- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 18 ข้าเต็มใจแบ่งปันคำสาปนี้และถวายนาม
บทที่ 18 ข้าเต็มใจแบ่งปันคำสาปนี้และถวายนาม
บทที่ 18 ข้าเต็มใจแบ่งปันคำสาปนี้และถวายนาม
บทที่ 18 ข้าเต็มใจแบ่งปันคำสาปนี้และถวายนาม
วิชาในบทปลายที่มีชื่อว่า ‘วิชาธูปเตาหลอมพูนจิต’ นี้ ดูจะสอดคล้องกับความต้องการของเขามากกว่า อีกทั้งยังมีความสะดวกตรงที่ฝึกสำเร็จได้รวดเร็ว
วิชานี้แตกต่างจากวิชาห้ากุมารเด็ดท้ออย่างชัดเจน ไม่จำเป็นต้องไปหาศพทารกมาปลูกต้นท้อแต่อย่างใด วิชาธูปเตาหลอมพูนต้องการเพียงแค่ผีดิบและยิ่งเป็นผีดิบที่ดุร้ายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ดังคำกล่าวที่ว่าซากศพเน่าเปื่อย ร่างกายที่ตายไปแล้วหากไม่ได้ฝังลงดินให้สงบ หรือฝังผิดที่ผิดทาง มันก็จะแปรสภาพเป็นผีดิบ วิชาธูปเตาหลอมพูนจิตจะเสาะหาผีดิบดุร้ายเป็นพิเศษ เพื่อนำมาเผาหลอมด้วยพิธีกรรมลับ นำเถ้ากระดูกที่ผ่านการเผาหลอมแล้วมาทำเป็นธูปวิญญาณชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า ‘ธูปมรณะต่ออายุ’
ธูปวิญญาณชนิดนี้จะสูบเอาอายุขัยหยินแห่งความตายมาจากผีดิบที่ดุร้าย ผู้บำเพ็ญเพียรเมื่อสูดดมธูปมรณะต่ออายุนี้เข้าไป จะทำการเปลี่ยนหยินเป็นหยาง เปลี่ยนความตายเป็นชีวิต ทำให้สามารถต่ออายุขัยออกไปได้อีกร้อยวัน
นอกจากนี้ ยิ่งผีดิบที่นำมาใช้หลอมธูปมรณะต่ออายุมีความดุร้ายมากเท่าไหร่ อายุขัยหยินที่เพิ่มขึ้นได้ก็จะยิ่งมากตามไปด้วย
แน่นอนว่าวิธีการนี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มอายุขัยหยาง และไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการบำเพ็ญเพียรแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงวิธียื้อชีวิตด้วยการหยิบยืมหนี้กรรมจากความตาย เพียงเพื่อให้คนผู้นั้นมีเวลายืดลมหายใจเฮือกสุดท้ายต่อไปอีกหน่อยเท่านั้น
“อีกอย่าง วิชาธูปเตาหลอมพูนจิตก็มีข้อเสีย หากใช้วิธีนี้จะมีข้อห้ามมากมาย เช่น ห้ามกินเนื้อสัตว์เลี้ยงทั้งหก แม้แต่สัตว์ที่บินบนฟ้า หรือว่ายในน้ำก็กินไม่ได้ น้ำดื่มในยามปกติก็ห้ามดื่มน้ำดิบ ต้องต้มน้ำด้วยภาชนะโลหะเสียก่อนจึงจะดื่มได้ และทุกๆ สิบวัน จะต้องดื่มเลือดของอสรพิษวายุทมิฬให้ตรงเวลา…”
การจะหลอมสร้างธูปมรณะต่ออายุนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ผีดิบก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ โชคดีที่เหอผิงพบศพหญิงสาวร่างหนึ่งในศาลบรรพชน ศพหญิงสาวร่างนี้เริ่มมีขนสีขาวงอกออกมาแล้ว เขาเพียงแค่ต้องหาสถานที่รวมเปรตภูมิเพื่อเลี้ยงมันไว้สักระยะหนึ่ง ก็จะสามารถหล่อหลอมให้กลายเป็นผีดิบขนขาวได้
