เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 พระโพธิสัตว์ไร้ตา

บทที่ 16 พระโพธิสัตว์ไร้ตา

บทที่ 16 พระโพธิสัตว์ไร้ตา


บทที่ 16 พระโพธิสัตว์ไร้ตา

เหอผิงมองเห็นอย่างชัดเจน ร่างของวิญญาณอาฆาตราวกับถูกตรึงไว้กับที่ แม้แต่ร่มดำคันนั้นก็ไม่อาจหมุนวนได้

สองมือของเขาสอดประสาน พลิกแพลงดึงซ้ายขวาราวกับเล่นพันด้าย เส้นด้ายแผ่ขยายระหว่างฝ่ามือ กลายเป็นตาข่ายเล็กๆ

“...หนึ่งกำเนิดไร้จุดเริ่ม หนึ่งแยกเป็นสาม ปลายสุดไร้สิ้นสุด ฟ้าหนึ่งหนึ่ง ดินหนึ่งสอง มนุษย์หนึ่งสาม…”

ปากของเหอผิงพึมพัมร่ายวิชาไม่หยุด นัยน์ตาจ้องเขม็งไปยังทิศทางของวิญญาณอาฆาต

สายตาเห็นเพียงกลุ่มเงาดำพัวพัน ปกป้องร่างของภูตผีไว้ตรงกลาง ทว่าอานุภาพของค่ายกลได้เสื่อมถอยลงแล้ว ไร้ซึ่งพลังที่จะปกป้องได้อีก

“โอกาสมาแล้ว!”

เหอผิงร่ายวิชาจบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกัดปลายลิ้น พ่นโลหิตเต็มปากลงบนเส้นด้ายระหว่างฝ่ามือทั้งสอง

ทันทีที่ละอองโลหิตพ่นออกมา ความเปลี่ยนแปลงก็บังเกิด…

เส้นด้ายไร้ลักษณ์จากที่จางจนไร้เงาพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ทั้งยังยืดขยายออกจากปลายนิ้วทั้งสองของเขาสู่ความว่างเปล่า เส้นด้ายนับร้อยสายดุจเส้นเลือดพุ่งขยายจากภายในเกี้ยวออกสู่ภายนอก ราวกับใยแมงมุมขนาดยักษ์ที่ครอบคลุมลงมาจากกลางเวหา

“จงรัด!”

เขาสะบัดมือทั้งสอง เส้นด้ายแปรเปลี่ยนพันหมื่นรูปแบบ กลายเป็นเชือกมัดร่างนับไม่ถ้วน ม้วนรัดร่างเงาดำของวิญญาณอาฆาตจากทั่วสารทิศ

กายหยาบของภูตผีมิใช่วัตถุจับต้องได้ เป็นเพียงกลุ่มเงามายา แต่ใครจะคาดคิดว่าเมื่อถูกเส้นด้ายสีเลือดเหล่านี้พันรัดทีละชั้น มันกลับดูเหมือนถูกคีมเหล็กตรึงไว้กับที่ ไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้

วิญญาณอาฆาตตนนี้พยายามดิ้นรน แต่ยากจะหลุดพ้น เมื่อแสงสีเลือดบนเส้นด้ายกัดกร่อนเข้าสู่กายวิญญาณ มันกลับยิ่งอ่อนแรงลง แม้แต่กลุ่มหมอกดำที่คุ้มกายก็ค่อยๆ มีสีแดงชาดซึมออกมา

“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าวิชาแปดลักษณ์ตรึงซากจะกดข่มเจ้าไว้ไม่ได้”

เหอผิงหัวเราะเสียงเย็น

‘เรียกวิญญาณตรึงเงา’ ‘แปดลักษณ์ตรึงซาก’ ‘มนตร์มารย้ายร่าง’ สามยอดวิชาต้องห้ามนี้ เป็นสุดยอดวิชาคำสาปที่บันทึกไว้ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’

ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ กล่าวไว้ว่า ขอเพียงเรียนรู้วิชาคำสาปทั้งสาม หากไม่เจอยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา ก็สามารถใช้วิชาคำสาปทั้งสามนี้ต่อกรกับศัตรูอื่นได้ทุกคน

ในบรรดาวิชาคำสาปทั้งสาม เหอผิงเรียนรู้เพียงแปดลักษณ์ตรึงซากที่ได้ฉายาว่า ‘วิชาแมงมุมพันธนาการ’ บัดนี้ยอมเสียสละแก่นโลหิตของตนเพื่อสำแดงเดช มันก็สัมฤทธิ์ผลในรวดเดียวจริงๆ

“ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว”

สีหน้าของเขาเย็นชา สองมือขยับ ขับเคลื่อนการโจมตีปลิดชีพ ชั่วพริบตา เส้นด้ายหมุนวนบิดเกลียวเสียงดังเสียดหู วิญญาณอาฆาตไม่มีแม้แต่โอกาสจะดิ้นรน หมอกดำทั่วร่างระเบิดกระจาย กลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที

“ภูตผีชั้นต่ำจะต้านทานวิชาต้องห้ามของข้าได้อย่างไ– แค่กแค่กแค่ก…”

เพราะใช้วิชาคำสาปอย่างแปดลักษณ์ตรึงซาก เหอผิงจึงสิ้นเปลืองพลังปราณไปไม่น้อย ทว่าเขาก็ยินดียิ่ง หากผู้ควบคุมค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญนี้ไม่ใช่วิญญาณอาฆาต มันคงไม่ราบรื่นเช่นนี้แน่

“พวกภูตผีนี่ช่างโง่เขลา หากเปลี่ยนเป็นคนเป็น คงทิ้งศาลบรรพชนแล้วเข้าประชิดตัวข้าเพื่อระเบิดพลีชีพ ตุ๊กตาระเบิดวิญญาณของข้าแม้มีอานุภาพการระเบิดรุนแรง แต่หากอยู่ใกล้ตัวเองเกินไป ก็จะพลอยโดนลูกหลงไปด้วยได้”

เหอผิงย่อมรู้เขารู้เราดี ตุ๊กตาระเบิดวิญญาณนี้ใช่ว่าจะใช้ง่ายดายปานนั้น หากตอนใช้ไม่คำนวณระยะห่าง มันย่อมส่งผลกระทบถึงตัวเขาเอง

การลงมือครั้งนี้ ศาลบรรพชนตระกูลเฉินเสียหายอย่างหนัก ทันใดนั้นเขาที่นั่งอยู่ในเกี้ยวก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างอันละเอียดอ่อน…

พื้นดินพลันสั่นสะเทือนอย่างประหลาด อากาศรอบด้านเกิดกระแสลมพัดเมฆกระจาย กลิ่นอายภูตผีที่ปกคลุมหมู่บ้านราวกับหมอกบางๆ พลันจางหายไปหลายส่วน

“ดูท่าค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญจะถูกข้าทำลายแล้ว ค่ายกลภูตผีในหมู่บ้านก็น่าจะพังทลายตามไปด้วย แต่เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับข้า รีบเอาวัตถุสะกดค่ายกลแล้วรีบออกไปจากค่ายผีแห่งนี้ดีกว่า…”

เวลานั้น หุ่นกระดาษที่ไม่บาดเจ็บก็เริ่มเก็บกวาดสนามรบ หน้าประตูใหญ่ที่เต็มไปด้วยเศษอิฐและฝุ่นผง หุ่นตัวหนึ่งเก็บร่มสีดำได้คันหนึ่ง

“ร่มดำคันนี้ หรือจะเป็นของวิเศษอะไรทำนองนั้น...?”

ก่อนหน้าตอนปะทะกัน เขาก็ระวังตัวอยู่แล้ว ตอนนี้เหอผิงสัมผัสได้ว่าร่มดำคันนี้มีความไม่ธรรมดา สำนักหุ่นเชิดเซียนเน้นสร้างและเชิดหุ่น ไม่ได้สร้างของวิเศษ แต่เขาได้ยินว่าจอมยุทธ์สายนักพรตหลายสำนักมักหลอมสร้างของวิเศษต่างๆ ไม่แน่ว่าร่มคันนี้อาจเป็นของวิเศษประเภทหนึ่ง

“น่าจะเป็นของดี เก็บกลับไปก่อนค่อยว่ากัน…”

เหอผิงกลัวว่าบนร่มจะมีกับดักหรือลูกไม้ซ่อนเร้นอยู่ เขาจึงใช้เส้นด้ายสีเลือดที่ยังหลงเหลือจากแปดลักษณ์ตรึงซากพันรวบร่มเพื่อสะกดไว้ชั่วคราว แล้วสั่งให้เหล่าหุ่นกระดาษเข้าไปสำรวจภายในศาลบรรพชน

เพื่อความปลอดภัย เขาจึงไม่เข้าไปด้วยตัวเอง อย่างน้อยก็ต้องรอให้หุ่นกระดาษสำรวจให้ทั่วสักรอบก่อน เขาจึงจะเริ่มเคลื่อนไหว

เพราะอย่างไรเสีย เหอผิงก็เป็นคนรักตัวกลัวตาย เขาไม่อยากพลาดท่าเสียทีให้กับแผนลอบกัดของศัตรูเพราะเหตุไม่คาดฝัน

ไม่นานนัก หุ่นกระดาษก็รื้อค้นเศษซากปรักหักพัง พบห้องลับซ่อนอยู่หลังโถงกลางในซากปรักหักพังนั้น ภายในเต็มไปด้วยป้ายวิญญาณสีดำ

ภายในห้องส่งกลิ่นธูปเทียนและกระดาษเงินกระดาษทองที่ถูกเผาไหม้ ดูจากตำแหน่งการจัดวางภายในศาลบรรพชน ตรงนี้น่าจะเป็นตำแหน่งแกนกลางของค่ายกล

“อ๊ะ?”

