- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 36 เก้าศรอสรพิษวิญญาณ
บทที่ 36 เก้าศรอสรพิษวิญญาณ
บทที่ 36 เก้าศรอสรพิษวิญญาณ
ภูเขารกร้างเงียบสงัด แสงตะวันค่อยๆ หม่นแสงลง กลายเป็นดวงอาทิตย์อัสดงที่เหลือเพียงครึ่งดวง ค่อยๆ ลับหายไปในทิวเขา ย้อมผืนป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลให้เป็นสีทองอร่ามงดงาม
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า แสงสีทองที่ทอดยาวบนทิวเขาก็พลันหยุดลง ป่าเขาที่เคยเขียวชอุ่มก็แปรเปลี่ยนเป็นลึกลับซับซ้อน ก้อนหินแต่ละก้อนต่างปรากฏเป็นสีดำทมิฬ
ด้านข้างของหุบเขาฝั่งร่มเงา แว่วเสียงเกือกม้าดังสับสนคละเคล้า ฝุ่นทรายตลบอบอวล เศษหญ้าปลิวว่อน กลุ่มสิบสามอาชาเหินเมฆาควบม้าตะบึงมาตามทางภูเขาอันขรุขระ ก้าวเดินอย่างทุลักทุเล คนบนหลังม้าล้วนสวมเกราะนิล ดูมืดมนทะมึนทึน มีเพียงคนนำหน้าผู้เดียวที่มิได้สวมหมวกเกราะ เผยให้เห็นใบหน้าสีแดงคล้ำ
ชายหน้าแดงคล้ำมีนามว่าหม่าหมิงเซิง เป็นหัวหน้าของกลุ่มสิบสามอาชา หม่าหมิงเซิงและอีกสิบสองคนที่เหลือ ล้วนเป็นทหารทาสที่ตำหนักทวิสุริยันฝึกฝนมาโดยเฉพาะ
ในตำนานเล่าขาน สำนักเต๋าบรรพกาลมีธรรมเนียมการเลี้ยงดูทหารเต๋า แม้ทหารทาสจะเทียบไม่ได้กับทหารเต๋าขุนพลเทพที่สำนักเต๋าบรรพกาลเลี้ยงดู แต่ก็ยังเหนือกว่ากองอาชาเสือดาวในโลกมนุษย์มากนัก
ในทางโลก มีเพียง ‘องครักษ์สวรรค์เก้าดารา’ ที่สำนักเต๋าเซียนเทียนฟูมฟักมากับมือ ซึ่งขึ้นตรงต่อราชวงศ์ต้าโหยวเท่านั้น ที่พอจะเทียบเคียงได้กับสิบสามอาชาเหินเมฆา!
ชุดเกราะเหล็กนิลที่สิบสามอาชาสวมใส่ เลือกใช้เหล็กนิลกาฬจากภูเขาเหมันต์ ในกระบวนการหลอมรวมได้ผสมเลือดสัตว์วิญญาณห้าชนิด เสริมด้วยทองคำแดง หยกวิญญาณ และผลึกเหมันต์ บนเกล็ดเกราะทุกชิ้นที่ตีขึ้น ล้วนประทับด้วยอักขระยันต์หนาแน่น
ต่อให้เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีแรงแม้จะเชือดไก่ หากสวมใส่เกราะยันต์นิลนี้ ก็สามารถกลายเป็นนักรบผู้กล้าที่ไร้เทียมทาน สามารถกวาดล้างกองทัพนับพันได้
ทว่าการเดินทางมายังขุนเขาซื่อติ่งครั้งนี้ กลับทำให้หม่าหมิงเซิงและพรรคพวกทั้งสิบสองลำบากใจยิ่งนัก ว่ากันว่าเดิมทีขุนเขาซื่อติ่งที่ได้ชื่อนี้ มันก็เพราะภายในภูเขามียอดเขาสูงตระหง่านสี่ต้นราวกับขาของกระถางธูปค้ำฟ้า เวลากลางวันที่มีดวงอาทิตย์ก็พอทำเนา แต่ยามวิกาล ป่าเขาที่เคยร่มรื่นเขียวขจีกลับกลายเป็นมืดมิดผิดปกติ
