- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 35 ขลุ่ยแมลงหยก
บทที่ 35 ขลุ่ยแมลงหยก
บทที่ 35 ขลุ่ยแมลงหยก
วิชาหุ่นเชิดซากศพ คือวิชาหุ่นเชิดแขนงหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ซึ่งสามารถใช้ควบคุมซากศพได้
วิชาหุ่นเชิดซากศพไม่ใช่วิชาหลอมศพ ว่ากันตามตรง มันก็เป็นเพียงวิชาที่ใช้ซากศพต่างหุ่นเชิดเพื่อบังคับควบคุมเท่านั้น
ส่วนพวกซากสัตว์ปีศาจหรือผีดิบนั้น หากมิใช่เพราะก่อนตายมีความเคียดแค้นรุนแรงเกินไป ก็ต้องเป็นเพราะเหตุบังเอิญถูกฝังลงในดินแดนหยินที่เป็นจุดรวมปราณมาร ดูดซับปราณหยินเข้าไปมากเกินไปจนกลายเป็นศพแข็งทื่อ
ต่อให้เป็นผีดิบเร่ร่อนหรือผีดิบที่อ่อนแอที่สุด มันก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะรับมือได้ ทว่าศพที่ถูกควบคุมด้วยวิชาหุ่นเชิดซากศพนั้น เป็นเพียงของที่ดูดีแต่ภายนอก หาได้มีความแข็งแกร่งอันใดไม่
“เพราะหากต้องการเพียงเพื่อฆ่าคน การใช้หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษหรือหุ่นเชิดไม้ปีศาจย่อมสะดวกกว่า อีกอย่างด้วยฝีมือของคนพวกนี้ ก็คงไม่อาจต้านทานดาบตาข่ายเร้นลับของข้าได้...”
หากจะพูดถึงวิธีการสังหารคน ดาบตาข่ายเร้นลับที่สามารถดีดเส้นด้ายสังหารจากระยะไกล ตัดทองคำและหยกได้ราวกระดาษนั้นย่อมรุนแรงกว่ามาก ทว่าการลงมือในครั้งนี้ เหอผิงไม่ได้มีเจตนาเพียงเพื่อฆ่าคนอย่างเดียว
ครั้งนี้ เหอผิงใช้วิชาหุ่นเชิดซากศพควบคุม ‘คนตระกูลเหอ’ ให้ทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อ อีกทั้งยังจงใจเดินทางเข้าภูเขาไปทางทิศตะวันออกพร้อมกับพรรคฉางเฟิง เพื่อแสร้งทำเป็นอ่อนแอให้ศัตรูตายใจ เขาอยากจะดูว่าเซียวฮ่าวแห่งพรรคฉางเฟิงผู้นี้ แท้จริงแล้วกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่...
ผลปรากฏว่าเซียวฮ่าวและเหล่าสมุนก็ติดกับดักของเขาจริงๆ เมื่อคนของพรรคฉางเฟิงเห็นคนตระกูลเหอที่ถูกฆ่าตายไปแล้วฟื้นคืนชีพขึ้นมา ต่างก็พากันตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ ความกล้าที่จะต่อสู้กลับแทบไม่หลงเหลือ... สุดท้ายหากไม่ถูกหุ่นเชิดซากศพสกัดไว้ ก็ถูกหุ่นเชิดไม้ปีศาจในเกี้ยวสังหาร หรือไม่ก็ถูกจับกุมตัวได้ในที่เกิดเหตุ
พรรคฉางเฟิงนับได้ว่าเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงในเมืองซุ่ยอัน ครั้งนี้ต้องสูญเสียหัวหน้าพรรคอย่างเซียวฮ่าว อีกทั้งเหล่ายอดฝีมือระดับแกนนำ นับจากนี้ไปคงจะถูกลบชื่อออกจากมณฑลเป่ยฟู่เป็นแน่
“ต่อไปก็คือการจัดการกับคนของพรรคฉางเฟิงพวกนี้ คนของพรรคฉางเฟิงที่มาดักซุ่มโจมตีข้ามีทั้งหมดกว่าเจ็ดสิบคน และยังมีอีกห้าสิบถึงหกสิบคนที่เฝ้าระวังอยู่แถวหุบเขาผิงติ่ง คนกลุ่มนั้นปล่อยไว้ก่อนไม่ต้องไปสนใจ”
