- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 20 ขอผู้อาวุโสโปรดช่วยข้าสักครา
บทที่ 20 ขอผู้อาวุโสโปรดช่วยข้าสักครา
บทที่ 20 ขอผู้อาวุโสโปรดช่วยข้าสักครา
บทที่ 20 ขอผู้อาวุโสโปรดช่วยข้าสักครา
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหอผิงผู้สวมหน้ากากผีกระดาษก็อดไม่ได้ที่จะใจสั่นไหว
‘วิชาขโมยอายุขัยหยางงั้นรึ? วิชามารนอกรีตที่ใช้ขโมยอายุขัยหยินอย่างวิชาห้ากุมารเด็ดท้อและวิชาธูปเตาหลอมพูนจิตนั้นข้ามีอยู่ในมือ แต่วิชาที่สามารถขโมยอายุขัยหยางของคนได้ นี่สิของหายาก…’
เหอผิงรู้ดีว่าหากปุถุชนฝึกฝนจนทะลวงเข้าสู่ขอบเขตมรรคาและหยั่งรู้ในวิถีสวรรค์ นั่นก็จะถือว่าก้าวเข้าสู่มรรคาวิถีอย่างแท้จริง ผู้ใดที่บรรลุถึงขอบเขตนี้ ตบะจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล และอายุขัยก็จะยืนยาวขึ้นมากโข
ทว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตมรรคา อายุขัยก็ย่อมมีขีดจำกัด
หลังจากผู้บำเพ็ญเพียรก้าวเข้าสู่ขอบเขตมรรคา อายุขัยอาจทะลุร้อยปี การจะมีชีวิตอยู่ถึงสองร้อยกว่าปีก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นอายุขัยก็ต้องหมดลงสักวัน และต้องดับสูญไปในที่สุด
‘มีเพียงการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตมรรคาเท่านั้น จึงจะมีโอกาสเพิ่มพูนอายุขัยหยาง อายุขัยหยางคืออายุขัยที่แท้จริง ไม่เหมือนอายุขัยหยินที่แทบไม่ได้ให้คุณประโยชน์อันใดต่อร่างกาย…’
อายุขัยหยาง สามารถหล่อเลี้ยงพลังปราณและแก่นโลหิตได้
โรคโลหิตรั่วไหลที่ทำให้เลือดลมเหือดแห้งในร่างกายของเหอผิง หากได้อายุขัยหยางมาเติมเต็ม มันก็จะช่วยบรรเทาอาการลงได้มาก
‘เว้นเสียแต่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตมรรคาได้ในคราเดียว มิเช่นนั้นข้าคงยากที่จะเพิ่มพูนอายุขัย วิชาขโมยอายุขัยหยางนี้มีประโยชน์ต่อข้าค่อนข้างมาก หากได้ชามกระดูกใบนี้มา และได้วิชาขโมยอายุขัยหยาง บางทีอาจเปลี่ยนสภาพร่างกายของข้าได้…’
แววตาของเหอผิงขรึมลง ในอกพลุ่งพล่านไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า
“เฮ้อ!”
เฉิงจื้อถอนหายใจออกมาอย่างเศร้าหมอง กล่าวว่า “ข้าคิดว่าน่าจะเป็นเพราะชามกระดูกขโมยอายุขัยใบนี้แหละที่นำภัยพิบัติใหญ่หลวงมาสู่ตระกูลเฉิงของข้า”
“เจ้าหมายความว่าที่คอกม้าตระกูลเฉิงถูกทำลาย เป็นเพราะมีใครบางคนหมายตาชามกระดูกใบนี้งั้นรึ?”
เหอผิงซักไซ้เฉิงจื้อต่อ
“ขอรับ! เจ้าเจี่ยซานแห่งพรรคอาชาพยศคือศัตรูที่ฆ่าพ่อแม่ของข้า... แต่ว่าเจี่ยซานก็เป็นเพียงมีดดาบในมือของเซิ่งชิงจือ เจ้าเมืองซุ่ยอันคนนั้นเท่านั้น เซิ่งชิงจือต่างหากคือคนร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง มันเป็นคนบงการพรรคอาชาพยศและพรรคฉางเฟิง ให้ลงมือสังหารคนในตระกูลข้ากว่าสี่สิบชีวิต และยังทำลายคอกม้าตระกูลเฉิงจนย่อยยับ!!!”
