- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 17 โขมยอายุขัยหยิน
บทที่ 17 โขมยอายุขัยหยิน
บทที่ 17 โขมยอายุขัยหยิน
บทที่ 17 โขมยอายุขัยหยิน
“นี่คือ... พระโพธิสัตว์ไร้ตา?”
เหอผิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แดนเหนือไม่ค่อยมีวัดวาอาราม ส่วนมากมักเป็นอารามนักพรต เขาจึงรู้สึกแปลกตากับเทวรูปพระโพธิสัตว์ที่แกะสลักจากหินสีดำทมิฬองค์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบว่าพระโพธิสัตว์ไร้ตากำลังนั่งขัดสมาธิ สองมือผายออกไปทางซ้ายขวา และกลางฝ่ามือนั้นมีลูกตาสองลูกฝังอยู่
“ช่างเป็นเทวรูปพระโพธิสัตว์ที่พิกลนัก?”
เขาไม่ได้ยื่นมือเข้าไปสัมผัสด้วยตนเอง เพียงแต่สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นระแวดระวัง สายตารีบเบนไปยังอีกทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
“นี่มัน?”
สีหน้าของเหอผิงฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย
ที่แท้ ศพหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ขนอ่อนสีขาวที่เดิมทีค่อยๆ งอกออกมาอย่างช้าๆ แต่ใครจะคาดคิดว่าทันทีที่นำเทวรูปพระโพธิสัตว์องค์นี้ออกมา เพียงแค่ชั่วพริบตา ขนสีขาวเหล่านั้นก็หยุดการงอกเงยทันที...
บริเวณศีรษะและใบหน้า คืนสภาพกลับเป็นศพคนตายตามปกติอย่างรวดเร็ว
“เป็นอิทธิฤทธิ์ของพระโพธิสัตว์ไร้ตานี่หรือ? แต่… มันก็น่าเสียดายอยู่บ้าง…”
เดิมทีเหอผิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะพระโพธิสัตว์หินดำนี้คงไม่ใช่ของวิเศษสำหรับต่ออายุขัย ซึ่งสำหรับเขาแล้วถือว่ามีค่าน้อยนัก แต่ถึงกระนั้น ของสิ่งนี้กลับสามารถสะกดข่มการแปรสภาพของศพได้ ซึ่งก็นับว่าเป็นของวิเศษชิ้นหนึ่ง การเก็บติดไม้ติดมือไปย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย
“ประจวบเหมาะพอดี ทั้งศพร่างนี้ คนผู้นี้ และเทวรูปพระโพธิสัตว์ ข้าจะนำกลับไปทั้งหมด”
เหอผิงไม่ออกมาจากเกี้ยว เขาใช้วิชาแปดลักษณ์ตรึงซากสะกดศพที่ดูเหมือนจะแปรสภาพและเทวรูปพระโพธิสัตว์องค์นั้นไว้ก่อน จากนั้นจึงสั่งการให้หุ่นกระดาษนำของทั้งหมดกลับไป
หุ่นกระดาษยกเกี้ยวขึ้นอย่างรวดเร็ว เขานั่งอยู่บนเกี้ยว ปรับลมหายใจเงียบๆ ในเวลานี้ภายในค่ายวิญญาณเร่ร่อนโดยรอบ เนื่องจากค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญถูกทำลาย สภาพแวดล้อมรอบอาณาเขตภูตผีแห่งนี้จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาล
เรือนโรงในหมู่บ้านหายวับไปในพริบตา หุบเขาแปรสภาพกลายเป็นสุสานเนินศพไร้ญาติอันรกร้าง
ส่วนพวกภูตผีปีศาจที่เคยสิงสถิตอยู่ในหมู่บ้านนี้ ส่วนใหญ่ต่างก็หลบหนีกลับไปยังภพยมโลก ไม่ปรากฏกายออกมาอีก
เพียงแต่ บนเนินศพไร้ญาตินี้ ยังคงหลงเหลือซากศพของคนและม้าอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งก็คือศพของคนจากพรรคอาชาพยศเหล่านั้น
“พรรคอาชาพยศ... ครานี้คงถึงคราวสิ้นชื่อแล้ว”
เหอผิงเอ่ยประโยคนั้นออกมาราบเรียบแล้วส่ายหน้า พร้อมกับปล่อยม่านกระดาษลง เมื่อวิชาหุ่นกระดาษหามเกี้ยวไร้ซึ่งเขตอาณาเขตภูตผีมาคอยขัดขวาง พอหามเกี้ยวขึ้นก็พลันกลายเป็นกลุ่มเงาทะมึน เคลื่อนกายไหลลื่นไปตามเงาไม้ด้วยความรวดเร็ว ค่อยๆ เร้นกายเข้าสู่ความว่างเปล่าและหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
...
