- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 22 ลัทธิโคลน
บทที่ 22 ลัทธิโคลน
บทที่ 22 ลัทธิโคลน
บทที่ 22 ลัทธิโคลน
เสียงสวดพระพุทธคุณดังก้องกังวานไปทั่วเส้นทางในป่าลึกอย่างรวดเร็ว ผ่านไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางเสียง ‘สวบสาบ’ ที่ดังขึ้นในแมกไม้ สองข้างทางที่มุ่งสู่ยอดเขาก็เต็มไปด้วยดวงตาสีเขียวมรกตที่จับจ้องมายังชายคนนั้นด้วยเจตนาที่ไม่หวังดี
พวกมันคือสัตว์ปีศาจที่อาศัยอยู่ในขุนเขาแห่งนี้ ขณะเดียวกัน ดวงตาสีเขียวอันน่าขนลุกเหล่านั้นก็เปรียบเสมือนโคมไฟนำทาง คอยบ่งบอกเส้นทางเดินเข้าสู่ภูเขา
ชายผู้มีรูปลักษณ์เหมือนคนตัดฟืนทำราวกับมองไม่เห็นฉากอันน่าสะพรึงกลัวนี้ เขาเดินไต่ขึ้นไปตามเส้นทางภูเขาที่สูงชันขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาถึงหน้าวัดร้างเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนานกลางป่าลึก
กำแพงรอบนอกของวัดพังทลายไปกว่าครึ่ง ระหว่างซากกำแพงปรักหักพังมีไฟผีสีน้ำเงินลอยล่องอยู่ ราวกับเป็นป่าช้าไร้ญาติ ซึ่งในความเป็นจริง สถานที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากป่าช้าเลยสักเท่าไหร่
บนพื้นอิฐหินสีเขียวหน้าประตูวัดโบราณ เต็มไปด้วยเศษแขนขาที่ขาดวิ่นส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ทั่วทุกแห่งหนมีกระดูกมนุษย์ที่ถูกเคี้ยวจนแตกละเอียด กองเลือดขุ่นข้นบนพื้นดูเหมือนจะเป็นหลักฐานยืนยันว่าเมื่อไม่นานมานี้ ได้เกิดการสังหารหมู่ที่เลือดสาดกระเซ็นและอวัยวะปลิวว่อนขึ้นที่นี่
กร้วม... กร้วม...
เสียงเคี้ยวกระดูกสดและเนื้อดังออกมาจากพระอุโบสถ ภายในวัดกลางป่าลึกมีเงาดำขนาดมหึมาขดตัวอยู่
ท่ามกลางความมืด ดวงตาคู่หนึ่งเบิกโพลงขึ้น เผยให้เห็นม่านตาสีเหลืองแนวตั้ง กลิ่นอายชั่วร้ายอันน่าสะพรึงกลัวแผ่พุ่งออกมาดุจสัตว์ร้ายแยกเขี้ยวและกางกรงเล็บ ราวกับพายุหมุนที่กวาดทำลายทุกสิ่ง
ที่แท้ สิ่งที่หมอบซุ่มอยู่ตรงนั้นคือร่างเสือยักษ์ตัวหนึ่ง เสือตัวนี้มีขนยาวและหนาปกคลุมทั่วร่างคล้ายกับเสื้อกันฝนที่ทำจากฟาง ขนเหล่านั้นทั้งยาวและแข็งแกร่ง ราวกับสวมเกราะหนาชั้นหนึ่งไว้
เหล่าพรานป่าอาวุโสมักเรียกเสือชนิดนี้ว่า ‘พยัคฆ์เสื้อฟาง’ หมายถึงเสือที่มีขนยาวปกคลุมร่างกายเหมือนเสื้อฟางกันฝน อีกทั้งยังฟันแทงไม่เข้า รับมือได้ยากยิ่ง
ภายในพระอุโบสถ ภายใต้กรงเล็บของเสือยักษ์กำลังกดทับศพสตรีร่างหนึ่งที่สภาพไม่สมบูรณ์ แขนขาขาดหาย หน้าท้องถูกกัดกินจนแหว่งไปแถบใหญ่ ลำไส้เปื้อนเลือดไหลกองลากยาวอยู่บนพื้นหิน
ในขณะนั้น เสือยักษ์ก็หันหัวกลับมา ดวงตาเสือคู่พราวนั้นทอประกายลึกลับ จ้องมองไปยังคนตัดฟืนที่อยู่นอกประตู
“ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง หลวงจีนซานหู ไม่จำศีลภาวนาอยู่ในป่าช้าของเจ้า มีเวลาว่างมาเยี่ยมเยือนสำนักเจ้าภูผาของข้าตั้งแต่เมื่อใด?”
