- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 23 เซิ่งชิงหง
บทที่ 23 เซิ่งชิงหง
บทที่ 23 เซิ่งชิงหง
บทที่ 23 เซิ่งชิงหง
หอสุราที่ดีที่สุดในเมืองซุ่ยอันมีนามว่าหลินเจียงเซียน ในวันนี้หอสุราแห่งนี้ถูกเซิ่งชิงหง บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านเจ้าเมืองเหมาไว้ทั้งร้าน
“หยุดเกี้ยว”
เกี้ยวอ่อนสีชมพูลงรักปิดทองหลังหนึ่งหยุดลง เหอซีผิงเลิกม่าน ถือพัดจีบก้านหยกเดินออกมา เขาเงยหน้าขึ้น ก็มองเห็นหอสูงที่สร้างชิดติดคลองน้ำ
หอแห่งนี้แกะสลักลวดลายงดงามราวหยกสลัก ความวิจิตรตระการตานั้นไม่ต้องเอ่ยถึง บนป้ายชื่อหอสลักตัวอักษร ‘หลินเจียงเซียน’ ลายมือดูเก่าแก่โบราณ ผงทองหมองลง แสดงถึงความยาวนานของกาลเวลา
‘เจ้าเซิ่งชิงหงผู้นี้ กินข้าวไม่รู้ราคาข้าว[1] ช่างฟุ่มเฟือยจนเคยตัวจริงๆ หอสุราหลินเจียงเซียนวันหนึ่งๆ อย่างน้อยก็ทำเงินได้หลายร้อยตำลึงเงิน เขากลับไม่เห็นเงินเป็นเงินจริงๆ…’
เหอซีผิงลอบค่อนขอดในใจ แต่ฝีเท้ากลับมิได้หยุดชะงัก
เขาก้าวเท้าตรงดิ่ง มุ่งหน้าไปยังทิศทางของหอสุรา
นอกประตูใหญ่ของหอสุรา มีเจ้าหน้าที่ทางการสวมหมวกประดับขนนก ถือพลองไฟน้ำยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
เหอซีผิงเห็นฉากนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าในใจ
‘เจ้าหน้าที่ของจวนที่ว่าการเจ้าเมือง กลับต้องมาเฝ้าประตูให้บุตรชายท่านเจ้าเมือง มิใช่บ่าวรับใช้ในเรือนสักหน่อย ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบอย่างโจ่งแจ้ง ผลาญเงินแผ่นดิน คุณชายเซิ่งผู้นี้ช่างโอหังเสียจริง…’
เขาย่อมรู้ดีว่าเรื่องนี้เหลวไหลเพียงใด แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นบุตรชายของท่านเจ้าเมืองเซิ่งชิงจือ
เซิ่งชิงจือนั่งตำแหน่งเจ้าเมือง ดำรงตำแหน่งในมณฑลเป่ยฟู่ติดต่อกันถึงสามสมัย เขามีทรัพย์สมบัติมหาศาล ภรรยาและอนุภรรยาเป็นโขยง แต่เรื่องเสียใจเพียงเรื่องเดียวในชีวิต คือบุตรชายและบุตรสาวที่เกิดมาต่างทยอยล้มหายตายจากไปตั้งแต่เล็ก
มีข่าวลือในตลาดว่า เคยมีหมอดูมาดูโหงวเฮ้งให้ท่านเจ้าเมืองเซิ่ง บอกว่าเขามีลักษณะใบหน้าไม่ดี หากหมั่นสร้างกุศลสะสมบุญบารมี เขาก็อาจจะคุ้มครองบุตรหลานให้มีทายาทสืบสกุลได้มาก
ท่านเจ้าเมืองเซิ่งหน้าเปลี่ยนสีทันที ใบหน้าเขียวคล้ำกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะดูโหงวเฮ้งให้เจ้าบ้าง ลักษณะเจ้าก็ไม่ดี คิ้วขาดกลาง นี่มันลักษณะของคนชะตาขาด”
หมอดูผู้นั้นส่ายหน้า กล่าวรัวๆ ว่า “ใต้เท้าไม่รู้เรื่องวิชาดูโหงวเฮ้ง อย่าได้พูดจาส่งเดช คิ้วของข้าไม่ได้ขาดเสียหน่อย”
“ข้าบอกว่ามันขาด มันก็ต้องขาด”
ท่านเจ้าเมืองเซิ่งชักดาบสั้นออกมา ฟันฉับเข้าที่ใบหน้าของหมอดู หมอดูร้องโหยหวน เอามือกุมตาขวาไว้ ดาบนั้นฟันลงมาทำให้ทั้งตาขวาและคิ้วของเขาถูกผ่าเป็นแผลเหวอะหวะ
ฟันหมอดูไปหนึ่งดาบ ท่านเจ้าเมืองเซิ่งยังไม่พอใจ เขาหันไปสั่งลูกน้องทันที
“คนผู้นี้ลักษณะมรณะปรากฏชัด หากไม่ตายตอนนี้จะรอให้ตายตอนไหน ไป... เอามันไปฝังเสีย”
สิ้นคำ ไม่ทันให้หมอดูจะได้ร้องขอชีวิตก็ถูกลากตัวไปฝังทั้งเป็น...
