- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 19 วิชาขโมยอายุขัย
บทที่ 19 วิชาขโมยอายุขัย
บทที่ 19 วิชาขโมยอายุขัย
บทที่ 19 วิชาขโมยอายุขัย
พ่อบ้านเหอฝูเซิงนำข่าวสำคัญมาแจ้ง นั่นคือเฉิงจื้อที่หมดสติได้ฟื้นคืนสติแล้ว
เหอผิงเองก็ใส่ใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ
เฉิงจื้อผู้นี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกี่ยวข้องกับสำนักหุ่นเชิดเซียน ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว นี่เป็นโอกาสที่จะขุดคุ้ยบางสิ่งออกมาจากตัวคนผู้นี้ได้
“บนตัวเฉิงจื้อยังมีความลับซ่อนอยู่ อย่างเช่นเรื่องคอกม้าตระกูลเฉิง มันดูไม่ปกติเอาเสียเลย อีกทั้งพี่สาวของเขาก็ตายอย่างมีเงื่อนงำภายในศาลบรรพชน…”
เหอผิงหวนนึกถึงภาพศพหญิงสาวที่เห็นในศาลบรรพชน พี่สาวของเฉิงจื้อหรือก็คือเจ้าของศพนั้น ตายอย่างน่าเวทนานัก
เพียงดูจากโหงวเฮ้งใบหน้าก็ดูออกว่าแรงอาฆาตของนางจับตัวกันแน่นไม่ยอมสลายไป บนร่างยังงอกขนสีขาวออกมาให้เห็น แสดงให้เห็นว่าการตายของเฉิงอวี้เจียวไม่ธรรมดา สาเหตุการตายน่าจะถูกเชือกฟางรัดคอจนขาดใจ หญิงผู้นี้ตายแล้วมีแรงแค้นมหาศาล จิตยึดติดไม่ยอมไปผุดไปเกิด
“ทว่านางไม่ได้ถูกวิญญาณอาฆาตในศาลบรรพชนฆ่าตาย”
เหอผิงตรวจดูศพของเฉิงอวี้เจียวแล้ว ทราบดีว่านางไม่ได้ถูกภูตผีฆ่า เพราะวิญญาณอาฆาตส่วนใหญ่หลังฆ่าคนมักจะทิ้งปราณหยินเอาไว้ แต่บนร่างของเฉิงอวี้เจียวกลับไม่มีสิ่งนั้น นี่พิสูจน์ได้ว่านางน่าจะตายด้วยน้ำมือมนุษย์
“ในศาลบรรพชนตอนนั้น มันก็มีแค่เฉิงจื้ออยู่เพียงคนเดียว?”
หากเป็นเช่นนั้นจริง ตัวตนของฆาตกรที่สังหารเฉิงอวี้เจียวก็สามารถระบุได้แน่ชัดแล้ว
เพียงแต่ว่าทำไมเฉิงจื้อถึงต้องฆ่าพี่สาวของตนเอง หรือจะเป็นเพราะถูกวิญญาณในศาลบรรพชนเข้าสิง หรือว่ายังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอื่นใดอีก?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เหอผิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เผยสีหน้าครุ่นคิด
...
เฉิงจื้อรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน เขานอนอยู่บนเตียง สมองมึนงงหนักอึ้ง ปากก็พร่ำบ่นพึมพำไม่หยุดว่า “ไม่ใช่ข้า” “ข้าไม่ได้ทำ” “ไว้ชีวิตด้วย!”
เขากำลังฝัน ในความฝันนั้นช่างสับสนวุ่นวาย เขารู้สึกเหมือนมีเงาคนยืนอยู่ข้างเตียงที่เขานอนอยู่ตลอดเวลา...
ยามค่ำคืน แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างดูบางเบาราวกับผืนผ้าแพร พอตกดึก เฉิงจื้อก็นอนพลิกตัวไปมา ความรู้สึกแปลกประหลาดน่าขนลุกนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจสลัดออกไปได้
บนโต๊ะไม้เก่าๆ ที่ดูโย้เย้ มีเทียนแดงเล่มหนึ่งจุดอยู่ เปลวเทียนสั่นไหว วูบวาบเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด ราวกับจะดับลงได้ทุกเมื่อ
ไม่รู้ว่าดิ้นรนอยู่นานเพียงใด ในที่สุดเขาก็ได้สติฟื้นขึ้นมา
“...ข้าหลับไปนานแค่ไหนกัน”
เฉิงจื้อนวดคลึงหว่างคิ้ว รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาบ้างแล้ว
ชั่วพริบตา ความทรงจำที่แข็งค้างก็เริ่มไหลย้อนกลับมา เขาจำได้แล้ว ดูเหมือนเขาจะถูกคนช่วยเอาไว้และถูกพามาพักฟื้นที่หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาอันห่างไกล เนื่องด้วยพิษที่ได้รับ ทำให้หลายวันมานี้เขาเอาแต่นอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียง...