ทันทีที่เฉิงจื้อนึกถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในคอกม้าตระกูลเฉิงวันนั้น เขาก็กำหมัดแน่นจนเกร็ง ขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้นจนเกิดเสียงดังกรอด
“ข้ากับท่านพี่หญิงซ่อนตัวอยู่ในโอ่งน้ำแตกใบหนึ่งถึงรอดมาได้ เราหนีตายออกมาจากกองเพลิง ภายหลังได้พบกับยอดคนท่านหนึ่งจึงรอดพ้นจากการตามล่าของพวกมันมาได้... แต่คนตระกูลเฉิงมากมายต้องตายภายใต้คมดาบของเจี่ยซาน หนี้เลือดก้อนนี้ ต้องคิดบัญชีกับเจ้าโจรสุนัขเซิ่งชิงจือให้สาสม”
“ยอดคน?”
“เป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งขอรับ ท่านถ่ายทอดวรยุทธ์และวิชาดาบให้ ทั้งยังสอนเคล็ดวิชาให้ท่านพี่หญิงอีกหลายวิชา”
เฉิงจื้อถอนหายใจเบาๆ
“น่าเสียดายที่พรสวรรค์ข้าต่ำต้อยนัก ได้ดีแค่เพียงวรยุทธ์ ส่วนด้านเคล็ดวิชาแทบจะไม่เข้าขั้นเลย... จริงสิ ผู้อาวุโส ตอนที่ท่านช่วยข้าไว้ ท่านเห็นพี่หญิงของข้าหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เหอผิงก็เลิกคิ้วข้างหนึ่ง
‘เจ้านี่... ไม่รู้จริงๆ หรือว่าเฉิงอวี้เจียวตายไปแล้ว…’
ความคิดในหัวหมุนวนเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ค่ายวิญญาณเร่ร่อนแห่งนั้นตั้งอยู่ในอาณาเขตภูตผีหยินหยาง ข้าเพียงแค่บังเอิญหลุดเข้าไปและช่วยเจ้าออกมาได้ด้วยความบังเอิญ ส่วนพี่หญิงของเจ้า ข้าเองก็ไม่พบเห็นนางเช่นกัน”
เฉิงจื้อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็ฉายแววกลัดกลุ้ม จากนั้นเขาก็พึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง “เป็นความผิดของข้าเอง หากไม่ใช่เพราะข้า ท่านพี่หญิงคงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้”
เหอผิงเห็นสีหน้าท่าทางของเขา ในใจก็นึกสงสัย
‘เจ้าแซ่เฉิงคนนี้ ตอนนั้นก็อยู่ในเหตุการณ์ หรือว่าเป็นเพราะได้รับความกระทบกระเทือนมากเกินไปจนลืมเลือน หรือมีเหตุผลอื่นที่ทำให้จำเรื่องนั้นไม่ได้จริงๆ… ช่างเถอะ’
‘แต่แน่นอนว่านั่นก็ตัดความเป็นไปได้ที่เฉิงจื้อจะแกล้งโง่ทิ้งไปไม่ได้ เพียงแต่ตัวเล็กกระจ้อยร่อยอย่างเขา จะเล่นลูกไม้ตุกติกอะไรต่อหน้าข้าก็ไร้ความหมาย จะบี้ให้ตายก็ไม่จำเป็นต้องออกแรงแม้แต่นิ้วเดียว’
“พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังคือเจ้าเมืองเซิ่งชิงจือ แล้วอีกอย่าง เซิ่งชิงจือต้องการชามกระดูกใบนั้นไปทำไม?”
เหอผิงถามขึ้นอีกประโยค
สีหน้าของเฉิงจื้อดูมืดมน แต่เมื่อได้ยินคำถามของเหอผิง เขาก็ยังคงตอบกลับด้วยท่าทีซื่อตรง
“ตอนแรกพวกเราก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าโจรสุนัขแซ่เซิ่ง เป็นข้ากับท่านพี่หญิงที่สืบเสาะหาข่าวจากหลายทางจนรู้... อีกทั้งผู้อาวุโสท่านนั้นก็ช่วยเหลือพวกเราไว้มาก ต้องขอบคุณผู้อาวุโสท่านนั้น เราถึงจับตัวคนชั่วที่ร่วมก่อเหตุในคอกม้าตระกูลเฉิงมาได้คนหนึ่ง หลังจากการเค้นถามจึงได้รู้จากปากมันว่าผู้บงการคือเจ้าเมืองเซิ่งชิงจือ”
เหอผิงฟังแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ สัญชาตญาณบอกเขาว่า ‘ผู้อาวุโส’ ที่ว่านี้ไม่ชอบมาพากล การที่อีกฝ่ายเลือกช่วยพี่น้องตระกูลเฉิง เกรงว่าคงมีจุดประสงค์แอบแฝง
ดังนั้นเขาจึงถามต่อว่า “คนผู้นั้นมีนามว่าอะไร?”