ชายในชุดคนตัดฟืนไม่ตอบคำ ทำเพียงปลดตู้พระที่แบกอยู่ด้านหลังวางลงกับพื้นทันที
เวลานั้นเอง โครงกระดูกขาวโพลนที่ซ่อนตัวอยู่ในตู้พระก็หยุดสวดมนต์
ชายในคราบคนตัดฟืนยื่นมือทั้งสองข้างออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ใช้นิ้วทิ่มแทงเข้าไปในเบ้าตาอย่างแรง ทันใดนั้นเขาก็กรีดร้องโหยหวนออกมาจากปาก พร้อมกับควักลูกตาสดๆ ที่ชุ่มไปด้วยเลือดออกมาสองลูก
“เอามา”
ลิ้นของโครงกระดูกขยับไปมา เอ่ยปากด้วยเสียงทุ้มต่ำ
คนตัดฟืนยื่นลูกตาทั้งสองข้างส่งให้อย่างนอบน้อมในขณะที่เบ้าตาอันกลวงโบ๋ของเขายังคงมีเลือดไหลรินออกมาเป็นสาย
โครงกระดูกยื่นมือกระดูกออกมารับลูกตาทั้งสองยัดใส่เข้าไปในเบ้าตาของตนเอง จากนั้นลูกตาก็กลอกหมุนรอบหนึ่งอย่างน่าสยดสยอง นัยน์ตาสีแดงฉานเบนสายตาไปจ้องมองพยัคฆ์เสื้อฟางภายในพระอุโบสถ
“ข้าเต็มใจแบ่งปันคำสาปนี้และถวายนาม!”
โครงกระดูกขาวประสานมือทำมุทรา ลิ้นสีแดงสดสั่นระริกราวกับลิ้นงู
“ทูตสังหารวิญญาณ จากกันที่ตำหนักเหมยแดงครานั้นก็นับสิบปีแล้ว อาตมาละเลยการมาเยี่ยมเยือนเสียเนิ่นนาน...”
“ฮิฮิฮิ”
เสียงหัวเราะแหบแห้งดังออกมาจากปากของเสือยักษ์ ซึ่งหากสังเกตให้ดีจะพบว่าภายในปากที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดนั้น มีก้อนโคลนสีดำที่กำลังขยับเขยื้อนซ่อนอยู่ โคลนดำนั้นก่อตัวเป็นใบหน้ามนุษย์ที่เลือนราง แต่เส้นสายของคิ้วตาและเครื่องหน้ากลับดูลึกล้ำยิ่งนัก
“โบราณว่าไร้ธุระย่อมไม่เข้าวัด หลวงจีนซานหู การมาของเจ้าในครั้งนี้คงมิใช่เพื่อมาผูกมิตรไมตรีกับข้ากระมัง?”