หลายวันต่อมา เสิ่นซิงสือรองหัวหน้าพรรคอาชาพยศได้หายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ไพร่พลจำนวนมากที่ถูกส่งไปไล่ล่าฆาตกรที่สังหารเจี่ยซาน ล้วนจบชีวิตลง ณ สุสานเนินศพไร้ญาติที่ห่างจากเมืองซุ่ยอันไปสามสิบลี้
ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าข่าวการตายของเจี่ยซานและการหายตัวไปของรองหัวหน้าเสิ่นของพรรคอาชาพยศ เปรียบเสมือนการโยนหินก้อนเดียวแต่ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์นับพันลูก
พรรคอาชาพยศเป็นพรรคใหญ่แห่งแดนเหนือ เจี่ยซานเองก็เป็นยอดคนในยุทธภพ เป็นผู้กว้างขวางทั้งในเขตมณฑลเป่ยฟู่และทั่วแดนเหนือ ยิ่งในแถบนอกด่านหลิงเป่ย เขาคือยอดฝีมือที่ผู้คนต่างรู้จักกันดี การตายของเขาย่อมก่อให้เกิดความโกลาหลในยุทธภพอย่างแน่นอน
เจี่ยซานและเสิ่นซิงสือถือเป็นเสาหลักของพรรคอาชาพยศ เมื่อหัวหน้าใหญ่และรองหัวหน้าสิ้นชีพลง บรรดาบุตรบุญธรรมใต้สังกัดของเจี่ยซานในอดีต ย่อมอาจเกิดการแย่งชิงอำนาจ จนนำไปสู่การแตกแยกของพรรคได้
หากพรรคอาชาพยศล่มสลายเพราะศึกสายเลือดจริง นั่นย่อมหมายถึงการล้างไพ่จัดระเบียบขั้วอำนาจใหม่ของยุทธภพในเขตมณฑลเป่ยฟู่
สุญญากาศทางอำนาจที่พรรคอาชาพยศทิ้งไว้ ย่อมถูกขุมกำลังอื่นเข้ามาแทนที่ สถานการณ์รอบเมืองซุ่ยอันก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย... ทว่าทั้งหมดนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับเหอผิง
แม้เจี่ยซานจะจบชีวิตลงในงานเลี้ยงของตระกูลเหอ แต่สำหรับตระกูลเหอที่เป็นตระกูลใหญ่ผู้มั่งคั่งระดับเจ้าถิ่นแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก
ตระกูลเหอแม้จะยุ่งเกี่ยวกับยุทธภพ แต่โดยเนื้อแท้แล้วมิได้ถลำลึก อีกทั้งยังมีสถานะทางราชการคอยหนุนหลัง จึงยังคงรักษาท่าทีที่อยู่เหนือความวุ่นวายทางโลกได้เสมอ
ส่วนตัวเหอผิงเอง หลายวันมานี้เขากำลังปิดประตูเรือน เก็บตัวเพื่อศึกษาสิ่งของบางอย่างที่ช่วงชิงมาจากค่ายวิญญาณเร่ร่อน
ณ สถานที่ลับภายในจวนตระกูลเหอแห่งนี้ ถูกลงอักขระค่ายกลลับของสำนักหุ่นเชิดเซียนเอาไว้ สามารถปิดกั้นการติดตามด้วยวิชาสะกดรอย หรือการสอดแนมจากคนนอกได้
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ที่สุดของข้าในครานี้จะกลายเป็นร่มดำคันนี้…”