“หลังจากนั้น ข้าก็ไข้ขึ้นสูงและหมดสติไม่รู้ตัวมาตลอด”
เฉิงจื้อพยายามจะลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าแขนขาอ่อนแรง
เขาหันมองไปรอบๆ เห็นว่าที่นี่เป็นบ้านชนบท หลังคาทำจากไม้ ดูเหมือนจะเป็นห้องใต้หลังคา ด้านข้างเป็นหน้าต่างกระดาษ ภายนอกมีเมฆดำบดบังดวงจันทร์ เปลวเทียนสั่นไหวเบาๆ ทำให้แสงสว่างภายในห้องไม่มั่นคงนัก
ตึง!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ด้วยสัญชาตญาณ เฉิงจื้อจึงหันไปมองทางประตู
ทันใดนั้น หัวใจของเขาก็กระตุกวูบ ประตูห้องบานนั้นกลับถูกผลักออกจนเกิดช่องว่างแคบๆ
ในช่องว่างของประตูนั้น เหมือนมีคนตะแคงตัวยืนอยู่ กำลังแอบมองคนในห้อง
เฉิงจื้อที่นั่งอยู่บนเตียงรูม่านตาหดเกร็งด้วยความตกใจ เขาสังเกตเห็นว่าที่รอยแยกของบานประตู มีลูกตาสีขาวซีดแนบชิดอยู่ คนที่ซ่อนอยู่หลังประตูกำลังจ้องเขม็งมายังสิ่งมีชีวิตเดียวที่อยู่ในห้องนี้
เขาขนลุกซู่ไปทั้งหัว หัวใจเต้นระรัวไม่หยุด มันอยู่แค่หน้าประตูนั่นเอง ดวงตาสีขาวซีดนั้นดูเหมือนจะถลนออกมาจากเบ้า ลูกตาที่ปูดโปนเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงฉาน
“...ใคร…”
เขาอ้าปาก แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ลำคอเหมือนถูกบางอย่างอุดกั้นไว้ ทำได้เพียงส่งเสียง ‘ฮือฮือ’ ในลำคอ
แสงเทียนบนโต๊ะพลันเปลี่ยนเป็นสีมัวหมอง เจือด้วยสีเขียว ทำให้ทั่วทั้งห้องปกคลุมไปด้วยบรรยากาศสีเขียวครึ้มอันน่าสะพรึงกลัว
ตึง... ตึง...
ประตูถูกแรงบางอย่างผลักดันหลายครั้ง เฉิงจื้อหน้าถอดสี ขนลุกชันไปทั่วสรรพางค์กาย เหงื่อกาฬเม็ดใหญ่ผุดพรายเต็มแผ่นหลัง
“บัดซบ... เจ้าตัวนั้นมันจะเข้ามาข้างใน…”
ลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้นผิดปกติ สิ่งที่อยู่หน้าประตูนั้น คิดจะบุกเข้ามาในห้องจริงๆ!
เฉิงจื้อหวาดกลัวจับใจ ในใจเขามีความรู้สึกรุนแรงอย่างหนึ่งว่าหากเจ้าตัวข้างนอกนั่นบุกเข้ามาในห้องนี้ได้ เขาต้องตายสถานเดียว
“ต้องหนีออกไป!”
เขาหันขวับไปมองทางหน้าต่าง หน้าต่างบานเดียวในห้องนั้นแคบมาก การที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งจะมุดออกไป เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
แต่เวลานี้เฉิงจื้อไม่มีทางเลือกแล้ว เขาพุ่งตัวมุดไปที่หน้าต่างบานนั้น ยื่นศีรษะออกไปด้านนอก
“อ๊ะ?”