“หากสามารถพัฒนาไปอีกขั้น เปลี่ยนจากผีดิบขนขาวให้เป็นผีดิบขนดำได้ ผลลัพธ์ของธูปมรณะต่ออายุก็จะรุนแรงขึ้นอีกระดับ สามารถยืดอายุขัยได้ถึงสองร้อยวัน”
อายุขัยหยินสองร้อยวัน ถึงแม้จะไม่สามารถทดแทนพลังปราณและแก่นโลหิตที่มาจากอายุขัยหยางของตนเองได้ แต่มันก็ช่วยให้เขามีเวลาเหลือเฟือขึ้นอีกสักระยะ
เหอผิงวางร่มสีดำลง นั่งกลับลงไปบนเก้าอี้ แล้วค่อยๆ หลับตาลงครุ่นคิด
“เรื่องธูปมรณะต่ออายุพักไว้ก่อน แต่เทวรูปพระโพธิสัตว์หินดำที่เจอในตาค่ายกลนั่นสิ ของสิ่งนั้นดูพิศวงพิลึกชอบกล ตั้งแต่นำกลับมาที่จวนเมื่อไม่กี่วันก่อน มันก็เกือบจะก่อเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมา”
เขาพบเทวรูปพระโพธิสัตว์ไร้ตาองค์หนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นวัตถุสะกดค่ายกลภายในแกนกลางค่ายกลของศาลบรรพชน หลังจากใช้วิชาสะกดและนำกลับมา เทวรูปพระโพธิสัตว์ก็ถูกซ่อนไว้ในห้องนี้
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เหล่าคนงานบ่าวรับใช้ หรือแม้แต่เครือญาติในจวนตระกูลเหอ เมื่อหลับใหลในยามค่ำคืน มักจะฝันประหลาดอยู่บ่อยครั้ง
ในความฝันจะมีหลวงจีนชราไร้ตารูปหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ปลายเตียง สองมือทำท่าประทับมุทราแปลกประหลาด ปากก็พร่ำบ่นบทสวดประโยคหนึ่งไม่หยุด
เพียงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงสามวัน เรื่องนี้ก็เริ่มก่อให้เกิดความวุ่นวายเล็กๆ ขึ้นในตระกูลเหอ
บ่าวรับใช้จำนวนมากในตระกูลเหอเริ่มรู้สึกหวาดผวา เคราะห์ดีที่กฎระเบียบของตระกูลเหอนั้นเข้มงวดมาโดยตลอด มันจึงไม่ได้เกิดเหตุวุ่นวายร้ายแรงอันใด
…
จากการบอกเล่าของทุกคนในตระกูลเหอ ความฝันนั้นทั้งพิศวงและน่าขนลุก แต่ที่แปลกที่สุดคือความฝันที่ทุกคนเจอนั้นแทบจะเหมือนกันหมด
นั่นคือหลวงจีนชราที่สวมจีวรขาดวิ่น เนื้อตัวสกปรกมอมแมม ใบหน้าเหี่ยวย่น ผิวหนังยับยู่ยี่จนแทบจะหนีบแมลงวันให้ตายได้
หลวงจีนรูปนี้ให้ความรู้สึกที่แก่ชรามากๆ ร่างกายแผ่กลิ่นอายแห่งความตายที่เน่าเปื่อยออกมา ผิวสีเหลืองซีด เต็มไปด้วยกระของผู้สูงวัย... ในความฝัน ใบหน้าที่แห้งกรังของเขาพยายามจะแสยะยิ้ม
ท่าทางยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตานั้น ยิ่งเต็มไปด้วยความเงียบงันแห่งความตาย
หลวงจีนชราที่น่าขนลุกเช่นนี้ ปรากฏตัวขึ้นที่ปลายเตียงของผู้ที่ฝัน สองมือทำท่าประทับมุทรา ปากก็พร่ำสวด
“ข้าเต็มใจแบ่งปันคำสาปนี้และถวายนาม!”
