- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 21 โครงกระดูก
บทที่ 21 โครงกระดูก
บทที่ 21 โครงกระดูก
บทที่ 21 โครงกระดูก
ในเมืองซุ่ยอันมีเรือนรับรองแห่งหนึ่งของตระกูลเหอ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของสองพ่อลูกสายรองตระกูลเหอ ภายในจวนแห่งนี้แกะสลักลวดลายบนขื่อคานงดงามวิจิตร มีศาลาและหอเก๋งเรียงราย ราวกับจวนของเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูงก็มิปาน
ภายใน เรือนรับรองมีเรือนปีกข้างห้องหนึ่ง ในห้องตั้งตั่งนอนไม้หนานมู่เดินทองที่แกะสลักอย่างประณีตบรรจง ทั้งยังมีฉากกั้นฝังหยกเดินดิ้นทอง เครื่องเรือนและของประดับตกแต่งอื่นๆ ล้วนหรูหราฟุ้งเฟ้ออย่างยิ่ง
บนตั่งนอนนั้นมีชายชราผมสีเงินวัยราวหกสิบปี รูปร่างผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูกนอนเอกเขนกอยู่ มือถือกล้องยาสูบพ่นควันโขมง ปล่อยให้สาวใช้สองนางคอยบีบนวดไหล่ทุบปรนนิบัติ
ประตูบานพับนอกฉากกั้นถูกผลักเปิดออกดัง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ คุณชายผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมเนื้อดีเดินเข้ามา รูปร่างหน้าตาของเขาหล่อเหลาเอาการ นัยน์ตาหงส์ จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วทั้งสองเฉียงขึ้นจรดขมับ เค้าโครงหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเหอผิงอยู่บ้าง
คุณชายชุดไหมเมื่อเห็นชายชรา ก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านพ่อ เรื่องนั้นข้าไหว้วานคนไปสืบจนแน่ชัดแล้ว เจ้าผีโรคเหอผิงนั่นป่วยหนักจริงขอรับ”
คุณชายมาดผู้ดีผู้นี้ก็คือลูกพี่ลูกน้องของเหอผิง นามว่าเหอซีผิง
“ข้าตระเวนไปทั้งเมืองฉางซาน เมืองต้านหยาง เมืองเยว่ซาน... หมดเงินทองไปมหาศาล กว่าจะง้างปากหมอชื่อดังพวกนั้นที่เคยรักษาเจ้านั่นได้ ร่างกายของเหอผิงจวนเจียนจะไม่ไหวแล้ว พวกหมอบอกว่ามันป่วยเป็นโรคโลหิตรั่วไหล ลำพังแค่โครงร่างร่างกายแบบนั้น คงยื้อชีวิตได้อีกไม่กี่ปี…”
ยามนี้ ดวงตาของเขาเป็นประกาย ยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น
“ซีผิง”
ชายชราผมเงินผู้นี้คือเหอจิน เขาวางกล้องยาสูบลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีเหลืองขุ่นมัวกวาดมองมา
“เหตุใดจึงใจร้อนรนเช่นนี้ ผู้ที่จะทำการใหญ่ จิตใจต้องหนักแน่นสุขุม เผชิญความวุ่นวายต้องไม่ตื่นตระหนก... จริงสิ เรื่องนี้นอกจากเจ้าแล้ว คงไม่มีผู้อื่นล่วงรู้กระมัง!”
เหอซีผิงถูกบิดาตำหนิ ท่าทีคะนองเมื่อครู่ก็สงบลง เขาเอ่ยเสียงต่ำ “ขอท่านพ่อวางใจ หมอพวกนั้นข้าจัดการปิดปากพวกมันอย่างลับๆ ไปหมดแล้ว โชคดีที่เหอผิงเองก็กลัวคนนอกรู้ จึงเสาะหาแต่หมอจากต่างเมือง คิดว่ามันเองก็คงไม่รู้เรื่องที่คนเหล่านี้ถูกฆ่าปิดปาก”
“ทำได้ดี”
เหอจินเอ่ยเนิบนาบ รอยตีนกาที่หางตาลึกราวกับรอยมีดกรีด สายตาที่หรี่ลงทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เหอผิงเจ้าเด็กนั่นช่างด้อยประสบการณ์นัก ตัวเองป่วยหนักแท้ๆ กลับไม่ประกาศให้คนรู้ เห็นได้ชัดว่ายังหวงแหนอำนาจตำแหน่งประมุขตระกูล มันคิดจะเอาฐานรากของตระกูลเหอไปไว้ที่ใดกัน?”
น้ำเสียงของชายชราเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ราวกับเพียงแค่บอกเล่าความจริงประการหนึ่ง โดยปราศจากอารมณ์ใดๆ
“พึงรู้ไว้ว่าในเมืองซุ่ยอันไม่ได้มีเพียงตระกูลเหอที่เป็นใหญ่ ในแวดวงการค้านั้นยังมีคู่แข่งอย่างตระกูลหยาง ตระกูลหลิว ไหนจะมีพวกที่จ้องจะฮุบกิจการตระกูลเหออีกตั้งเท่าไหร่ มีขุมกำลังกี่ฝ่ายที่รอวันตระกูลเหอล้มครืนเพื่อจะได้เข้ามาฉีกทึ้ง... หึหึ ช่างโง่เขลาเสียจริง!”