แน่นอน เรื่องราวนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าขานในตลาด ยากจะพิสูจน์จริงเท็จ แต่ก็พอจะมองเห็นได้ว่าท่านเจ้าเมืองเซิ่งชิงจือผู้นี้มีพฤติการณ์ป่าเถื่อนเพียงใด ประหนึ่งเป็นฮ่องเต้ท้องถิ่นในเมืองซุ่ยอันเลยทีเดียว
เรื่องไร้ทายาทสืบสกุล เป็นปมด้อยในใจที่เซิ่งชิงจือยากจะระงับ โชคดีที่เมื่อเซิ่งชิงจืออายุล่วงเลยห้าสิบ ในที่สุดเขาก็ได้บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนมาคนหนึ่ง ย่อมต้องตามใจจนเสียคนเป็นธรรมดา
เหอซีผิงเดินขึ้นบันไดไปก็พบกับเซิ่งชิงหงบุตรชายท่านเจ้าเมือง คนผู้นี้รูปร่างผอมเกร็ง เครื่องหน้าดูเยือกเย็น โดยเฉพาะคิ้วที่เฉียงขึ้นขมับ จมูกงุ้มดั่งเหยี่ยว ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนนิสัยดื้อรั้นและใจดำอำมหิต
ข้างกายเซิ่งชิงหงโอบกอดหญิงสาวชุดแดงรูปร่างอรชร กำลังสนทนากับคุณชายลูกเศรษฐีแต่งตัวหรูหราอีกหลายคน เขาเหลือบตาขึ้น เห็นเหอซีผิงขึ้นมาบนชั้นนี้ก็หัวเราะลั่นทันที
“เหอซีผิงเจ้ามาแล้วหรือ เรือนรับรองตระกูลเหอของเจ้าชัดเจนว่าอยู่ใกล้กับหลินเจียงเซียนแค่นี้ นึกไม่ถึงว่าจะมาสายกว่าพวกเราทุกคน หรือว่าเป็นเพราะแม่นางหรูอี้แห่งหอซ่านฮวาเมื่อคืนวานลีลาเด็ดดวงเกินไปจนเจ้าลุกจากเตียงไม่ไหว?”
“คุณชายเซิ่งก็พูดเล่นไป ลำพังแม่นางหรูอี้คนเดียวไหนเลยจะเป็นคู่มือข้าได้ แต่คณิกาขายศิลป์ผู้นั้นก็นับว่าไม่เลว รสชาตินุ่มนวลสดใหม่ ไม่เสียแรงที่ข้าหมดเงินไปตั้งมากมาย”
เหอซีผิงเลียริมฝีปาก แววตาฉายรอยอาลัยอาวรณ์
ทุกคนในที่นั้นต่างเคาะตะเกียบ ปรบมือ และหัวเราะกันอย่างครื้นเครง
“เอาล่ะๆ”
เซิ่งชิงหงโบกมือ ขัดจังหวะเสียงหัวเราะ
“จริงสิเหอซีผิง ของที่พูดถึงคราวก่อนเจ้าหามาได้หรือยัง อีกพักหนึ่งท่านพ่อข้าก็จะจัดงานวันเกิดแล้ว ว่าแต่... ‘ม้าบินเหยียบนางแอ่น’ ที่จะใช้เป็นของขวัญวันเกิดนั่น…”
“คุณชายเซิ่งเชิญดูนี่ขอรับ”
เหอซีผิงราวกับเล่นกล ล้วงกล่องไม้จันทน์ออกมาจากอกเสื้อ เมื่อเปิดกล่องออก ท่ามกลางผ้าแพรต่วน มีม้าแกะสลักจากหยกมันแพะเนื้อดีวางสงบนิ่งอยู่ในท่วงท่าองอาจ แผงคอสะบัดพริ้ว กีบเท้าตะบึงไปข้างหน้า
ม้าหยกมันแพะตัวนี้ฝีมือประณีตไร้ที่ติ ใต้กีบเท้าหลังยังเหยียบนกนางแอ่นหยกตัวหนึ่ง ภาพรวมดูแวววาวนวลตา ฝีมือแกะสลักเข้าขั้นวิจิตรพิสดาร
“ม้าบินเหยียบนางแอ่น... ดี! ดี!! ดี!!!”