‘ข้าเต็มใจแบ่งปันคำสาปนี้และถวายนาม’
เหอผิงหวนนึกถึงเรื่องนี้ แล้วขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เขาไม่เคยได้ยินบทสวดนี้มาก่อนและไม่เข้าใจว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร แต่การที่คนในตระกูลเหอมากมายต่างฝันเห็นสิ่งเดียวกัน มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา
“ฝันประหลาดพวกนี้น่าจะเกิดจากเทวรูปหินดำนั่น แต่ข้าได้ให้ช่างตีเหล็กสร้างกล่องเหล็กที่ปิดผนึกได้มิดชิด ด้านนอกฉาบด้วยตะกั่ว แล้วสะกดด้วยวิชาแปดลักษณ์ตรึงซาก พร้อมกับผนึกด้วยคำสาปโลหิตอีกสองชั้น จากนั้นใช้โซ่ล่ามไว้ แล้วถ่วงลงไปในบึงลึกนอกเมือง คิดว่าทำแบบนี้แล้วคงจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก”
หลังจากจัดการกับเทวรูปหินดำเสร็จ เขาก็ออกคำสั่งแก่คนในตระกูลเหอ ห้ามมิให้ผู้ใดแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปภายนอกอย่างเด็ดขาด และสั่งการให้พ่อบ้านเหอฝูเซิงส่งคนไปเฝ้าบึงลึกแห่งนั้น เพื่อคอยสังเกตว่าเทวรูปหินดำในบึงจะก่อเรื่องอาถรรพ์ขึ้นมาอีกหรือไม่
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าสิ่งที่สามารถทำหน้าที่เป็นวัตถุสะกดค่ายกลในแกนกลางค่ายกลของศาลบรรพชนแห่งนั้นได้ ย่อมไม่ใช่สิ่งของธรรมดาสามัญ
เหอผิงทำเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เขาจึงเตรียมการไว้สองทาง การที่เขาทำเช่นนี้ ด้านหนึ่งก็เพื่อป้องกันไม่ให้เทวรูปพระโพธิสัตว์ก่อเรื่องวุ่นวาย อีกด้านหนึ่งก็เพื่อขัดขวางไม่ให้คนที่วางค่ายกลนั้นแกะรอยตามมาถึงตัวได้
วัตถุสะกดค่ายกลชิ้นนี้ไม่ได้ช่วยยืดอายุขัย สำหรับเขาแล้วประโยชน์จึงมีไม่มากนัก เขาจึงไม่คิดจะโลภมากอยากครอบครองมันจนเกินไป ทว่าการที่ค่ายวิญญาณเร่ร่อนถูกทำลาย นั่นก็เท่ากับว่าเขาได้ล่วงเกินผู้ที่วางค่ายกลภูตผีนั้นไปแล้ว มันจึงไม่มีความจำเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัวเพิ่มอีก
“ต่อจากนี้ก็เป็นเจ้าบ่าวรับใช้ที่จับตัวกลับมาได้ เพียงแต่ว่าหลังจากพาตัวกลับมา คนผู้นี้ก็ไข้ขึ้นสูงไม่ลด นอนหมดสติมาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้น”
เขาส่งสายข่าวของตระกูลเหอที่อยู่ภายนอกออกไปสืบข่าว จนรู้ว่าบ่าวรับใช้ชุดเขียวผู้นี้มีนามว่าเฉิงจื้อ
เฉิงจื้อผู้นี้ ภูมิหลังก็นับว่าไม่ธรรมดา บรรพบุรุษของเขาคือเจ้าของคอกม้าตระกูลเฉิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งมณฑลเป่ยฟู่
ตระกูลเฉิงทำกิจการคอกม้าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นยาวนานกว่าร้อยปี นับเป็นตระกูลที่มีหน้ามีตาในแถบนั้น น่าเสียดายที่เมื่อสองปีก่อน กลุ่มโจรบนหลังม้ากลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปในคอกม้าตระกูลเฉิง นอกจากเฉิงจื้อและพี่สาวเฉิงอวี้เจียวสองคนที่รอดชีวิตมาได้แล้ว คนในตระกูลเฉิงทั้งบนล่างต่างถูกฆ่าล้างตระกูลจนหมดสิ้น
เรื่องนี้กลายเป็นคดีปริศนาไร้เบาะแส กลุ่มโจรกลุ่มนั้นหลังจากฆ่าคนเสร็จ มันก็ปล้นทรัพย์สินไปจำนวนหนึ่ง ตอนหนียังไม่ลืมที่จะจุดไฟเผาคอกม้า เผาผลาญรากฐานที่ตระกูลเฉิงสร้างมาหลายปีจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ทางการส่งคนมาสืบสวนแต่ก็ไร้ผล
“ดูจากตอนนี้ คนที่ลงมือไม่ใช่โจรที่ไหน แต่เป็นคนของพรรคอาชาพยศ จริงสิ เฉิงจื้อยังมีพี่สาวอีกคน ถ้าไม่มีอะไรผิดแปลก นางก็คงเป็นศพหญิงสาวร่างนั้นสินะ?”
เหอผิงลูบปลายคาง
คดีของคอกม้าตระกูลเฉิงดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว แม้พรรคอาชาพยศจะมีเบื้องหลังที่ไม่ขาวสะอาด แต่ก็คงไม่ผลีผลามลงมือกับตระกูลที่มีหน้ามีตาอย่างตระกูลเฉิง ต่อให้ปลอมตัวเป็นโจรป่า แต่ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นมา มันก็ยากที่จะจบเรื่องได้สวย
เจี่ยซานเป็นคนฉลาด การค้าแบบนี้ทำไปก็ได้ไม่คุ้มเสีย แท้จริงแล้วเขามีแผนการอะไรกันแน่?