เหอผิงกางร่มสีดำในมือออก หลังจากวิญญาณอาฆาตที่เฝ้าค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญถูกสังหาร มันก็ได้ทิ้งร่มดำคันใหญ่คันนี้ไว้ เมื่อเขานำกลับมาตรวจสอบ ก็พบว่าภายในร่มซุกซ่อนกลไกบางอย่างเอาไว้
ตัวร่มมีรูปแบบโบราณเรียบง่าย ดูเก่าแก่มีอายุ ทั้งซี่โครงร่ม ก้านร่ม และด้ามร่ม ล้วนทำจากวัสดุนิรนามชนิดหนึ่ง มองดูแล้วมีเนื้อลายคล้ายไม้ไผ่อย่างชัดเจน แต่เมื่อเคาะลงไปกลับส่งเสียงดังกังวานประดุจโลหะ
รูปแบบของร่มดำคันนี้ จะว่าไปแล้วดูคล้ายกับสัปทนที่ขุนนางใช้ในริ้วขบวนเกียรติยศเสียมากกว่า เพียงแต่ตัวร่มชำรุดไปบางส่วน จนทำให้ในตอนนี้มันดูเหมือนร่มสีดำธรรมดาคันหนึ่งเท่านั้น
เหอผิงยื่นมือออกไปกางร่ม กำด้ามร่มไว้ แล้วหมุนควงเหนือศีรษะหนึ่งรอบ
วูบ...
ร่มดำหมุนวนแผ่วเบา ในอากาศพลันบังเกิดเสียงลมหวีดหวิวทุ้มต่ำ ราวกับเสียงร้องไห้ของภูตผี
ร่มดำที่วิญญาณอาฆาตในค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญถืออยู่นั้น โดยเนื้อแท้แล้วก็คือศาสตราวุธชิ้นหนึ่ง
เพียงแต่เหอผิงที่ได้ร่มดำมา ไม่รู้วิธีการหลอมสร้างร่มคันนี้ และไม่กระจ่างว่ามันมีประโยชน์อันใด ทว่าในตอนนั้น วิญญาณอาฆาตที่เฝ้าศาลบรรพชนได้ใช้วิชาร้ายกาจวิชาหนึ่ง เล่นงานเขาจนตั้งตัวไม่ติด
“นั่นไม่ใช่พลังของค่ายกลผ้าแพรโลหิต แต่เป็นวิชาจำพวกการวางค่ายกลกับดัก หากสามารถเรียนรู้ไว้ได้ก็คงไม่เลว”
หลายวันมานี้เขาครุ่นคิดพิจารณาอยู่พักใหญ่ ลองใช้วิธีการต่างๆ จนในที่สุดก็พบว่าด้านในของตัวร่มมีความผิดปกติ
“ดูท่าบนผ้าร่มด้านในจะถูกวาดเขียนเคล็ดวิชาสำหรับการบำเพ็ญเพียรเอาไว้ด้วยวิธีการพิเศษ มองด้วยตาเปล่าคงไม่เห็น แต่หากใช้น้ำยาก็จะสามารถเผยให้เห็นร่องรอยที่แท้จริงได้…”
หลังจากทาน้ำยาลงไปที่ด้านในของร่มดำ ตัวอักษรที่ดูยึกยือราวกับยันต์กันผีก็ปรากฏขึ้นมา
“แต่นี่ก็ไม่ใช่คัมภีร์เต๋าอะไร เป็นเพียงวิชามารนอกรีตที่ปะปนไปด้วยมนตร์สะกด การบวงสรวง และไสยเวทหมอผี ทว่าในนี้มีบางสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อข้ายิ่งนัก!”
‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ในมือของเหอผิงนั้นลึกล้ำกว่าเคล็ดวิชาที่บันทึกอยู่ในร่มดำหลายเท่านัก อาทิเช่น ‘ตอกรอยเท้าตามวิญญาณคนถ่อย’ ‘สร้างหุ่นฟางตายแทนตัว’ ‘ข้ามด่านสะเดาะเคราะห์’ ‘สาปสิ้นลิ้นเป็นฝี’...