มิหนำซ้ำหนทางในภูเขายังขรุขระ ต่อให้เป็นอาชาวิเศษหายากที่มีเกล็ดและขนนกซึ่งสิบสามอาชาเหินเมฆาขับขี่ ก็ยังยากที่จะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในเส้นทางภูเขาอันคับแคบ อย่าว่าแต่จะได้ใช้วิชาประสานการโจมตีทะลวงทัพอันเลื่องชื่อของพวกเขาเลย
“ลูกพี่ แมลงวิญญาณจั๊กจั่นเขียวมีปฏิกิริยาแล้ว ทิศทางอยู่ที่ตำแหน่งซวิ่น[1]”
เจ้าเก้าในกลุ่มสิบสามอาชาสวมเกราะหนาเตอะ รูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ไหล่กว้างเอวหนา ดูท่าทางเหมือนคนหยาบกระด้างที่ไม่สนโลก แต่ที่เอวกลับแขวนกรงไม้ไผ่ประดิดประดอยอันวิจิตรสำหรับใส่จิ้งหรีด กรงไม้ไผ่นี้ทำขึ้นอย่างปราณีต ผูกด้วยเชือกแดงห้อยไว้ที่เอว
เจ้าเก้าใช้มือข้างเดียวดึงบังเหียน ยื่นมือไปตบกรงไม้ไผ่เบาๆ ทันใดนั้นกรงไม้ไผ่ก็ส่งเสียงแมลงร้องถี่รัวออกมา แมลงวิญญาณจั๊กจั่นเขียวในกรงไม้ไผ่ด้ายแดงนี้เรียกอีกชื่อว่าแมลงระลึก เป็นแมลงวิญญาณชนิดหนึ่ง ตำหนักทวิสุริยันมีวิชาสื่อสารเฉพาะทาง ซึ่งก็คือการใช้แมลงวิญญาณชนิดนี้ในการส่งข่าว
เจ้าเก้าในฐานะผู้เลี้ยงแมลงสามารถสื่อสารกับแมลงวิญญาณได้ เซียวฮ่าวแห่งพรรคฉางเฟิงมีขลุ่ยแมลงหยกอยู่เลาหนึ่ง เพียงแค่เป่าขลุ่ยหยกนั้นแมลงวิญญาณจั๊กจั่นเขียวก็จะสัมผัสถึงทิศทางได้ ต่อให้ห่างกันร้อยกว่าลี้ก็ยังสามารถสื่อสารถึงกันได้
“โอ้ หรือว่าคนของพรรคฉางเฟิงจะเจอตัวเจ้าเด็กเฉิงจื้อนั่นแล้วจริงๆ”
สีหน้าของหม่าหมิงเซิงผู้มีใบหน้าแดงคล้ำดูดีขึ้นมาเล็กน้อย
ภูมิประเทศของขุนเขาซื่อติ่งซับซ้อนยุ่งเหยิง หุบเหวธารหยกที่บดบังแสงตะวัน ลำธารไหลริน ทางเดินโบราณที่คดเคี้ยวร่มรื่น เจ้าโจรเฉิงจื้อนั่นซ่อนตัวอยู่ที่นี่ การจะจับตัวเขาแทบจะยากกว่าการปีนป่ายขึ้นสวรรค์
ซึ่งก็ช่วยไม่ได้ ต่อให้สิบสามอาชาเหินเมฆาจะเก่งกาจเพียงใด พวกเขาก็มีกันแค่สิบสามคน
พวกเขาเป็นทหารทาสผู้พิทักษ์ของสำนักเต๋า ฝึกฝนวิชาการรบและขี่ม้ายิงธนูอย่างหนัก ไม่ใช้เคล็ดวิชาของนักพรต จึงมิอาจมีหูทิพย์ตาทิพย์ หรือลอยตัวมองจากเวหาได้ หากไร้ซึ่งกำลังคนและทรัพยากรที่เพียงพอ การจะหาตัวเฉิงจื้อที่ซ่อนตัวอยู่ในขุนเขาซื่อติ่ง ย่อมเปรียบเสมือนงมเข็มในมหาสมุทร
“ตำแหน่งซวิ่นงั้นรึ?”