เฉิงจื้อยื่นคอออกไปได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกประหลาด หน้าต่างให้ความรู้สึกแคบกว่าที่จินตนาการไว้ นอกจากหัวแล้ว ส่วนอื่นของร่างกายเขาไม่สามารถผ่านไปได้เลย ราวกับติดแหง็กอยู่ที่หน้าต่าง
“นะ... นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
เขารู้สึกได้ลางๆ ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะคอที่ติดอยู่ที่หน้าต่างเริ่มเจ็บปวด แม้แต่การหายใจก็เริ่มติดขัด
“ไม่... ไม่ถูก... นี่ไม่ใช่หน้าต่าง!”
เฉิงจื้อเบิกตากว้างทันที เขาพบว่าคอของตัวเองถูกสวมอยู่ในห่วงเชือกฟาง และเชือกเส้นนี้ก็แขวนห้อยลงมาจากคานบ้าน
‘ข้า... ข้ากำลังแขวนคอ?!’
ขนทั่วร่างลุกชันขึ้นมาทันที เท้าของเขาเผลอออกแรงถีบเก้าอี้ไม้จนล้มคว่ำ คอถูกเชือกฟางรัดแน่น สองขาแกว่งไกวถีบอากาศอยู่กลางหาว
เฉิงจื้อย่อมไม่อยากตาย เขายกสองมือขึ้นไขว่คว้าไปที่ลำคอ พยายามจะแกะเชือกฟางที่รัดอยู่ออก
ทว่าเนื่องจากอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้ ทำให้เรี่ยวแรงถดถอย ประกอบกับความหนาวเหน็บราวกับถ้ำน้ำแข็งภายในห้อง เฉิงจื้อต้องตกใจเมื่อพบว่าตนไม่สามารถแกะเชือกที่คอออกได้ แขนขาของเขาอ่อนเปลี้ยเพลียแรง แม้แต่นิ้วสักนิ้วก็แทบจะยกไม่ขึ้น
‘แกะไม่ออก…’
ความสิ้นหวังถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน พร้อมกับแรงกดทับที่ลำคออันยากจะต้านทาน ทำให้เฉิงจื้อรู้สึกว่าตนมาถึงขีดจำกัดแล้ว ภาพตรงหน้ามืดดับ สติสัมปชัญญะเกือบจะหลุดลอย
แต่ฉับพลันนั้นเอง อากาศถูกแหวกผ่านด้วยเสียงคมกริบ เชือกฟางที่รัดคอเขาอยู่ถูกตัดขาดสะบั้น
ร่างของเฉิงจื้อร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ
“...แค่ก แค่ก แค่ก…”
เชือกฟางขาดลงแล้ว เขาลูบรอยรัดที่ลำคอ พร้อมไอโขลกออกมาหลายที ถึงค่อยได้สติกลับคืนมา
ในตอนนั้นเอง แสงเทียนในห้องก็กลับคืนสู่ปกติ ไม่ใช่สีเขียวสลัวน่าขนลุกแบบเมื่อครู่อีกแล้ว
“นี่มัน... ลูกกลมตัดเกศา”
สติเริ่มกลับมาได้บ้าง สายตาก็เริ่มมองเห็นชัดเจน เขาเบิกตากว้าง พลางหยิบเชือกฟางบนพื้นขึ้นมา เชือกเส้นนี้ถูกตัดขาดด้วยลูกกลมเล็กๆ ที่ทำจากเส้นผมยุ่งเหยิงขดรวมกัน
“เป็นใคร... ใครเป็นคนลงมือช่วยข้า?”
เขาหันขวับไปมอง ก็เห็นประตูหน้าห้องเปิดออก ที่หน้าประตูนั้นปรากฏหน้ากากกระดาษรูปหน้าผีลอยเด่นอยู่
หน้ากากกระดาษนั้นวาดลวดลายเป็นใบหน้าคน เป็นใบหน้ายิ้มตาหยีที่ดูพิลึกพิลั่น ภายใต้แสงไฟในยามค่ำคืน มันดูแปลกประหลาดน่ากลัวเป็นพิเศษ
“เจ้าคือเฉิงจื้อแห่งคอกม้าตระกูลเฉิง”
น้ำเสียงของคนสวมหน้ากากผีนั้นทุ้มต่ำและแหบพร่า เต็มไปด้วยรังสีอำมหิต
“นึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องแรกที่เจ้าทำหลังฟื้นขึ้นมาคือคิดจะฆ่าตัวตาย รำคาญว่าชีวิตยืนยาวเกินไปรึ?”