เซียวฮ่าวและคนของพรรคฉางเฟิงที่พามาด้วย ตายไปเกือบหนึ่งในสาม ส่วนคนที่เหลือล้วนถูกมัดเอาไว้
อย่างไรก็ตาม เหอผิงไม่ได้คิดจะไว้ชีวิตคนกลุ่มนี้ พวกมันไม่มีประโยชน์ให้ใช้งานมากนัก เขาตั้งใจว่าหลังจากเค้นข้อมูลออกมาได้แล้ว จะจับทำเป็นหุ่นเชิดซากศพให้หมด แล้วใช้วิชาหุ่นเชิดซากศพควบคุม จึงจะสะดวกต่อการดำเนินแผนการขั้นต่อไปของเขา
…
หลังจากเหอผิงจับตัวเหยียนเหล่าเอ้อร์ระดับหัวหน้าของพรรคฉางเฟิงได้ เขาก็เริ่มลงทัณฑ์ทรมานเพื่อบีบคายความลับ จนได้ข้อมูลลับมากมายจากปากของคนผู้นี้
“สิบสามอาชาเหินเมฆาไม่ใช่ลูกสมุนของเจ้าเมืองเซิ่ง... แต่คนพวกนี้มาจากขุมกำลังที่เรียกว่าตำหนักทวิสุริยัน...”
เหยียนเหล่าเอ้อร์เป็นลูกน้องของเซียวฮ่าว ด้วยความสัมพันธ์กับเซียวฮ่าว จึงทำให้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิบสามอาชาเหินเมฆาอยู่บ้าง
สิ่งที่เรียกว่าสิบสามอาชาเหินเมฆา ไม่ใช่ขุนพลคู่กายของเจ้าเมืองเซิ่ง และไม่ใช่ขุนพลตระกูลเซิ่งแต่อย่างใด
“ตำหนักทวิสุริยัน... น่าจะเป็นสำนักผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ใช่ขุมกำลังพรรคในยุทธภพทั่วไป ลำพังแค่เกราะเหล็กนิลที่สิบสามอาชาเหินเมฆาสวมใส่ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่สำนักในยุทธภพจะสามารถสร้างขึ้นมาได้แล้ว...”
เหอผิงหวนนึกขึ้นได้ว่า บนแผ่นเกราะเหล็กนิลที่ชายหน้าแดงคล้ำและฉีฮุ่ยอิงสวมใส่นั้น มีลวดลายอักขระซับซ้อนสลักอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นเกราะยันต์ในโลกผู้บำเพ็ญเพียร
เกราะยันต์ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเท่านั้นที่สวมใส่ได้ ต่อให้เป็นคนธรรมดาหากสวมใส่เกราะนี้ ก็สามารถกระตุ้นอักขระยันต์ให้เกิดแสงวิญญาณคุ้มกายได้เช่นกัน
พวกชายหน้าแดงคล้ำสวมใส่เกราะยันต์ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นศาสตราวุธวิเศษนี้ ทำให้ฟันแทงไม่เข้า น้ำไฟธรรมดามิอาจกล้ำกราย พละกำลังและการป้องกันล้วนได้รับการเสริมแกร่ง หากนำไปไว้ในสนามรบ สิบสามอาชาเหินเมฆาที่อาศัยเกราะยันต์ชุดนี้ เกรงว่าจะกลายเป็นเครื่องบดเนื้อในสนามรบดีๆ นี่เอง
“ดูจากรูปการณ์แล้ว สิบสามอาชาเหินเมฆาก็ด้อยกว่าอสูรภูผาเขาเดียวตนั้นเพียงเล็กน้อย ด้วยความแข็งแกร่งของข้า การรับมือก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก เพียงแต่จะได้ไม่คุ้มเสีย สู้ปล่อยให้คนกลุ่มนี้ไปสู้กับอสูรภูผาเขาเดียวตัวนั้น เพื่อตัดกำลังเจ้าสัตว์ปีศาจนั่นเสียหน่อยจะดีกว่า...”