ทว่าหากเรื่องนี้เป็นฝีมือของพรรคอาชาพยศจริงๆ เบื้องหลังย่อมต้องมีอะไรแอบแฝงแน่นอน...
“คอกม้าตระกูลเฉิง เป็นแค่คอกม้าแห่งหนึ่งจะไปล่วงเกินเจี่ยซานกับพรรคอาชาพยศได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ... จริงสิ เหมือนจะมีข่าวลือแว่วๆ ว่าพรรคอาชาพยศของเจี่ยซานมีความสัมพันธ์กับผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในเมืองซุ่ยอัน หรือว่า... พรรคอาชาพยศทำลายคอกม้าตระกูลเฉิงเพื่อเป็นมีดดาบแทนคนอื่น?”
ทันใดนั้น ด้านนอกห้องก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“นายน้อย บ่าวมีเรื่องจะรายงานขอรับ”
ผู้มาเยือนคือพ่อบ้านตระกูลเหอ เหอฝูเซิง
“เข้ามา”
เหอฝูเซิงเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม
“มีเรื่องอะไร”
“เรื่องที่ท่านให้ไปสืบก่อนหน้านี้เริ่มมีเบาะแสแล้วขอรับ…”
เหอฝูเซิงลดเสียงต่ำลง แล้วกล่าวอย่างช้าๆ “คนที่แนะนำเฉิงจื้อเข้ามาในจวนคือท่านอาของนายน้อยจริงๆ ส่วนคนออกความคิดคือคุณชายเหอซีผิง... ข้ายังได้ยินมาอีกเรื่องหนึ่งว่า ช่วงนี้เหอซีผิงไปมาหาสู่ใกล้ชิดกับเซิ่งชิงหง บุตรชายของท่านเจ้าเมืองเซิ่งขอรับ”
“โห มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ”
คิ้วของเหอผิงเลิกขึ้น ความคิดในหัวของเขาหมุนเร็วรี่
‘เจ้าเมืองเซิ่งชิงจือ มีอำนาจบารมีล้นฟ้าในเมืองซุ่ยอัน ผู้ยิ่งใหญ่ที่พรรคอาชาพยศคบค้าสมาคมด้วย ก็คือตัวท่านเจ้าเมืองนี่เอง…’
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจ สมองของเขาก็เริ่มประมวลผล
อันที่จริงสำหรับเซิ่งชิงหงผู้นี้ เหอผิงเคยพบหน้าอยู่ไม่กี่ครั้งและพอจะมีความทรงจำอยู่บ้าง ทว่าไม่ใช่ความประทับใจที่ดีนัก
เซิ่งชิงหงเป็นบุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเซิ่ง นิสัยเย่อหยิ่งจองหอง วางก้ามอวดเบ่งไปทั่ว
ภายใต้บารมีของบิดา เขามีสถานะเป็นจอหงวนบู๊ เคยถูกเซิ่งชิงจือฝากฝังเส้นสายให้ไปฝึกฝนในกองทัพ แต่เพราะนิสัยที่เลวร้ายนั้น ทำให้ไปล่วงเกินบุคคลร้ายกาจเข้า
ท่านเจ้าเมืองเซิ่งผู้นั้นก็จนปัญญา ได้แต่ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อประกันตัวคนออกมา
“เจ้าเซิ่งชิงหงนั่นมันก็เป็นแค่ลูกล้างผลาญ แต่บิดากลับให้ความสำคัญ สองพ่อลูกเหอจินกำลังพยายามดึงมันมาเป็นพวกงั้นรึ?”