“ผู้อาวุโสท่านนั้นมีนามว่าชือซินจื่อ มาจากสำนักหุ่นเชิดเซียนขอรับ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสชือซินจื่อมีความเกี่ยวข้องอันใดกับท่านหรือไม่?”
ชือซินจื่อ… คนผู้นี้มาจากสำนักหุ่นเชิดเซียนจริงๆ ด้วย!
ชั่วพริบตา ดวงตาของเหอผิงก็สว่างวาบขึ้นมาอย่างลึกล้ำ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ชือซินจื่ออยู่ที่ใด?”
เฉิงจื้อได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ฉายแววลังเล
“เอ่อ... ดูเหมือนผู้อาวุโสชือซินจื่อจะสนใจชามกระดูกขโมยอายุขัยใบนั้นมาก หลังจากถ่ายทอดวรยุทธ์และเคล็ดวิชาให้ข้ากับพี่หญิงแล้ว ท่านก็สั่งให้พวกเรามาที่เมืองซุ่ยอัน ทางหนึ่งเพื่อแก้แค้นเซิ่งชิงจือ อีกทางหนึ่งก็เพื่อตามหาชามกระดูกใบนั้นให้ผู้อาวุโสชือซินจื่อ”
เขากล่าวต่อว่า “ชามกระดูกใบนั้นมีความพิเศษ มันถูกเก็บรักษาไว้ในกล่องหยกขาวปลอด บรรพบุรุษของข้าเฉิงเทียนโย่วทราบจากขอทานชราผู้นั้นว่าชามกระดูกนี้เป็นสิ่งอัปมงคล ต้องเก็บไว้ในกล่องหยกเท่านั้นจึงจะไม่เกิดปัญหา นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับเฉพาะที่สามารถใช้สายเลือดตระกูลเฉิงตรวจหาตำแหน่งของกล่องหยกได้ ผู้อาวุโสชือซินจื่อจึงหวังให้พวกเราช่วยหาเบาะแสของชามกระดูกใบนั้นขอรับ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
เหอผิงพยักหน้า
“ที่เจ้ากับพี่สาวซ่อนตัวอยู่ในเมืองซุ่ยอัน ก็เพื่อวางแผนแฝงตัวเข้าไปในตระกูลเซิ่ง แล้วชิงชามกระดูกใบนั้นคืนมาใช่หรือไม่?”
“ขอรับ”
เฉิงจื้อไม่ได้ปฏิเสธ
“จริงสิผู้อาวุโส ท่านน่าจะคุ้นเคยกับผู้อาวุโสชือซินจื่อกระมัง?”
ใบหน้าของเขามีความอยากรู้อยากเห็น
“แน่นอนอยู่แล้ว”
เหอผิงเอ่ยเสียงเรียบ “ชือซินจื่อเป็นศิษย์สำนักเดียวกับข้า ข้ากับเขาไม่ได้เจอกันนาน ไม่นึกเลยว่าเขาจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียนให้พวกเจ้า”
“ผู้อาวุโสเป็นยอดคนจากสำนักหุ่นเชิดเซียนจริงๆ ด้วย” สีหน้าของเฉิงจื้อยิ่งดูเคารพนบนอบขึ้นไปอีก
สีหน้าของเหอผิงยังคงปกติ ทว่าในใจกลับมีความคิดแล่นพล่านดุจคลื่นสาดซัด
‘ดูท่าเจ้าชือซินจื่อคนนั้นก็คงเหมือนกับตัวเขาที่กำลังทุกข์ใจเรื่องอายุขัยสั้น การที่มันซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังแล้วบงการพี่น้องตระกูลเฉิง ก็เพื่อสืบหาที่อยู่ของชามกระดูกที่สามารถขโมยอายุขัยได้นี่เอง’
‘แต่ว่าเหตุใดชือซินจื่อต้องทำเรื่องให้ยุ่งยากเพียงนี้ เซิ่งชิงจือเป็นเพียงเจ้าเมืองเล็กๆ ในมณฑลเป่ยฟู่ แม้ในเมืองซุ่ยอันจะเป็นคนใหญ่คนโตที่แค่กระทืบเท้าแผ่นดินก็สะเทือน แต่ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเรา มันก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร เว้นเสียแต่ว่า ฐานะของคนผู้นี้จะซับซ้อนกว่าที่ข้าคิด…’
เหอผิงเคยพบเจอกับเซิ่งชิงจือและไม่รู้สึกว่าเจ้าเมืองผู้นี้จะมีฝีมืออะไร อีกฝ่ายก็เป็นแค่ขุนนางธรรมดา ไม่เป็นวรยุทธ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิชาเต๋าหรือเคล็ดวิชาใดๆ
‘ไม่สิ หากเซิ่งชิงจือเป็นแค่ขุนนางธรรมดาจริงๆ มันจะเอาชามกระดูกขโมยอายุขัยไปทำไม? หรือว่ามันอยากต่ออายุขัย แต่ดูแล้วมันก็ไม่เหมือนคนป่วยเป็นโรคร้ายแรง หรือฝึกวิชาจนเลือดลมพร่องแบบข้า…’
ยิ่งขบคิด เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา เซิ่งชิงจือเป็นเพียงเจ้าเมือง จะเอาชามขโมยอายุขัยไปทำอะไร?