เซิ่งชิงหงกล่าวชมว่าดีติดต่อกันสามครั้ง ดวงตาฉายแววตื่นเต้นอย่างยิ่ง
“ม้าหยกตัวนี้เป็นของสะสมส่วนตัวของเศรษฐีในเมืองชิงลู่ ท่านพ่อข้าเฝ้าคะนึงหามานาน เคยเสนอราคาสูงลิบเพื่อให้เขาตัดใจขาย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอม ว่าแต่เหอซีผิง เจ้าใช้วิธีใดจึงเอาม้าหยกตัวนี้มาครอบครองได้”
“ฮ่าฮ่า นี่เป็นความลับทางการค้า คุณชายอย่าได้ถามมากเลยขอรับ”
เหอซีผิงปิดกล่องไม้จันทน์ แล้วยื่นส่งให้เซิ่งชิงหง
บุตรชายท่านเจ้าเมืองผู้นี้ได้ม้าหยกอันล้ำค่ามาก็ดีใจจนเนื้อเต้น ไม่สนใจสาวงามชุดแดงข้างกายอีก หยิบม้าหยกออกมาจากกล่อง แล้วใช้มือลูบคลำอย่างทะนุถนอมไม่หยุด
“ของดี นี่มันของดีจริงๆ เหอซีผิง ครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมากจริงๆ”
ลึกเข้าไปในดวงตาของเซิ่งชิงหงมีประกายแห่งความพึงพอใจ เขาชำเลืองมองเหอซีผิงแล้วยิ้มกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าติดหนี้น้ำใจเจ้าครั้งหนึ่ง วันหน้าซีผิงเจ้ามีธุระอันใดก็บอกข้าได้เลย หากช่วยได้ ข้าจะไม่ปฏิเสธแน่นอน”
ในเวลานี้ แม้แต่คำเรียกขานเหอซีผิง เขาก็ยังเปลี่ยนมาเรียกอย่างสนิทสนม
“ฮ่าฮ่า คุณชายกล่าวเยินยอเกินไปแล้ว นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
ปากของเหอซีผิงกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจกลับลำพองยิ่งนัก กว่าจะได้ม้าบินเหยียบนางแอ่นตัวนี้มาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เศรษฐีเมืองชิงลู่ผู้นั้นหวงแหนหยกแกะสลักชิ้นนี้ดั่งดวงใจ จะบีบก็ไม่ได้ จะคั้นก็ไม่ยอม
เขาจำต้องใช้เงินจ้างคนปลอมเป็นโจรป่า อาศัยคืนเดือนมืด สังหารตระกูลเศรษฐีผู้นั้นจนสิ้นซากไม่เว้นแม้แต่คนแก่หรือเด็ก จุดไฟเผาจวน กวาดทรัพย์สินไปจนเกลี้ยง และแน่นอนว่าฉกเอาม้าบินเหยียบนางแอ่นตัวนี้มาด้วย
ตื้นลึกหนาบางในเรื่องนี้ ย่อมไม่อาจแพร่งพรายให้คนนอกล่วงรู้
“ซีผิง ช่วงนี้หลินเจียงเซียนได้เชิญยอดพ่อครัวมาจากแถบชวนผู ข้าได้ยินว่าพ่อครัวคนนี้ถนัดทำอาหารขึ้นชื่อท้องถิ่นเมนูหนึ่งเรียกว่า ‘ปลาพงเคี่ยวแดง’ ปลาที่ใช้คือปลาพงฤดูใบไม้ผลิจากแม่น้ำชวนผู ว่ากันว่าตัวใหญ่ เนื้อแน่น รสชาติโอชา ข้าสั่งให้คนทำแล้ว คาดว่าคงใกล้จะยกมาเสิร์ฟ”
“ประเสริฐ ข้าต้องลองชิมดูสักหน่อย”
เหอซีผิงยื่นมือไปหยิบตะเกียบเงิน พอดีกับที่ตรงบันไดมีเสี่ยวเอ้อคนหนึ่ง มือหนึ่งอุ้มไหสุรา อีกมือหนึ่งประคองจานกับข้าวเดินเข้ามา
ฉับพลันนั้น เสี่ยวเอ้อผู้นั้นก็ทุ่มไหสุราในมือใส่โต๊ะอาหาร จานกับข้าวก็ถูกปาทิ้งจนแตกกระจาย ปากตะโกนก้อง “ฆ่า!”