“ท่านเป็นใคร?” เฉิงจื้อหน้าถอดสีด้วยความตระหนก
“คนที่ช่วยชีวิตเจ้า”
คนสวมหน้ากากผีสวมชุดคลุมสีดำ มือทั้งสองซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้าง เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้อง ประตูบานคู่ด้านหลังก็ปิดลงเองเสียงดังเอี๊ยด
“เหตุใดเจ้าต้องฆ่าตัวตาย?”
คนสวมหน้ากากกระดาษ ย่อมเป็นเหอผิง พอเขาเข้ามาในห้อง ก็พบว่าเฉิงจื้อกำลังจะแขวนคอฆ่าตัวตาย เขาจึงอดขมวดคิ้วไม่ได้
“ฆ่าตัวตาย... ไม่… ไม่ใช่เช่นนั้น”
เฉิงจื้อนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าก็ฉายแววหวาดกลัว
“เป็นเพราะห้องนี้ ที่นี่มีผี เมื่อครู่ข้าถูกผีบังตา เกือบจะถูกหลอกให้แขวนคอตาย”
“โห?”
เหอผิงเริ่มระแวดระวัง เขาโคจรสัมผัสวิญญาณตรวจสอบทั่วห้อง แต่กลับไม่พบร่องรอยการปรากฏตัวของภูตผีปีศาจแต่อย่างใด
‘ที่นี่เป็นบ้านชาวนาในที่ดินที่ตระกูลเหอซื้อไว้นอกเมืองซุ่ยอัน ปกติก็เป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน อยู่ดีๆ จะมีผีโผล่มาได้อย่างไร?’
เขารู้สึกสงสัยในคำพูดของเฉิงจื้อ แต่ปากกลับเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น
“จะว่าไป ข้ายังมีเรื่องหนึ่งไม่เข้าใจ วิชาอย่างเส้นด้ายไร้ลักษณ์และลูกกลมตัดเกศาของสำนักข้า หลุดรอดเข้าไปในคอกม้าตระกูลเฉิงตั้งแต่เมื่อไหร่ เจ้ากับพี่สาวเฉิงอวี้เจียวทำไมถึงใช้วิชาลูกกลมตัดเกศาเป็น?”
เฉิงจื้อเดิมทียังจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พอเงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นดวงตาคู่หนึ่งหลังหน้ากากทอประกายประหลาด พร้อมกับเสียงพูดที่ฟังดูสากระคายราวกับเหล็กขูดทรายดังออกมา
“หรือว่าจะแอบขโมยฝึกวิชาของสำนักข้า ยังไม่รีบสารภาพความจริงมาอีก!”
คนประหลาดสวมหน้ากากตวาดถามเสียงกร้าว แม้เสียงจะไม่ดังมาก แต่กลับส่งคลื่นพลังผ่านอากาศเข้ามา พอมันเข้าหู ในสมองก็ดัง ‘วิ้ง’ สนั่นหวั่นไหวราวกับระฆังทองถูกกระแทก สั่นสะเทือนจนเฉิงจื้อรู้สึกชาไปครึ่งตัว เลือดลมปั่นป่วนไปทั่วร่าง
‘แอบขโมยฝึก’ ‘สำนักข้า’ ‘สารภาพความจริง’... คำเหล่านี้ไปกระตุ้นบางสิ่งเข้า ความคิดที่สับสนของเฉิงจื้อพลันกระจ่างชัดขึ้นมาบ้าง
‘หรือว่าคนผู้นี้กับท่านผู้อาวุโสชือซินจื่อจะสังกัดสำนักเดียวกัน... ต่อให้ไม่ใช่ ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ใช่ผู้ใช้วิชาทั่วไปแน่ เกรงว่าจะเป็นยอดคนตัวจริง…’
เฉิงจื้อเองก็ใช่ว่าจะไร้ความรู้ เขาตระหนักได้ทันทีว่าตนได้พบกับผู้บำเพ็ญเพียรตบะแก่กล้า เขาจึงรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที
“ท่านผู้อาวุโส เรื่องนี้พูดยาวนัก โปรดให้ข้าอธิบายโดยละเอียดด้วยเถิด!!!”
...