ต้องรู้ไว้ว่าราชวงศ์ต้าโหยวไม่ใคร่จะถูกโรคกับพวกคำทำนาย คัมภีร์ลับ การเสี่ยงทาย หรือพวกมนต์ดำไสยเวทมาแต่ไหนแต่ไร ในอดีตยังเคยสั่งห้ามเผยแพร่ในหมู่ราษฎรอย่างเข้มงวด การที่คนแซ่เซิ่งอยากได้ชามกระดูกขโมยอายุขัย หากเรื่องแพร่งพรายออกไป ไม่กลัวหรือว่าจะถูกขุนนางคนอื่นเขียนฎีกาฟ้องร้อง จนถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าเมืองกลายเป็นสามัญชน
‘เรื่องนี้ต้องมีลับลมคมในแน่!’
ประกายเย็นเยียบพาดผ่านดวงตาของเหอผิง แต่สีหน้าภายใต้หน้ากากกลับผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาเปลี่ยนเรื่องถามว่า “เจ้ามีวิธีติดต่อกับชือซินจื่อหรือไม่ ข้าต้องการพบเขา”
“เอ่อ…”
เฉิงจื้อถอนหายใจ มีสีหน้าขมขื่นแล้วกล่าวว่า “ข้ากับพี่หญิงต่างไม่รู้วิธีติดต่อผู้อาวุโสท่านนั้นขอรับ ท่านเพียงบอกพวกเราว่า รอให้พวกเราขโมยชามกระดูกขโมยอายุขัยออกมาจากจวนตระกูลเซิ่งได้แล้ว ท่านจะติดต่อกลับมาเอง”
เหอผิงได้ยินดังนั้นก็แค่นหัวเราะในใจ เจ้าเฉิงจื้อนี่เห็นเขาเป็นคนโง่หรือไร? คำพูดเหล่านี้ดูคลุมเครือไม่จริงใจ ดูท่าเจ้านี่คงไม่อยากให้เขาไปเจอกับชือซินจื่อเสียมากกว่า
‘แต่เฉิงจื้อก็ไม่ได้โง่ ตัวข้าที่มาที่ไปไม่ชัดเจน จู่ๆ เอ่ยปากอยากเจอชือซินจื่อ ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังมีแผนการอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะชือซินจื่อที่เป็นผู้มีพระคุณของสองพี่น้องตระกูลเฉิง…’
‘ที่แท้ก็มีเงื่อนไขเช่นนี้ ถ้างั้นก็ดีเลยเฉิงจื้อ’
เหอผิงคิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้
“เจ้าอยากแก้แค้นหรือไม่? ข้ารู้มาว่าเซิ่งชิงจือยังมีบุตรชายอีกคน นามว่าเซิ่งชิงหง หากเจ้าต้องการแก้แค้น บางทีอาจเริ่มลงมือจากเจ้าเซิ่งชิงหงคนนี้…”
“เซิ่งชิงหง”
เฉิงจื้อพึมพำชื่อนี้เบาๆ
ในที่สุด เขาก็ดูเหมือนจะตัดสินใจได้ จึงพยักหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
“หนี้เลือดทะเลลึกของตระกูลเฉิงต้องมีคนชดใช้ ขอผู้อาวุโสโปรดช่วยข้าสักคราเถิด”