เหอผิงอดไม่ได้ที่จะวางแผนในใจ เขากวาดสายตามองไปที่เหยียนเหล่าเอ้อร์ที่ถูกมัดอยู่กับต้นไม้ แล้วเอ่ยถามอีกครั้ง
“ในเมื่อเจ้าบอกว่าเสือดาวหน้ายิ้มเซียวฮ่าวผู้นั้นเป็นคนสนิทของเจ้าเมืองเซิ่ง และเป็นหมากที่วางซ่อนไว้ในเมืองซุ่ยอัน เช่นนั้นเขาต้องรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเซิ่งชิงจือไม่น้อย ข้าจะถามเจ้า เซิ่งชิงจือกับตำหนักทวิสุริยันนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?”
การผงาดขึ้นมาของพรรคฉางเฟิงมีความเกี่ยวข้องกับเซิ่งชิงจือเป็นอย่างมาก เซียวฮ่าวเองก็เป็นคนคอยประจบสอพลอเจ้าเมืองเซิ่ง เรื่องนี้ผู้คนในเมืองซุ่ยอันต่างรู้กันทั่ว แต่สิ่งที่คนนอกไม่มีทางรู้เลยก็คือ…
เซียวฮ่าวเดิมทีเป็นบ่าวรับใช้ในตระกูลเซิ่งของเซิ่งชิงจือ โดยเนื้อแท้แล้ว เสือดาวหน้ายิ้มไม่ใช่สุนัขล่าเนื้อที่เจ้าเมืองเซิ่งเลี้ยงไว้นอกบ้าน แต่เป็นสุนัขเฝ้าบ้านในจวนส่วนตัวต่างหาก
นี่คือความลับที่เหยียนเหล่าเอ้อร์ รองหัวหน้าพรรคฉางเฟิงเป็นคนเอ่ยปากบอกเอง เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ใจของเหอผิงก็ไหววูบ
“จะว่าไปแล้ว เซิ่งชิงจือผู้นี้แท้จริงแล้วมีฐานะอะไรกันแน่ เขาเป็นเพียงเจ้าเมือง เป็นคนของทางการ เหตุใดจึงไปมีความเกี่ยวข้องกับตำหนักทวิสุริยันที่เป็นสำนักผู้บำเพ็ญเพียรได้…”
“ระ... เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัด”
เหยียนเหล่าเอ้อร์มองดูชายชุดดำสวมหน้ากากผีที่อยู่ตรงหน้า หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว
แม้แต่ในสายตาของจอมยุทธ์เฒ่าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนอย่างเขา ชายชุดดำผู้นี้ก็ยังเป็นจอมมารที่ชั่วร้ายอำมหิตที่สุด
นับตั้งแต่จับเป็นทุกคนมาได้ จอมมารผู้นี้ก็ใช้ทัณฑ์ทรมานกับเขาและคนของพรรคฉางเฟิง ซึ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ จอมมารผู้นี้เห็นได้ชัดว่ารู้วิชามารบางอย่างที่สามารถฆ่าคนเป็นๆ แล้วเรียกวิญญาณกลับคืน หลอมรวมจนกลายเป็นตัวตนประหนึ่งศพผีปีศาจ
จอมมารผู้นี้ถึงขั้นแสดงให้เหยียนเหล่าเอ้อร์ดูต่อหน้าต่อตา เขาจับลูกพรรคมาสองคน แล้วใช้เข็มทองยาวสี่นิ้วสองเล่มแทงทะลุจุดเทียนหลิงและจุดต้าจุย[1] สมาชิกพรรคทั้งสองสิ้นใจทันที แต่ไม่นานนักก็ ‘ฟื้น’ ขึ้นมา เพียงแต่หลังจากฟื้นจากความตาย ก็ไร้ซึ่งสัญญาณชีวิตโดยสิ้นเชิง กลายเป็นเพียงซากศพเดินได้เท่านั้น
สิ่งที่น่าฉงนและสยดสยองก็คือ... หลังจากที่พวกมันกลายเป็นสภาพเช่นนี้ จอมมารผู้นี้กลับสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของพวกมันได้ราวกับเชิดหุ่นกระบอก
“ในบรรดาพวกเจ้า มีเพียงคนที่มีประโยชน์ต่อข้าและสามารถมอบข้อมูลล้ำค่าให้ข้าได้เท่านั้นจึงจะมีโอกาสรอดชีวิต นอกเหนือจากนั้น ก็มีเพียงโอกาสที่จะถูกจับทำเป็นหุ่นเชิดซากศพ...”