คอกม้าตระกูลเฉิงตั้งอยู่ที่ชายแดนมณฑลเป่ยฟู่ ยึดอาชีพเลี้ยงม้าและค้าม้ามาหลายชั่วอายุคน
เฉิงจื้อเล่าว่า ว่ากันว่าบรรพบุรุษตระกูลเฉิงย้ายมาจากมณฑลจงหวน เดิมทีทำธุรกิจค้าขนสัตว์
แต่เนื่องจากประสบภัยโจรผู้ร้าย ธุรกิจขนสัตว์จึงดำเนินต่อไปไม่ได้ บรรพบุรุษตระกูลเฉิงจึงตัดใจพาคนทั้งตระกูลอพยพมาตั้งรกรากยังที่ราบชายแดน
เริ่มแรกบรรพบุรุษตระกูลเฉิงสร้างคอกม้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ด้วยการบริหารจัดการที่ดี จึงค่อยๆ ขยับขยาย ร่วมมือกับคนเลี้ยงสัตว์ในละแวกใกล้เคียง รวมคอกม้าเล็กๆ หลายแห่งเข้าด้วยกันเป็นคอกม้าขนาดใหญ่
หลายสิบปีผ่านไป ตระกูลเฉิงอาศัยฝีมือการเลี้ยงม้าและฝึกม้า เพาะพันธุ์ม้าฝีเท้าดีจนกลายเป็นที่ต้องการของพ่อค้าม้าจากทั่วสารทิศแย่งกันซื้อหา
ปู่ของเฉิงจื้อมีนามว่าเฉิงเทียนโย่ว นิสัยใจคอห้าวหาญ รักความยุติธรรม ครั้งหนึ่งเคยนำยอดฝีมือสิบแปดคนในคอกม้า บุกตะลุยผาหินขาว กวาดล้างกองโจรภูเขากว่าสองร้อยคนที่ยึดครองที่นั่นจนสิ้นซาก
คอกม้าตระกูลเฉิงจึงมีชื่อเสียงโด่งดังจากการรบครั้งนั้น เส้นทางการค้าจากเมืองซุ่ยอันแห่งมณฑลเป่ยฟู่ไปยังผาหินขาว แต่เดิมเต็มไปด้วยโจรป่าและโจรภูเขา เป็นที่ที่นักเดินทางต่างขวัญผวา แต่เพราะมีอิทธิพลของคอกม้าตระกูลเฉิง มันจึงกลายเป็นเส้นทางที่สงบสุขอย่างยิ่ง
เฉิงเทียนโย่วมีความห้าวหาญเทียมฟ้า ปกติไม่เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทอง ยึดมั่นคุณธรรม ชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก
ครั้งหนึ่งเขาเดินทางไกล ได้ช่วยขอทานคนหนึ่งที่ถูกยอดฝีมือไล่ล่า ขอทานผู้นั้นบาดเจ็บสาหัส ทรมานอยู่ไม่กี่วันก็สิ้นใจ
หลังจากขอทานตาย เฉิงเทียนโย่วก็ได้ชามประหลาดใบหนึ่งมาจากขอทานผู้นั้น
ขอทานชราอ้างว่า เพราะชามใบนี้ เขาถึงถูกคนไล่ล่า เพื่อตอบแทนบุญคุณของเฉิงเทียนโย่ว เขาจึงขอมอบชามใบนี้ให้
หลังขอทานชราตาย เฉิงเทียนโย่วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เก็บชามใบนั้นกลับมา ต่อมาชามใบนี้ก็ถูกตระกูลเฉิงเก็บรักษาไว้ในคลังลับของตระกูล
ตัวเฉิงจื้อเองไม่เคยเห็นชามใบนั้น แต่เขาเคยได้ยินบิดาเล่าให้ฟังว่า มันเป็นชามที่แปลกประหลาด ดูเหมือนจะทำมาจากกะโหลกศีรษะคน
ภายในชามวาดด้วยอักขระยันต์ที่ไม่รู้จักและลวดลายภูตผีปีศาจที่ดูยุ่งเหยิง ขอบชามเลี่ยมทองฝังเงิน ชามสีขาวซีดใบนี้ให้ความรู้สึกไม่น่าอภิรมย์และแผ่บรรยากาศน่าขนลุกออกมา
“นั่นเป็นสิ่งอัปมงคล ปู่ของเจ้าก็รู้เรื่องนี้ดี ถึงได้เก็บชามกระดูกใบนั้นเอาไว้”
บิดาของเฉิงจื้อกล่าวไว้เช่นนี้
“แต่ชามกระดูกนั่นมันคืออะไรกันแน่? ทำไมถึงอัปมงคล?”
เฉิงจื้อถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นในตอนนั้น
“ชามกระดูกใบนั้นสามารถขโมยอายุขัยของคนได้”
บิดาของเฉิงจื้อถอนหายใจเสียงเบา
“...ขโมยอายุขัยของคน”