ชั่วพริบตา เขาก็คลายตัวล็อคที่เอว ในมือพลันปรากฏดาบเหล็กอ่อนยาวหนึ่งไม้บรรทัด
เสียง ‘ขวับ’ ดังขึ้น ดาบอ่อนแปรเปลี่ยนเป็นพายุคมดาบสังหารกวาดออกมา แสงเย็นยะเยือกสว่างวาบ ดุจพายุหิมะคลื่นคลั่ง เพียงดาบนี้ฟาดฟันออกไปก็มีคนสามคนถูกปาดคอหอยขาดสะบั้น เลือดสาดกระเซ็นทันที
“เจ้า... ข้า–”
หนึ่งในนั้นก็คือเหอซีผิงที่นั่งอยู่ทางขวาสุด ดวงตาเขาเบิกโพลง มือขวากุมลำคอ เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกจากง่ามนิ้วไม่หยุด ริมฝีปากที่บิดเบี้ยวส่งเสียง ‘กึกกึก’ อย่างประหลาด ใกล้จะสิ้นใจเต็มที
เสียง ‘เคร้ง’ ดังสนั่น ดาบเหล็กอ่อนที่เสี่ยวเอ้อชักออกมาปะทะเข้ากับบางสิ่งจนเกิดเสียงโลหะกระทบกัน
เป็นเซิ่งชิงหงที่ชักกระบี่เหล็กเขียวตรงเอวออกมา ผลักหญิงสาวชุดแดงในอ้อมอกออกไป ในชั่วประกายไฟแลบนั้น มือซ้ายที่ว่างอยู่ของเสี่ยวเอ้อได้ปล่อยลูกกลมตัดเกศาออกไป ปักเข้ากลางแสกหน้าของสาวงาม ทะลุเข้ากะโหลกศีรษะ
เคราะห์ดีที่การกระทำนี้ช่วยยื้อเวลาให้เซิ่งชิงหงได้เล็กน้อย กระบี่เหล็กเขียวของเขาแปรสภาพเป็นลำแสงเย็นเยียบพุ่งทะยานเข้าปะทะกับดาบเหล็กหล่อ ร่างทั้งร่างของเขากลับถูกแรงดาบบีบให้ถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ตำแหน่งจอหงวนบู๊ของเขาแม้จะได้มาเพราะบารมีของตระกูลช่วยหนุนส่ง แต่วรยุทธ์ก็ไม่ได้อ่อนด้อย ทว่าเมื่อรับดาบนี้ที่ฟันลงมา ตัวกระบี่กลับสั่นสะท้านหึ่งๆ ทั้งที่ถ่ายเทแรงดาบออกไปเกินครึ่งแล้ว เขาก็ยังรู้สึกชาหนึบที่ง่ามมือ
“เซิ่งชิงหง พ่อเจ้าทำร้ายตระกูลข้าจนบ้านแตกสาแหรกขาด วันนี้ข้าจะมาทวงหนี้เลือดจากเจ้าก่อน!”
เฉิงจื้อที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ตะโกนก้อง ดาบเหล็กหล่อในมือสั่นไหวอย่างรุนแรง แสงสีเงินสว่างวาบจนมองไม่เห็นตัวดาบ ชั่วพริบตานั้นพายุคมดาบอันน่าสะพรึงกลัวก็หวีดหวิวเข้าครอบคลุม กลืนกินร่างของเซิ่งชิงหงจนสิ้น
[1] หมายถึง คนที่เกิดมาร่ำรวยจนไม่รู้ความยากลำบาก ไม่รู้มูลค่าของเงิน