- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 25 กระดานหมาก
บทที่ 25 กระดานหมาก
บทที่ 25 กระดานหมาก
บทที่ 25 กระดานหมาก
หลังจากหลุบตาลงเล็กน้อย สัมผัสวิญญาณของเขาก็เริ่มเคลื่อนไปตามเส้นด้ายที่มองไม่เห็น เพื่อพยายามสัมผัสรับรู้ถึงตราประทับที่ฝังอยู่ใต้ดิน
ฉับพลัน ปราณมารและปราณหยินอันหนาหนักก็พวยพุ่งย้อนกลับมาหาเขาผ่านการเชื่อมโยงของตราประทับโลหิตอย่างกะทันหัน
“...นี่มัน?”
วิสัยทัศน์ของเหอผิงราวกับทะลุผ่านชั้นดินและโลงศพลงไป
ในชั่วขณะนั้นเอง เขาได้เห็นเฉิงอวี้เจียวที่นอนสงบนิ่งอยู่ในโลง
หว่างคิ้วของศพหญิงสาวมีรอยประทับสีแดงเปล่งแสงสว่างจางๆ นั่นคือตราประทับที่เกิดจากการวิชาแปดลักษณ์ตรึงซาก
ทว่าสิ่งที่เห็นถัดมาทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นด้วยความแปลกใจ
เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของศพ บนใบหน้า แขน และผิวหนังของเฉิงอวี้เจียวจึงมีขนอ่อนสีขาวงอกออกมาอย่างน่าขนลุก
หลังจากฝังลงไปได้เพียงชั่วครู่ ศพหญิงสาวก็มีรูปลักษณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“นี่มันอะไรกัน?”
น่าจะเป็นเพราะดูดซับปราณหยินเข้าไปจำนวนมาก หน้าอกของเฉิงอวี้เจียวจึงขยับขึ้นลงเล็กน้อย ผ่านไปสักพัก ขนสีขาวบนร่างของนางก็ร่วงหล่น เปลี่ยนเป็นชั้นขนอ่อนสีดำเจือแดง
ที่ประหลาดพิสดารที่สุดคือบริเวณขมับทั้งสองข้างบนหน้าผาก มีก้อนเนื้อนูนขึ้นมาสองจุด ราวกับมีเขาแพะสองข้างกำลังจะแทงทะลุผิวหนังออกมา
“ขนสีดำเจือแดงเลือด ทั้งยังมีเขาคู่บนศีรษะ นี่คือนิมิตลักษณ์แพะแดง เหตุใดศพหญิงสาวพอถูกฝังที่นี่ ถึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ขึ้น?”
ในชั่ววูบนั้น เหอผิงนึกถึงเรื่องเล่าขานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเล่าจากตำราโบราณที่เก็บรักษาไว้ในหอตำราตระกูลเหอ…
ว่ากันว่า ในสมัยโบราณมีฮ่องเต้และขุนนางผู้มีอำนาจบางคนปรารถนาความเป็นอมตะ ต้องการสำเร็จเป็นเซียน จึงส่งปรมาจารย์ภูมิพยากรณ์ผู้รู้วิชาฮวงจุ้ยออกไปค้นหาขุนเขาที่มีชื่อเสียงและสำรวจชีพจรปฐพี
คนในยุคนั้นเชื่อว่า หากได้ฝังร่างลงในชีพจรมังกร ศพจะงอกเกล็ดและขนนก ฟื้นคืนจากความตาย และกลายเป็นเซียนเหินเวหา
“หรือว่า ‘เซียนเหินเวหา’ ในตำนานที่ว่า แท้จริงแล้วก็คือผีดิบชนิดหนึ่ง? อย่างเช่นพวกผีดิบเหินเวหาที่ข้าเคยได้ยินในชาติที่แล้วอะไรทำนองนั้น...?”