“ท่านพ่อกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก” เหอซีผิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
“เจ้าผีโรคเหอผิงนั่น ขืนให้นั่งอยู่บนเก้าอี้ประมุขต่อไป มีแต่จะนำภัยมาสู่ตระกูลเหอ เห็นทีการบีบให้มันสละตำแหน่งให้ผู้มีความสามารถจึงจะเป็นเรื่องที่สมควร”
ได้ยินบุตรชายกล่าวเช่นนั้น เหอจินกลับหัวเราะออกมา เขาหัวเราะเสียงดังทว่าแหบพร่า หัวเราะได้เพียงครึ่งทางก็เกิดสำลักไอขึ้นมา
“แค่กแค่กแค่ก... อำนาจและเงินตรา บางครั้งก็เปรียบเสมือนยาพิษที่ทำให้คนเสพติด น้อยคนนักในโลกนี้ที่จะหลุดพ้นจากการครอบงำของมันได้ เหอผิงนั่นก็ไม่มีข้อยกเว้น ต่อให้มันจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน มีหรือจะยอมปล่อยมือโดยง่าย ลูกเอ๋ย คราวหน้าคราวหลังจะพูดจาอันใดหัดใช้สมองให้มากกว่านี้”
ได้ฟังวาจาของบิดา สีหน้าของเหอซีผิงพลันขรึมลง เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างช้าๆ “เช่นนั้น พวกเราควรทำอย่างไรขอรับ?”
“เรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน”
ชายชราผู้นี้มีแผนการในใจอยู่แล้ว เขาไม่รีบชี้แนะบุตรชาย แต่กลับย้อนถามกลับไป “ว่าแต่เจ้าเถอะ เรื่องดึงตัวเซิ่งชิงหง บุตรชายของท่านเจ้าเมืองเซิ่งไปถึงไหนแล้ว?”
“นับว่าราบรื่นขอรับ” เหอซีผิงตอบตามความจริง “คุณชายเซิ่งผู้นี้ไม่ได้เหมือนบิดาที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย นิสัยใจคอควบคุมได้ง่าย การคบหากับคนผู้นี้จึงไม่มีอันใดลำบาก”
“เช่นนั้นก็ดี” เหอจินแค่นหัวเราะเย็นชา “การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับท่านเจ้าเมืองสำคัญมาก เราสองพ่อลูกหากต้องการกุมอำนาจตระกูลเหอ หากไร้ซึ่งความช่วยเหลือจากท่านเจ้าเมืองคงยากจะทำการสำเร็จ เรื่องนี้เจ้าต้องจัดการให้รอบคอบ”
“เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้วขอรับ” เหอซีผิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“อีกเรื่องหนึ่งท่านพ่อ ช่วงนี้เรื่องของพรรคอาชาพยศ เราพอจะสร้างสถานการณ์ สาดโคลนใส่เหอผิงได้หรือไม่ ข้าได้ยินเซิ่งชิงหงบอกมาว่า พรรคอาชาพยศนั้นเบื้องหลังทำงานถวายหัวให้ท่านเจ้าเมืองเซิ่ง ประจวบเหมาะกับที่ดาบวายุภักษ์เจี่ยซานมาตายในงานเลี้ยงที่เหอผิงจัดขึ้น เรื่องนี้…”
“เจ้าโง่!”
ชายชราบันดาลโทสะ ยกเท้าถีบสาวใช้ที่กำลังทุบขาให้อย่างแรง
สาวใช้นางนั้นถูกถีบจนเสียหลักหงายหลัง ท้ายทอยกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะด้านหลังอย่างจัง นางไม่ทันได้ร้องสักแอะ ดวงตาก็พลันมืดดับ สลบเหมือดไปทันที
“ซีผิง สมองเจ้ามันโง่เง่าเพียงใดกัน หากท่านเจ้าเมืองเซิ่งเกิดเพ่งเล็งตระกูลเหอเพราะเรื่องนี้ การกระทำของเจ้าจะไม่ใช่การป้ายความผิดให้ผู้อื่น แต่จะเป็นการลากเราสองพ่อลูกเข้าไปติดร่างแหด้วย!”