เสียงพูดที่ดังขึ้นนั้น ต้นกำเนิดมาจากใบหน้ามนุษย์นี้เอง
“ย่อมเป็นเช่นนั้น อาตมามาที่นี่ก็เพื่อกิจธุระของลัทธิ จำต้องออกหน้ามารบกวนท่านทูตสังหารวิญญาณ”
แม้หัวกะโหลกนามว่าหลวงจีนซานหูผู้นี้จะไร้ซึ่งสีหน้า แต่ดวงตาสีแดงฉานในเบ้าตากลวงโบ๋นั้นกลับกลอกไปมาอยู่หลายครั้ง
“เรื่องในคราวนี้เป็นคำสั่งจากท่านปรมาจารย์อาสนะบัว อาตมาเป็นเพียงผู้ส่งสาร เรื่องหลักคือการวางแผนทางฝั่งมณฑลเป่ยฟู่เกิดปัญหา ท่านปรมาจารย์สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงหวังให้ท่านทูตสังหารวิญญาณไปตรวจสอบสักครา”
“นี่ก็นับว่าแปลกนัก ทางฝั่งมณฑลเป่ยฟู่น้อยครั้งจะเกิดความวุ่นวาย ถึงขั้นต้องให้ข้าถ่อไปเองเชียวหรือ”
เสือยักษ์นอนขวางอยู่หน้าพระอุโบสถ หางเสือฟาดพื้นอิฐสีเขียวดัง ‘เพียะเพียะ’
“น่าจะเป็นเพราะค่ายกลที่วางไว้เกิดความผิดพลาด เรื่องนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ประเด็นสำคัญคือวัตถุสะกดค่ายกลของลัทธิเราถูกคนนอกช่วงชิงไป หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจนดึงดูดความสนใจของหน่วย ‘ค้างคาวผี’ ใต้อาณัติราชวงศ์ต้าโหยว นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่”
หลวงจีนโครงกระดูกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ซานหู เจ้ากำลังพูดตลกอยู่หรือ?”
เสือยักษ์แค่นเสียงเย็นชาอย่างหนักหน่วง เสียงนั้นสากระคายราวกับเหล็กขูดสนิม ดังสนั่นดุจเสียงเสือคำรามก้องหู
“กองปราบมารนอกจากหัวหน้ากองซือถูฮ่าวซิงและเก้าทูตผู้พิทักษ์ใต้บังคับบัญชาแล้ว พวกค้างคาวผีทั่วไปก็ไร้น้ำยา ลัทธิโคลนของเราเคยเกรงกลัวพวกสุนัขรับใช้ทางการเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
“ถึงอย่างไร ค้างคาวผีก็หูไวตาไว หากก่อปัญหาขึ้นมา ย่อมมีเรื่องยุ่งยากตามมาไม่จบสิ้น ในยามนี้เรื่องทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ต่างหากที่เป็นจุดสำคัญ”
โครงกระดูกขาวยังคงเกลี้ยกล่อมปีศาจพยัคฆ์เสื้อฟางด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“อาตมารู้ว่าท่านทูตถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่หลายปีเพราะเรื่องตำหนักเหมยแดงจึงเกิดความไม่พอใจ แต่เรื่องในครั้งนี้ก็นับเป็นโอกาส หากทำสำเร็จ ท่านก็จะรายงานต่อท่านปรมาจารย์ได้ง่ายขึ้น”
“หึหึ”
ปีศาจเสือเพียงแค่หัวเราะเย็นชา
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นหรอก ว่าแต่หลวงจีนซานหู สภาพของเจ้าตอนนี้มันเรื่องอันใดกัน? ข้ารู้ว่าเจ้ามุ่งเน้นฝึกฝน ‘บรรพรูปนาม’ ใน ‘คัมภีร์บงกชสวรรค์’ ของลัทธิเรา ซึ่งเดิมทีเป็นวิชาอสุภกรรมฐานสายวัดสือฉาน แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องละทิ้งแม้กระทั่งหนังกำพร้าและเลือดเนื้อเช่นนี้”
โครงกระดูกทำท่าเหมือนแสยะยิ้ม ลิ้นสีแดงสดสั่นไหวไปมาเพื่อเปล่งเสียง
“ท่านทูตสังหารวิญญาณอาจจะยังไม่รู้ หลังจากจากกันที่ตำหนักเหมยแดงเมื่อเจ็ดปีก่อน อาตมาได้ไปเผยแผ่ธรรมช่วยสัตว์โลกในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ แต่กลับบังเอิญพบกับชือซินจื่อแห่งสำนักหุ่นเชิดเซียน ลัทธิเราและสำนักหุ่นเชิดเซียนต่างถูกสำนักเต๋าเซียนเทียนจัดให้อยู่ในกลุ่ม ‘เก้ามารอมตะ’ และต่างก็มีเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาครอบครองอยู่ อาตมาเพื่อพิสูจน์ธรรม จึงได้เชื้อเชิญชือซินจื่อผู้นั้นมาประลองแลกเปลี่ยนความรู้แจ้งทางมรรคา...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลวงจีนซานหูก็ดูเหมือนจะถอนหายใจออกมา
“น่าเสียดายยิ่งนัก ในยามถกเถียงหลักธรรมประลองปัญญา อาตมาพลาดท่าเผยจุดอ่อน ถูกชือซินจื่อมองทะลุ ซัด ‘วิชาเพ่งเล็งทะลวงใจ’ ควักเอาหัวใจดวงหนึ่งออกจากอก... หลังจากนั้นก็จนปัญญา อาตมาทำได้เพียงสละกายหยาบเหม็นเน่านี่เพื่อรักษาชีวิตรอดหนีออกมา”
“ชือซินจื่อ... สำนักหุ่นเชิดเซียน...”