เหอผิงขมวดคิ้วมุ่น
ภายใต้เท้าของเขา ศพหญิงสาวในโลงยังคงดูดกลืนปราณมารอย่างไม่ลดละ ด้วยความเร็วระดับนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะเปลี่ยนจากผีดิบขนดำ กลายเป็นผีดิบอสูรขนแดงได้เลย
ผีดิบอสูรขนแดงนั้น แข็งแกร่งกว่าผีดิบขนดำทั่วไปอยู่ขั้นหนึ่ง ผีดิบชนิดนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็น ‘ผีดิบอสูร’ ถือเป็นภูตผีปีศาจที่บำเพ็ญเพียรจนแกร่งกล้าประเภทหนึ่ง
ผีดิบดุร้ายชนิดนี้เมื่อสั่งสมพลังได้มากพอ เส้นเอ็นและกระดูกจะแข็งแกร่ง ขนสีแดงที่งอกออกมานั้นดาบกระบี่หรือเกาทัณฑ์ยากจะระคายผิว รับมือยากยิ่งกว่าผีดิบหน้าเขียวเสียอีก อีกทั้งหากนำมาใช้หลอมธูปมรณะต่ออายุก็น่าจะช่วยเพิ่มอายุขัยได้ไม่น้อย
“ในวิชาธูปเตาหลอมพูนจิตที่อยู่ในร่มดำก็มีบันทึกไว้ การจะหลอมสร้างผีดิบอสูรขนแดงให้ดีที่สุด ต้องเซ่นสังเวยด้วยโลหิตบริสุทธิ์ โดยเฉพาะเลือดของคนในครอบครัว...”
เหอผิงพึมพำกับตัวเองอย่างครุ่นคิด
“เพียงแต่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดูดซับปราณมารจากธรณีแพะแดงแห่งนี้เข้าไปหรือไม่ ศพของเฉิงอวี้เจียวถึงได้ดูแปลกประหลาดไปบ้าง?”
เขาคิดในใจว่าหากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ต่อไป สักวันหนึ่งเฉิงอวี้เจียวจะกลายเป็นผีดิบอสูรขนแดงที่มีรูปลักษณ์ครึ่งคนครึ่งแพะหรือไม่?
สายลมแผ่วเบาพัดผ่านใบหน้า ความเย็นยะเยือกทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย
ทันใดนั้นเอง มันก็มีเสียงกระพือปีกดังมาจากท้องฟ้ายามวิกาล ถัดมานกเค้าหน้าผีตัวหนึ่งก็โฉบลงมาจากอากาศ
พ่อบ้านเหอฝูเซิงยกมือขวาขึ้น บนมือของเขาสวมถุงมือหนังแกะ นกเค้าหน้าผีร่อนลงมา กรงเล็บของมันเกาะลงบนมือขวาของเขาอย่างแม่นยำ
เหอฝูเซิงยื่นมือไปหยิบกระดาษแผ่นเล็กออกจากกระบอกทองแดงที่ผูกติดกับขาของนกเค้าหน้าผี เขาคลี่ออกดูแวบหนึ่ง ก่อนจะกดเสียงต่ำกล่าวกับเหอผิงว่า “นายน้อย เรื่องราวถือว่าสำเร็จแล้วขอรับ เจ้าเฉิงจื้อนั่นนับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง เซิ่งชิงหงและเหอซีผิงผู้นั้น ล้วนถูกมันจัดการเรียบร้อยแล้ว”
“อ๋อ”
เหอผิงพยักหน้าเล็กน้อย
“ดี ดูเหมือนว่าเจ้าเฉิงจื้อผู้นี้จะมีประโยชน์อยู่บ้าง”
กระดานหมากนี้ถือว่าวางหมากตัวหนึ่งลงไปอย่างส่งเดช คาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะออกมาดีเยี่ยมขนาดนี้
ความจริงแล้ว การที่เฉิงจื้อไปปรากฏตัวที่หอสุราหลินเจียงเซียน ย่อมเป็นการจัดแจงภายใต้คำสั่งของเขา เซิ่งชิงหงทำตัวโอ้อวด การสืบข่าวว่ามันจะจัดงานเลี้ยงรับรองแขกที่หอสุราและเหอซีผิงก็อยู่ในรายชื่อแขกนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนที่เหลือก็แค่หาวิธีแยบยลในการส่งเฉิงจื้อเข้าไปปะปนกับพวกเสี่ยวเอ้อในหอสุรา
การวางแผนครั้งนี้ของเขา ประการแรกคือเพื่อสังหารเหอซีผิงที่ไม่ลงรอยกับตน สองพ่อลูกเหอจินสายรองตระกูลเหอกลายเป็นภัยคุกคามของตระกูล จำต้องกำจัดทิ้ง อีกประการหนึ่งคือตั้งใจใช้ความตายของเซิ่งชิงหงเพื่อ ‘โยนหินถามทาง’
“แล้วทางเจ้าเมืองเซิ่งมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง?”