ปาหี่ของพวกคนทรงเจ้าเข้าผีเหล่านี้ สำหรับเหอผิงแล้วช่างไร้ค่าราวกับกระดูกไก่ จะทิ้งก็เสียดายจะกินก็ไม่มีเนื้อ แต่เขาก็ได้สังเกตเห็นว่าในบรรดาวิชาเหล่านี้ มีวิชาหนึ่งที่ชื่อว่า ‘โขมยอายุขัยหยิน’ บันทึกอยู่ด้วย
โขมยอายุขัยหยินแบ่งเป็นบทต้นและบทปลาย บทต้นมีชื่อว่า ‘วิชาห้ากุมารเด็ดท้อ’ หรือเรียกอีกชื่อว่า ‘โอสถทิพย์ลูกท้อศพ’ วิชานี้จำเป็นต้องจัดหาศพหญิงตั้งครรภ์ห้าศพไว้ล่วงหน้า ศพหญิงเหล่านี้ต้องมีอายุครรภ์ครบกำหนด อีกทั้งทารกต้องตายทั้งกลมก่อนคลอด มันจึงจะก่อเกิดเป็น ‘ผีดิบแม่ลูก’
หากผ่าท้องนำศพทารกออกมา ก็จะสามารถใช้ศพทารกทั้งห้านี้มาหล่อเลี้ยงต้นท้อหนึ่งต้น เพียงแค่นำศพทารกทั้งห้าฝังไว้ใต้ต้นท้อ รอจนต้นท้อเติบโตเต็มที่ มันก็จะออกผลเป็นลูกท้อหน้าคนห้าลูก เมื่อเด็ดลูกท้อมาก็สามารถนำไปหลอมเป็นโอสถทิพย์ลูกท้อศพได้
โอสถศพหนึ่งเม็ดเช่นนี้ เพียงพอให้ผู้คนโขมยอายุขัยหยินมาได้สิบปี ทว่าหลังจากกลืนกินโอสถหยินเข้าไปแล้ว ผู้กินจะเกรงกลัวแสงตะวัน รูปลักษณ์เหี่ยวยาน กลายเป็นครึ่งคนครึ่งผี จำเป็นต้องอาศัยโลงศพปราณหยินเพื่อหล่อเลี้ยงพลังชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
เพราะถึงอย่างไร โอสถทิพย์ลูกท้อศพก็มิอาจต่ออายุขัยที่แท้จริงได้ ทำได้เพียงฝืนยื้อชีวิตเอาไว้ ไม่อาจเพิ่มพูนอายุขัยหยางของคนเป็น นี่เป็นเพราะคนเรามีเพียงอายุขัยหยาง ไร้ซึ่งอายุขัยหยิน ภูตผีต่างหากที่มีอายุขัยหยิน แต่ไร้ซึ่งอายุขัยหยาง การโขมยอายุขัยหยินก็คือการนำอายุขัยของภูตผีปีศาจมาต่อเติมชะตาชีวิตตนเอง นับเป็นวิชาที่ผิดจารีตฟ้าดินอย่างหนึ่ง
“ช่างเป็นวิธีการที่ชั่วร้ายนัก การหลอมโอสถทิพย์ลูกท้อศพนี้มีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน ทั้งยังสิ้นเปลืองเวลา”
“ว่ากันตามตรง... อายุขัยของข้าเองก็เหลืออยู่ไม่มากแล้ว ไหนเลยจะมีเวลามาค่อยๆ ตามหาผีดิบแม่ลูก ปลูกผลไม้หน้าคน แล้วค่อยๆ หลอมเป็นโอสถทิพย์ลูกท้อศพอีก”
เหอผิงส่ายหน้า เมื่อเทียบกับวิธีหลอมโอสถทิพย์ลูกท้อศพแล้ว เขาถูกใจวิชาในบทปลายของโขมยอายุขัยหยินมากกว่า