สีหน้าของใบหน้ามนุษย์ที่อยู่ในลำคอปีศาจเสือดูเคร่งเครียดขึ้นมาหลายส่วน
ตัวมันและหลวงจีนซานหู ต่างก็สังกัดสำนักที่ชื่อว่า ‘ลัทธิโคลน’ ลัทธิโคลนมีอิทธิพลมหาศาล มียอดฝีมือมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิโคลนยังครอบครองหนึ่งในสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาแห่งใต้หล้า และในสำนักยังมีผู้พิทักษ์ลัทธิขอบเขตบรรลุมรรคาดำรงอยู่
เมื่อมองไปทั่วหล้า นอกจากขุมกำลังไม่กี่ฝ่ายที่หาได้ยากยิ่ง มันก็แทบไม่มีใครอยู่ในสายตาของลัทธิโคลน ทว่าสำนักหุ่นเชิดเซียนกลับเป็นหนึ่งในนั้น
“คนของสำนักหุ่นเชิดเซียนปรากฏตัวขึ้นแล้วหรือนี่ ได้ยินมาว่าการสืบทอดเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ของสำนักนี้ แต่ละรุ่นจะคัดเลือกศิษย์ห้าคน เคล็ดวิชาก็ถูกแบ่งออกเป็นห้าส่วน ศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียนต้องรวบรวมเคล็ดวิชาให้ครบทั้งห้าเล่ม รวมห้าเป็นหนึ่งจึงจะมีโอกาสทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา หรือแม้กระทั่งขอบเขตที่เหนือกว่านั้น”
“ไม่ต้องกังวล ตอนนั้นชือซินจื่อยังไม่ได้ครอบครอง ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ส่วนอื่น ไม่เช่นนั้นในวันนั้นอาตมาคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะสละกายเนื้อหนีรอดออกมา ส่วนในช่วงเจ็ดปีมานี้ เจ้านั่นจะได้เคล็ดวิชาส่วนอื่นไปครองแล้วหรือไม่ ก็สุดจะรู้ได้”
โครงกระดูกส่งเสียงหัวเราะประหลาด ‘คึคึคึ’
“อีกทั้งอาตมาก็ถือว่าเคราะห์ดีในเคราะห์ร้าย พระโพธิสัตว์ทรงเมตตาไม่ทอดทิ้ง ประทานส่วนหนึ่งของ ‘โอสถทิพย์ขั้นเก้า’ มาให้ เปลี่ยนจากการฝึกปรือบรรพรูปนามมาเป็น ‘วิชาซากศพ’ ทำให้ตบะไม่เพียงไม่ถดถอย แต่กลับรุดหน้าขึ้น”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
นัยน์ตาสัตว์ร้ายของปีศาจเสือฉายประกายเจิดจ้า จ้องมองหลวงจีนซานหูอย่างแน่วแน่
“เรื่องนี้ข้ารับรู้แล้ว ทางมณฑลเป่ยฟู่นั้นข้าจะไปดูให้สักเที่ยว เจ้าวางใจกลับไปรายงานท่านปรมาจารย์เถอะ”