เหอผิงเอ่ยถามขึ้น
“ยังไม่แน่ชัดขอรับ”
เหอฝูเซิงจุดไฟเผากระดาษแผ่นนั้นด้วยเปลวเพลิงในโคม ก่อนจะกล่าวเสียงขรึม “หลังจากลงมือสำเร็จ เฉิงจื้อก็กระโดดหอสุราลงไปในแม่น้ำ แต่ทางที่ว่าการได้ส่งคนออกค้นหาร่องรอยของเฉิงจื้อตามสองฝั่งแม่น้ำแล้ว คนที่เราส่งไปรับช่วงต่อแจ้งมาว่าเขาได้ออกจากเมืองซุ่ยอันแล้ว และกำลังหนีไปทางขุนเขาซื่อติ่ง...”
ตอนท้าย พ่อบ้านกล่าวด้วยความกังวลเล็กน้อย “นายน้อย เฉิงจื้อผู้นี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา ปล่อยให้เขาหนีไปแบบนี้โดยที่เราไม่ส่งคนติดตาม แถมทางเจ้าเมืองก็คงไม่ปล่อยคนผู้นี้ไปแน่ หากเกิดเขาพลาดท่าถูกจับได้ขึ้นมา เกรงว่าจะ…”
“ไม่เป็นไร”
เขาค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์สุดท้ายนี้ เพราะในเกมกระดานนี้ เขาแสดงบทบาทเป็นศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียน มิใช่ฐานะเบื้องหน้าอย่างคุณชายใหญ่ตระกูลเหอ เฉิงจื้อไม่มีทางล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา แล้วจะเอาอะไรไปแพร่งพรายความลับ
สำหรับข้อสงสัยของพ่อบ้านเหอฝูเซิง เขาตอบกลับอย่างเรียบเฉย “เด็กคนนั้นก็ไม่ใช่ธรรมดา ไม่ถูกจับง่ายๆ หรอก เขาก็ฉลาดพอตัว รู้ว่าถ้าอยากรอดชีวิต ขุนเขาซื่อติ่งอาจจะเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุด...”
เบื้องหลังของเฉิงจื้อมีชือซินจื่อแห่งสำนักหุ่นเชิดเซียนซ่อนตัวอยู่ เหอผิงเชื่อว่าชือซินจื่อจะไม่ยอมให้เฉิงจื้อตายง่ายๆ เพราะตระกูลเฉิงกุมเคล็ดวิชาลับในการตามหาชามกระดูก หากเฉิงจื้อตาย การค้นหาชามกระดูกใบนั้นก็จะยากลำบากขึ้น
เฉิงจื้อและเฉิงอวี้เจียวรู้เพียงแค่ว่าชามกระดูกยังอยู่ในมือของเซิ่งชิงจือ แต่เรื่องที่ว่าซ่อนไว้ที่ใดนั้น พวกเขาไม่รู้อะไรเลย
อีกอย่าง ในใจของเหอผิงยังมีความระแวงสงสัย เซิ่งชิงจือเป็นเพียงเจ้าเมือง เกรงว่าเขาคงไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร คนธรรมดาได้ชามกระดูกไปก็ยากที่จะสำแดงอิทธิฤทธิ์ของมัน
ในทางกลับกัน หากคนแซ่เซิ่งผู้นั้นเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจริงๆ สถานะของเขาก็คงยากจะคาดเดาแล้ว
ราชสำนักแห่งราชวงศ์ต้าโหยวเองก็น่าจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ดูได้จากการที่ทางการจงใจปิดกั้นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญเพียร ศาสนา และประวัติศาสตร์ มันก็พอจะมองเห็นเจตนาบางอย่าง
ความจริงแล้วหลายปีมานี้ เหอผิงไม่เคยลงมือสืบข่าวจากทางราชสำนักมากจนเกินไป นั่นก็เพราะระแวดระวังในเจตนาของราชสำนักนี่เอง...