นัยน์ตาของหม่าหมิงเซิงส่องประกายวูบ เขาเงยหน้ามองทิศทางแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงขรึม “ดึกแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าอสูรภูผาเขาเดียวนั่นซ่อนตัวอยู่ที่ไหน สัตว์ปีศาจตนนี้หลบซ่อนตอนกลางวัน ออกหากินตอนกลางคืน ทางที่ดีเราควรรีบหาตัวเจ้าเด็กนั่นให้เจอก่อนที่สัตว์ปีศาจตนนั้นจะออกจากรังมาล่าเหยื่อ”
“จะว่าไปก็น่าแปลก เจ้าเฉิงจื้อนั่นหลบอยู่ในภูเขาตั้งนาน มันหลบเลี่ยงเจ้าอสูรภูผาตนนั้นได้อย่างไรกัน”
เจ้าสามรูปร่างสูงโปร่ง สวมเกราะยันต์เหล็กนิล บนหมวกเกราะเขาสัตว์แขวนหน้ากากเหล็กรูปปีศาจ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่ง
“เกรงว่าคงมีวิชาอำพรางตัวจากอสูรภูผา ตามข่าวที่ใต้เท้าเซิ่งสืบมา พี่น้องตระกูลเฉิงน่าจะเคยเรียนวิชามาบ้าง ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ใดเป็นคนถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้พวกมัน”
หม่าหมิงเซิงกำลังจะเอ่ยปากต่อ ทันใดนั้นใบไม้ผืนใหญ่ข้างทางฝั่งขวาก็สั่นไหวซู่ซ่า พร้อมกับเสียงลิงร้องโหยหวนดังแว่วมาจากความมืดในระยะไกล
เหล่าทหารเงยหน้ามองไปทางป่าเขา ถึงได้เห็นว่าบนยอดไม้ในป่าแถบนี้ ไม่รู้ว่ามีดวงตาสีเขียวเรืองรองนับไม่ถ้วนโผล่มาตั้งแต่เมื่อใด ราวกับเป็นไฟผีที่ล่องลอย สั่นไหวอยู่ตามยอดไม้ จ้องมองกลุ่มสิบสามอาชาเหินเมฆาด้วยเจตนาร้าย
“...จำนวนเยอะมาก”
ฉีฮุ่ยอิงขมวดคิ้วงาม
“มันคือลิงผา”
แววตาของหม่าหมิงเซิงเย็นเยียบ เขาจ้องมองเงาร่างที่ซ่อนอยู่บนต้นไม้ อาศัยสายตาอันเฉียบคมจนมองเห็นว่าเป็นลิงประหลาดแต่ละตัว
“ถือเป็นสัตว์พันธุ์พิเศษชนิดหนึ่ง ขนทั่วร่างแหลมคมเหมือนหนาม มีพละกำลังมหาศาล บางครั้งก็จับคนตัดฟืนหรือชาวเขาที่เข้าป่ามากินเปลี่ยนรสชาติ แม้จะไม่ใช่สัตว์ปีศาจ แต่ก็มีจำนวนมาก ความอันตรายไม่ด้อยไปกว่าเสือดาวหรือจระเข้ยักษ์”
เวลานี้เหล่าอัศวินก็มองเห็นชัดเจนแล้ว นี่น่าจะเป็นฝูงลิงผาที่ยึดครองภูเขาแห่งนี้ เสียงลิงร้องระงมไม่ขาดสาย ราวกับกำลังส่งสัญญาณเรียกพวกพ้อง
ต้นไม้รอบด้านสั่นไหวไม่หยุด ลิงผาจำนวนมากกระโจนข้ามยอดไม้มาจากที่ไกลๆ ฟาดฟันกิ่งไม้ใบหญ้าปลิวว่อน บางต้นถึงกับหักโค่นลง อานุภาพน่าตื่นตระหนก
เจ้าเจ็ดเห็นดังนั้น จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เจ้าเดรัจฉานพวกนี้ คิดจะหาเรื่องพวกเรางั้นรึ...?”