มุมปากของเหอผิงกระตุกยิ้มเย็นชา
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกขอรับ สิ่งที่สองพ่อลูกคู่นั้นทำ มันไม่ได้มีแค่นั้น…”
เหอฝูเซิงเองก็ยิ้มเย็นเช่นกัน
“นายน้อย ท่านอาของท่านผู้นั้น หลายปีมานี้ภายนอกดูสงบเสงี่ยม แต่ลับหลังกลับจัดแจงให้บุตรชายไปคบค้ากับลูกหลานตระกูลใหญ่ในเมืองซุ่ยอัน แถมยังแอบดึงตัวผู้ดูแลกิจการร้านข้าว ร้านสมุนไพร และโรงรับจำนำให้ไปเป็นพวก แม้แต่ตัวข้า เขาก็ยังคิดจะเอาเงินมาติดสินบน…”
พูดถึงตรงนี้ พ่อบ้านก็ล้วงถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อ แล้วเปิดออก ด้านในมีก้อนทองคำสีเหลืองอร่ามกองหนึ่ง
“ก้อนทองในถุงนี้ ข้าไม่กล้าแตะต้องเลยสักก้อน แต่ว่านายน้อย เรื่องนี้จะปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ได้นะขอรับ ไม่เช่นนั้น ไม่ช้าก็เร็วตระกูลเหอต้องเกิดภัยพิบัติเป็นแน่”
‘ท่านอา’ ที่พ่อบ้านเหอฝูเซิงเอ่ยถึง ก็คืออาของเขาที่ชื่อเหอจิน เหอจินเกิดมาจากภรรยารอง เป็นพี่น้องต่างมารดากับบิดาของเหอผิง ทว่าความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้ไม่ค่อยดีนัก
หลังจากบิดาของเหอผิงเสียชีวิต ตำแหน่งประมุขตระกูลก็ตกมาอยู่ที่เหอผิง เหอจินปรารถนาอยากจะเป็นประมุขตระกูลเหอมาโดยตลอด จึงมักจะแอบนินทาว่าร้ายเหอผิงที่ได้ขึ้นเป็นประมุขตั้งแต่อายุยังน้อยในที่ลับตาอยู่เสมอ
เพียงแต่ตั้งแต่เหอผิงขึ้นเป็นประมุขตระกูล เขาก็ทำงานอย่างเฉียบขาดรวดเร็ว กิจการของตระกูลก็ได้รับการดูแลจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ การค้าขยายใหญ่โต คนในตระกูลเหอทั้งบนล่างจึงไม่มีข้อครหาใดๆ ต่อประมุขผู้นี้
ไม่สิ จะบอกว่าไม่มีข้อครหาก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ตอนที่เหอผิงขึ้นเป็นประมุขและจัดการงานในตระกูล มันก็เคยมีพวกคนพาลตาถั่วมาหาเรื่องเขาเหมือนกัน แต่ภายหลังคนพวกนั้นก็มักจะเกิดเรื่องประหลาดขึ้นอย่างน่าฉงน ไม่ประสบอุบัติเหตุก็ป่วยตายอย่างลึกลับ
คนนอกดูไม่ออกถึงความผิดปกติ แต่ผู้ที่สังเกตการณ์กลับตระหนักว่านี่น่าจะเป็นฝีมือของเหอผิง ประมุขหนุ่มผู้นี้ เมื่อเหอจินเห็นดังนั้น เขาจึงไม่กล้าพูดมากอีกและทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวยิ่งขึ้น
เพียงแต่เหอผิงรู้ดีว่าเหอจินและเหอซีผิงลูกชายของเขานั้นมีความทะเยอทะยานสูง หลายปีมานี้แอบซ่องสุมกำลัง มีใจคิดคดทรยศ เพียงแต่ปกปิดไว้ได้ดีมาตลอด...
“เหอจินกับเหอซีผิงถ้ารู้จักเจียมตัวหน่อย ข้าก็คร้านจะลงมือกับพวกเขา แต่ถ้ากล้ามาลูบคมข้า ก็คงต้องหาโอกาสกำจัดทิ้งเสีย”
แววตาของเหอผิงลึกล้ำเย็นเยียบ จิตสังหารได้ก่อตัวขึ้นในใจแล้ว
นิสัยของเขาในชาติก่อนก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่แล้ว และหลังจากมายังโลกใบนี้ เมื่อขึ้นรับตำแหน่งประมุขตระกูลเหอ เขาก็ถูกลอบสังหารอยู่หลายครั้ง ซึ่งในจำนวนนั้นมีแม้กระทั่งคนที่เขาสนิทสนมและไว้วางใจ
การผ่านพบความผันผวนเหล่านี้ ทำให้เหอผิงตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าในโลกใบนี้ การกระทำใดๆ ไม่อาจยึดถือ ‘ความเมตตาแบบสตรี’ ได้ ยามจำเป็นต้องเด็ดขาดเฉียบพลัน ไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นมาคิดร้ายต่อตนเอง
ในครั้งนี้ พฤติกรรมของสองพ่อลูกเหอจินได้ไปกระตุ้นจิตสังหารของเขาเข้าแล้ว
“จริงสิ” เหอฝูเซิงเอ่ยต่อ “นายน้อย คนที่ท่านพาตัวกลับมา สองสามวันก่อนยังนอนไม่ได้สติแท้ๆ แต่วันนี้ไม่รู้ทำไมถึงฟื้นขึ้นมาแล้วขอรับ”
“เจ้าหมายถึงเจ้าเฉิงจื้อคนนั้นมันฟื้นแล้วงั้นรึ?”
แววตาของเหอผิงเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย นี่นับเป็นข่าวดีทีเดียว