“อีกอย่าง หากไม่มีอะไรผิดพลาด คราวนี้ชือซินจื่อก็น่าจะออกหน้าด้วยกระมัง?”
การโยนหินถามทางของเหอผิง ย่อมมีการคำนวณไว้หลายตลบ ชือซินจื่อที่ซ่อนตัวอยู่หลังเฉิงจื้อก็ต้องถูกบีบให้ออกมาด้วยเช่นกัน
รวมถึงเจ้าเมืองในเมืองซุ่ยอันผู้นั้น เขาก็ต้องดึงเข้ามาอยู่ในแผนการด้วย
เพียงแต่ต่างจากเหอจินและเหอซีผิง สำหรับเจ้าเมืองผู้นั้น เหอผิงไม่ได้ให้ราคานัก
สองพ่อลูกเหอจินอาจหวาดกลัวอำนาจบารมีของเซิ่งชิงจือราวกับหนูเจอราชสีห์ ยามเผชิญหน้ากับเจ้าเมืองผู้นี้ก็รู้เพียงแต่ประจบสอพลอเพื่อหวังดึงมาเป็นพวก แต่สำหรับเขาที่เป็นศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียน กลับไม่ได้ยี่หระต่อเรื่องพรรค์นี้
ตระกูลเหอภายนอกเป็นเพียงตระกูลพ่อค้า แต่ภายใต้การบริหารของเหอผิง การคบหาสหายชาวยุทธและแอบเลี้ยงดูสมุนบริวาร ล้วนทำไปเพื่อสะสมขุมกำลัง
หากเซิ่งชิงจือกล้าลงมือกับตระกูลเหอจริงๆ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะก่อเหตุการณ์ทำนอง ‘พิโรธพลัน เลือดสาดสามศอก’[1] หรือ ‘ดาวหางพุ่งชนจันทร์ รุ้งขาวแทงตะวัน เหยี่ยวโฉบกลางตำหนัก’[2] ให้มันรู้แล้วรู้รอด
ไพ่ตายของเหอผิง คือตบะมรรคาวิถีที่ตนซ่อนเร้นเอาไว้ อย่างไรเสียการฝึกเคล็ดวิชาก็มีข้อได้เปรียบใหญ่หลวง คือหากไม่ถอดจิตใช้อิทธิฤทธิ์ มันก็ยากที่จะตรวจสอบพบ ด้วยวิชาพิสดารที่เขารู้แจ้งในฐานะศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียน เว้นเสียแต่จะเจอผู้แข็งแกร่งขอบเขตบรรลุมรรคา ไม่เช่นนั้นเขาก็สามารถใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาต่อกรได้ทั้งสิ้น
‘ต่อจากนี้ ก็แค่รอดูว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร หากการคาดการณ์ของข้าไม่ผิดเพี้ยน สถานการณ์ในเมืองซุ่ยอันจะแปรเปลี่ยนมาเป็นแรงหนุนเสริมให้กับข้า…’
เขาลอบคำนวณในใจ ขบคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะชักนำกระดานหมากตานี้ไปสู่ทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด
[1] หมายถึงสู้แลกชีวิต
[2] หมายถึง 3 ลางบอกเหตุลอบสังหารกษัตริย์ เปรียบเปรยว่าพร้อมเป็นมือสังหารที่จะเด็ดหัวเจ้าเมืองได้ทุกเมื่อ หากอีกฝ่ายล้ำเส้น