ทันใดนั้น เสียงร้องประหลาดที่ดังเสียดแทงก้อนหินทะลุเมฆก็ดังขึ้น อาชาวิญญาณที่สิบสามอาชาเหินเมฆาขี่อยู่ต่างพากันตื่นตระหนก
“เรื่องนั้นก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
หม่าหมิงเซิงยังคงสังเกตการณ์ ทันใดนั้นเมื่อได้ยินเสียงร้องประหลาดนี้ รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลง สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ลิงหน้าคน ฝูงลิงผานี้ถึงกับให้กำเนิดลิงหน้าคนออกมาเชียวรึ?!”
ลึกเข้าไปในยอดไม้ เงาร่างประหลาดขนาดมหึมาพุ่งพรวดออกมา พร้อมกับเงาร่างนั้น ท่อนแขนที่เต็มไปด้วยขนก็คว้าจับลำต้นไม้ไว้
ถัดมา ใบหน้าคนอันแปลกประหลาดก็ปรากฏขึ้น เมื่อเพ่งมองดูดีๆ จึงพบว่าเป็นลิงยักษ์ตัวสูงใหญ่ที่มีใบหน้าเหมือนคน
ชั่วพริบตา ลิงหน้าคนก็กระโดดขึ้นไปนั่งยองๆ บนลำต้น นัยน์ตากลมโตเหมือนระฆังทองแดงส่องประกายอำมหิตราวกับเปลวเพลิงสีเขียว
ลิงหน้าคนตัวนี้ดูเหมือนจะเป็นจ่าฝูงของเหล่าลิงผา พอมันปรากฏตัว ฝูงลิงโดยรอบก็พากันสงบเสงี่ยมลง ราวกับแม่ทัพออกโรง แผ่กลิ่นอายสังหารอันตรายออกมา
“ฝูงลิงผามีลิงหน้าคนปรากฏตัว นี่คือราชาลิง จะปล่อยให้มันออกคำสั่งโจมตีพร้อมกันไม่ได้ มิเช่นนั้นต่อให้เป็นพวกเราสิบสามอาชาเหินเมฆาก็คงไม่จบสวยแน่!”
หม่าหมิงเซิงรู้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี สัญญาณเตือนภัยในใจดังลั่น
“เจ้าห้า!!!”
เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด พูดตะโกนลั่น ฉีฮุ่ยอิงสตรีเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มสิบสามอาชาเหินเมฆาพลิกฝ่ามือ กล่องยาวทองแดงที่สะพายอยู่ด้านหลังก็ตกลงสู่มือ กล่องนี้มีรูปร่างคล้ายกล่องพิณ ทั่วทั้งใบสลักลวดลายเมฆาอัสนีและอสรพิษจนเต็ม
เมื่อฉีฮุ่ยอิงรับมา นิ้วมือก็กดกลไกที่ซ่อนอยู่บนตัวกล่องอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียง ‘แกรกแกรก’ ของกลไกดีดตัว แผ่รังสีสังหารอันเยือกเย็นออกมาทั่วร่าง
ฟุ่บฟุ่บฟุ่บ! ปลายกล่องทองแดงเปิดออก เผยให้เห็นรูเก้ารู ภายในมีแสงเงาคมกริบพุ่งทะลวงอากาศออกมา ราวกับอสรพิษวิญญาณที่กลายร่างเป็นเส้นสีดำหลายสายในอากาศ เคลื่อนที่ด้วยวิถีอันพิสดาร
ลิงหน้าคนสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง มันเป็นสัตว์พันธุ์พิเศษที่หาได้ยาก ชั่วขณะนั้นความรู้สึกผิดปกติบางอย่างแล่นผ่านจิตใจ มันจึงหงายหลังทิ้งตัวลงโดยไม่ทันคิด
เพียงวินาทีถัดมา สายลมที่เย็นยะเยือกและรวดเร็วอย่างยิ่งก็พัดเฉียดหน้าอกและลำคอไป รวดเร็วเสียจนเกิดเสียงแหวกอากาศดังวูบ ความรู้สึกเจ็บแสบแล่นพล่านที่หน้าอกราวกับถูกไฟลวก
ลิงหน้าคนตัวนี้ก็นับว่าหูไวตาไว รีบกระโจนถอยหลังทันที แต่มันหรือจะคาดเดาได้ว่าเส้นสีดำที่พุ่งออกไปเหล่านั้น กลับวนกลับมาในอากาศ แล้วพุ่งเข้าหามันราวกับสายฟ้าฟาด
ต่อให้ลิงหน้าคนจะเคลื่อนไหวเร็วเพียงใด มันก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง หน้าอกถูกเจาะทะลวงเป็นรูเลือดหลายรู สัตว์ประหลาดตัวนี้ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวนก็สิ้นใจตายคาที่ ร่างลิงร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ
พอลิงหน้าคนตาย ฝูงลิงผาก็ตกอยู่ในความโกลาหล ต่างส่งเสียงร้องเจี๊ยกจ๊ากด้วยความตื่นตระหนก รีบหนีไปจากที่นี่ มุ่งหน้าเข้าป่าลึกอย่างรวดเร็ว
“เยี่ยมมากเจ้าห้า เก้าศรอสรพิษวิญญาณของเจ้าสร้างความดีความชอบใหญ่อีกแล้ว”
เจ้าเก้าอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม
ฉีฮุ่ยอิงกอดกล่องยาวทองแดงไว้ พลางเงียบงันไม่เอ่ยวาจา
สิบสามอาชาเหินเมฆาหาใช่คนเถื่อนที่รู้แต่เพียงวิชาขี่ม้ายิงธนู แต่ละคนล้วนมีไม้ตายก้นหีบซ่อนอยู่ หรือไม่ก็ได้รับสืบทอดวิชาลับจากปรมาจารย์เซียนแห่งตำหนักทวิสุริยัน เก้าศรอสรพิษวิญญาณที่เจ้าห้าฉีฮุ่ยอิงครอบครองอยู่นั้น เรียกอีกชื่อว่า ‘กล่องศรอสรพิษวิญญาณ’
กล่องยาวทองแดงนี้เป็นศาสตราวุธปราบมารที่ปรมาจารย์เซียนผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมสร้างแห่งตำหนักทวิสุริยันเป็นผู้ตีขึ้นด้วยมือ ภายในกล่องซ่อนศรเหล็กคำสาปโลหิต ใช้กลไกในการยิง ภายในระยะร้อยก้าว สามารถบังคับใกล้ไกลได้ดั่งใจ สั่งการได้อิสระ อีกทั้งยังมีผลในการข่มขวัญพลังปราณโดยเฉพาะ
สิบสามอาชาเหินเมฆาอาศัยกล่องยาวทองแดงใบนี้ สังหารยอดฝีมือที่มีวิชาแก่กล้ามาแล้วหลายคน
“คราวนี้พาเจ้าห้าขึ้นภูเขามาด้วย หากเจอเจ้าอสูรภูผาเขาเดียวตนนั้นอีก ก็คงไม่ต้องยืนงงทำอะไรไม่ถูกเหมือนคราวที่แล้ว!”
จิตใจของหม่าหมิงเซิงมั่นคงขึ้น แววตาก็เผยให้เห็นความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
[1] ทิศตะวันออกเฉียงใต้