ชายชุดดำเอ่ยด้วยวาจาเย็นชา น้ำเสียงแหบพร่าและต่ำลึก ฟังจากน้ำเสียงของเขา ดูเหมือนจะไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยที่จะจับคนเป็นๆ มาทำเป็นหุ่นเชิดซากศพ
“โอกาสมีไว้สำหรับคนฉลาด เหยียนเหล่าเอ้อร์ สรุปว่าเจ้ารู้หรือไม่รู้กันแน่?!”
“ข้าพูดแล้ว ข้าพูดแล้ว...”
หัวใจของเหยียนเหล่าเอ้อร์กระตุกวูบ รีบเอ่ยปากอย่างลนลาน
“หัวหน้าเซียวเคยบอกว่า สิบสามอาชาเหินเมฆาขึ้นตรงกับศิษย์พี่ท่านหนึ่งของเจ้าเมืองเซิ่ง คนผู้นั้นเป็นนักพรต ท่านเจ้าเมืองเซิ่งเป็นคนเอ่ยปากขอยืมทหารทั้งสิบสามนายนี้มาจากนักพรตท่านนั้น”
“แล้วตอนนี้นักพรตผู้นั้นไปที่ใด?”
หลังจากสวมหน้ากาก เหอผิงก็ใช้วิชาเจรจาท้องในการพูดคุย
เสียงของเขาแฝงความประหลาดที่บอกไม่ถูก หากเป็นที่โลกเก่า น้ำเสียงแบบนี้คงถูกล้อว่าเป็น ‘เสียงมะเร็งกล่องเสียง’ ฮีโร่ในภาพยนตร์ชื่อดังบางเรื่องมักจะดัดเสียงแปลกๆ แบบนี้เวลาออกปราบอธรรมยามค่ำคืน
“ดูเหมือนนักพรตจะมีธุระด่วน จึงได้ออกจากมณฑลเป่ยฟู่ไปนานแล้วขอรับ”
เหยียนเหล่าเอ้อร์ตอบตามความจริงอย่างว่าง่าย
เหอผิงสอบถามคนผู้นี้อีกพักใหญ่ จนได้ความว่าพรรคฉางเฟิงกับสิบสามอาชาเหินเมฆามีช่องทางติดต่อกันอย่างลับๆ เพื่อใช้ส่งข่าวให้ทันท่วงทีในยามที่ต้องจับกุมตัวเฉิงจื้อ
“ของที่ใช้ส่งข่าวนั้นยังอยู่ที่ตัวเซียวฮ่าว ของสิ่งนั้นมีชื่อว่า ‘ขลุ่ยแมลงหยก’ ว่ากันว่าเพียงแค่เป่าขลุ่ยแมลงหยกนั่น สิบสามอาชาเหินเมฆาก็จะรับรู้ตำแหน่งและรุดหน้ามาทันที”
เมื่อได้ยินเหยียนเหล่าเอ้อร์กล่าวเช่นนั้น เหอผิงจึงรีบสั่งให้หุ่นเชิดไม้ปีศาจค้นศพของเซียวฮ่าว และก็พบขลุ่ยหยกสีเขียวมรกตเลาหนึ่งจริงๆ ขลุ่ยหยกนี้สร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง ปลายด้านหนึ่งของตัวขลุ่ยยังถูกสลักเสลาด้วยฝีมือช่างชั้นเลิศ เป็นรูปจั๊กจั่นหยกที่มีปีกบางสี่แฉก
เหอผิงหมุนขลุ่ยแมลงหยกเล่นไปมา พลางยื่นข้อเสนอให้เหยียนเหล่าเอ้อร์อย่างไม่ใส่ใจนัก
“เจ้าจงฟังให้ดี ต่อจากนี้ข้าจะให้โอกาสเจ้า เจ้าจงไปทำเรื่องหนึ่งให้ข้า หากเรื่องนี้สำเร็จด้วยดี ข้าจะให้โอกาสเจ้ารอดชีวิต”
[1] จุดเทียนหลิงหรือที่รู้จักกันในทางการแพทย์แผนจีนว่าจุดไป่ฮุ่ย อยู่ตรงกลางกระหม่อมศีรษะ ส่วนจุดต้าจุย อยู่บริเวณด้านหลังคอ ตรงร่องใต้ปุ่มกระดูกสันหลังส่วนคอข้อที่ 7 กระดูกชิ้นที่นูนที่สุดเวลาเราก้มหัว