“ตะ... แต่ว่า” ใบหน้าของเหอซีผิงประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวขาว เขาเอ่ยอย่างไม่ใคร่จะยินยอม “พรรคอาชาพยศนั่นนับเป็นตัวอะไรกัน ท่านเจ้าเมืองเซิ่งจะมาผูกใจเจ็บตระกูลเหอของเราเพียงเพราะพรรคชาวยุทธพรรค์นั้นหรือขอรับ”
“ว่าเจ้าโง่ เจ้าก็ยังไม่เชื่อ” สายตาเย็นเยียบของชายชราราวกับคมมีด ทิ่มแทงมายังเหอซีผิง
“ด้วยความสามารถของท่านเจ้าเมืองเซิ่ง หากต้องการจะทำการณ์ใด มีขุมกำลังมากมายที่พร้อมจะประจบสอพลอ... ส่วนพรรคอาชาพยศที่เป็นเพียงพรรคชั้นสาม มันก็แค่กลุ่มมือดาบทางเหนือ เป็นพวกโจรไพร่สวะชั้นต่ำ หากท่านเจ้าเมืองเซิ่งติดต่อกับพวกมันจริง เจ้าคิดว่าเจี่ยซานแห่งพรรคอาชาพยศจะรับบทบาทอะไรในเรื่องนี้?”
“ท่านพ่อ... หรือว่า?”
“คนใหญ่คนโตอย่างท่านเจ้าเมืองจะทำการใด ย่อมมีเรื่องที่ไม่สะดวกให้คนนอกล่วงรู้ เจี่ยซานแห่งพรรคอาชาพยศนั่นเป็นคนหัวไว ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นตัวแทนทำงานสกปรก เรื่องนี้พวกเราห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด เพื่อมิให้ชักนำตระกูลเหอเข้าสู่แดนอันตราย”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านพ่อ”
เหอซีผิงถอนหายใจยาว เขาโค้งกายคารวะ แล้วถอยออกไป
เมื่อบุตรชายจากไปแล้ว เหอจินได้แต่ส่ายหน้าถอนใจ รู้สึกผิดหวังในตัวบุตรชายผู้นี้ยิ่งนัก
บุตรชายของตนเหอซีผิงทำงานไว้ใจได้ก็จริง แต่ขาดเล่ห์เหลี่ยมในการมองคนมองงาน เจ้าเมืองเซิ่งชิงจือเป็นบุคคลระดับใด การแก่งแย่งชิงดีกันเองในตระกูลเหอนับเป็นเรื่องภายใน แต่หากถูกเจ้าเมืองเซิ่งหมายหัวตระกูลเหอเพราะเรื่องนี้ นั่นต่างหากคือหายนะที่ไม่อาจกอบกู้
“ตระกูลเหอก็นับเป็นเนื้อก้อนโต หากเซิ่งชิงจือเกิดมีความคิดอยากจะยื่นเท้าเข้ามาแทรกแซงเพื่อกอบโกยผลประโยชน์... เช่นนั้นที่เราเหนื่อยยากกันมา มิเท่ากับตัดชุดวิวาห์ให้ผู้อื่นใส่หรอกหรือ”
การกระทำเช่นนี้ หากตกเป็นขี้ปากผู้คน จุดจบย่อมเป็นการล่มสลายชั่วกัลปาวสาน
...
“...พระโลกนาถช่างหาได้ยากยิ่ง ประทับนั่งสิบกัลป์น้อย ร่างกายและมือเท้า สงบนิ่งมิไหวติง... จิตมิเคยฟุ้งซ่าน บรรลุซึ่งความดับสูญนิรันดร์ สถิตมั่นในธรรมอันไร้อาสวะ…”
ท่ามกลางป่าเขาอันเวิ้งว้าง เสียงสวดมนต์บทสรรเสริญพระพุทธคุณดังแว่วขึ้น
น้ำเสียงนั้นกังวาน ใสกระจ่าง ท่องบ่นพระสูตรต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย
ท่ามกลางเสียงย่ำใบไม้และกิ่งไม้ ปรากฏร่างเงาของคนผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบและรองเท้าฟาง การแต่งกายดูคล้ายคนตัดฟืนในป่าเขา
ใบหน้าของชายผู้นั้นกรำแดดจนดำเมี่ยม ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน บนร่างคลุมด้วยผ้าคลุมศีรษะเก่าคร่ำครึ ในมือถือไม้เท้าที่มีน้ำเต้าใส่น้ำมันเก่าๆ แขวนอยู่ที่หัวไม้เท้า เขากำลังเดินย่ำไปบนทางเขาทีละก้าวทีละก้าว
แต่ที่แปลกประหลาดที่สุดคือ ชายที่แต่งกายเหมือนคนตัดฟืนผู้นี้ กำลังแบกตู้พระขนาดเล็กไว้บนหลัง
ซึ่งที่แท้ เสียงสวดมนต์นั้นก็ดังมาจากในตู้พระนี้เอง ภายในตู้นั้นมีโครงกระดูกไร้หนังไร้เนื้อร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่
โครงกระดูกนั้นขาวโพลนไปทั้งร่าง สองมือพนม นั่งขัดสมาธิเพชร กระดูกขากรรไกรล่างมิได้ขยับเขยื้อน ทว่าลิ้นในปากกลับมิได้เน่าเปื่อย ซ้ำยังมีสีแดงสด กำลังขยับไปมาไม่หยุด พร่ำบ่นบทสวดมนต์ออกมา
“ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับกุศลผลบุญ ต่างแซ่ซ้องยินดีปรีดา สรรพสัตว์ล้วนทนทุกข์เข็ญ มืดบอดไร้ซึ่งผู้นำทาง…”