เกี้ยวของเหอผิงถูกหามมาหน้าประตู เขากะพริบตา พบว่าในห้องมีศพหญิงสาวสวมชุดแดงนอนอยู่หนึ่งร่าง

นางมีใบหน้างดงามหมดจด ยามมีชีวิตคงเป็นหญิงงาม แต่เวลานี้ที่ลำคอกลับมีรอยรัดปรากฏชัดเจน

หญิงสาวตายแล้ว ผิวเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ มองเห็นไอสีดำซึมออกมาจางๆ

“ตายอย่างเคียดแค้น ศพยังถูกทิ้งไว้ในบ้านดินอัปมงคลเช่นนี้ นี่มันศพอาถรรพ์ชัดๆ!”

เขาสังเกตเห็นว่ามือที่ห้อยลงมาจากแขนเสื้อของนางมีขนอ่อนสีขาวขึ้นปกคลุมชั้นหนึ่ง

“หากไม่จัดการให้ดี ดีไม่ดีจะเกิดศพแปรสภาพ!”

บนใบหน้าของหญิงสาวเริ่มมีขนขาวจางๆ งอกขึ้นมา นัยน์ตาสีแดงคล้ำ ใบหน้าแฝงความดุร้าย ดูแล้วอีกไม่กี่ชั่วยามคงแปรสภาพเป็นผีดิบโดยสมบูรณ์...

ทว่าเหอผิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงของศพหญิงสาว แม้ว่าจะกลายเป็นผีดิบ แต่แล้วมีอะไรน่ากลัว ต่อให้เป็นครึ่งผีครึ่งศพอย่างผีดิบหน้าเขียวก็ยังต้านทานวิชาดาบตาข่ายเร้นลับของเขาไม่ได้ แค่ผีดิบขนขาว เขาย่อมไม่เก็บมาใส่ใจ

“จริงสิ ผีดิบพวกนี้ก็หายากเหมือนกัน วิชาหลอมสร้างหุ่นเชิดของสำนักหุ่นเชิดเซียนก็มีหุ่นเชิดไม่กี่ชนิดที่ต้องใช้หนังศพเป็นวัสดุในการหลอมสร้าง”

คิดได้ดังนั้น เขาจึงเผลอมองศพหญิงสาวเพิ่มอีกหลายตา

‘ปัง’ เสียงโต๊ะวางป้ายวิญญาณภายในห้องถูกพลิกคว่ำ ด้านล่างกลับมีคนผู้หนึ่งซ่อนตัวอยู่

“อย่าฆ่าข้า! อย่าฆ่าข้า! อย่าฆ่าข้า!”

คนผู้นี้สวมชุดสีเขียว สองมือกุมหัวขดตัวจนกลม อาการดูเหมือนคนเสียสติ หุ่นกระดาษเห็นสภาพเช่นนั้นจึงลงมือทุบให้เขาสลบไป

“เป็นมันจริงด้วย”

กวาดตามองปราดเดียว เหอผิงก็รู้ว่ามันคือบ่าวรับใช้ที่ลอบสังหารเจี่ยซาน ไม่รู้ว่ามันหนีมาซ่อนตัวที่นี่ได้อย่างไร ส่วนศพหญิงสาวนี่ก็น่าจะมาพร้อมกับมัน เพราะนางเพิ่งตายได้ไม่นาน

“วัตถุสะกดค่ายกลน่าจะอยู่แถวนี้ ค้นหาให้ละเอียด”

เขามองไปรอบๆ เตรียมค้นหาวัตถุสะกดค่ายกลที่ซ่อนอยู่ในแกนกลางค่ายกลแห่งนี้

หุ่นกระดาษเดินวนหนึ่งรอบ พบความผิดปกติที่อิฐบนพื้น จึงออกแรงทุบจนแตก พบช่องลับใต้แผ่นอิฐหินเขียวเข้าจริงๆ และในช่องลับนั้นก็ซ่อนของสิ่งหนึ่งไว้

เมื่อของสิ่งนั้นถูกหุ่นกระดาษนำขึ้นมาจากใต้ดิน เหอผิงก็ถึงกับตกตะลึง

ที่แท้ มันคือเทวรูปพระโพธิสัตว์ที่แกะสลักจากหินสีดำ เนื้อหินมีความมันลื่น ผิวสัมผัสเรียบเนียน โครงร่างของเทวรูปดูเลือนราง ฝีมือแกะสลักหยาบกระด้างยิ่งนัก

เพียงแต่เมื่อหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด จะพบว่าเทวรูปหินดำนี้มีความประหลาด ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด พระโพธิสัตว์ที่แกะสลักขึ้นมาองค์นี้ กลับไร้ซึ่งลูกตา

จบบทที่ บทที่ 16 พระโพธิสัตว์ไร้ตา

คัดลอกลิงก์แล้ว