอาชาเหินเมฆารวมถึงหัวหน้าอย่างหม่าหมิงเซิง ต่างต่อสู้กับอสูรภูผาเขาเดียวอย่างไม่กลัวตาย
และในเวลานี้เอง เหอผิงก็สังเกตเห็นเรื่องแปลกประหลาดเรื่องหนึ่ง นั่นคือที่หน้าอกของอสูรภูผาเขาเดียวมีบาดแผลผิดปกติอยู่รอยหนึ่ง
“แปลกจริง ตรงนั้นมันตำแหน่งหัวใจ เจ้าอสูรภูผาเขาเดียวตัวนี้ไปได้แผลนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
นั่นเป็นแผลใหม่อย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนเพิ่งถูกใครบางคนซัดทะลุหน้าอกเมื่อไม่นานมานี้ จนเกือบจะควักเอาหัวใจออกมาได้
เรื่องนี้นับว่าประหลาดนัก! ปราณปีศาจของอสูรภูผาเขาเดียวนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าแสงวิญญาณคุ้มกายของเขาเลย แม้แต่เก้าศรอสรพิษวิญญาณยังเจาะไม่เข้า แล้วใครกันที่สามารถทำร้ายสัตว์ปีศาจตนนี้ได้ในช่วงเวลานี้ ความสงสัยผุดขึ้น เหอผิงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ความคิดสับสนวุ่นวาย
ทันใดนั้น เขาก็เกิดตระหนักรู้ เข้าใจเรื่องราวได้ในทันที
“ชือซินจื่อ... เป็นชือซินจื่อลงมือเอง!”
และในชั่วพริบตานั้นเอง เบื้องหลังเหอผิง พลันมีเสียงแก่ชราดังขึ้นอย่างแผ่วเบาและเยือกเย็น
“ไม่ผิดจากที่ข้าคาดไว้ ศิษย์น้อง ข้าเดาไว้แล้วว่าเจ้าต้องซ่อนตัวอยู่แถวนี้เป็นแน่...”
เหอผิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาหมุนกายกลับ แขนเสื้อขวาสะบัดขึ้น นิ้วทั้งห้าดีดออก เกิดเสียงดัง ‘เป่ง’ สนั่นหวั่นไหว ดาบตาข่ายเร้นลับนับร้อยเส้นที่สะสมพลังรอท่าอยู่แล้ว พุ่งตัดอากาศออกไป กลายเป็นเงาสีเทานับไม่ถ้วนถาโถมเข้ามาปกคลุมฟ้าดิน