- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 15 ศิลปะคือการระเบิด
บทที่ 15 ศิลปะคือการระเบิด
บทที่ 15 ศิลปะคือการระเบิด
บทที่ 15 ศิลปะคือการระเบิด
หากค่ายกลภูตผีในค่ายวิญญาณเร่ร่อนแห่งนี้ รวมถึงค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญในศาลบรรพชนถูกควบคุมโดยใครบางคน เหอผิงคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอยหนีไปให้ไกล
แน่นอนว่าหากเขายอมสูญเสียอายุขัยครึ่งปี เพื่อทะลวงผ่านค่ายกลภูติผีในอาณาเขตภูตผีนี้ อาศัยเกี้ยวและหุ่นกระดาษ การจะหลบหนีออกไปก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก
ทว่า…
“ค่ายกลภูตผีนี้ไร้ผู้ควบคุม เพียงแค่ทิ้งวิญญาณอาฆาตตนหนึ่งไว้เฝ้ารักษา แม้ภูตผีจะเจ้าเล่ห์เพทุบายเพียงใด มันก็ย่อมไม่มีสติปัญญาเฉกเช่นมนุษย์ที่จะควบคุมค่ายกลใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างสมบูรณ์”
เหอผิงหรี่ตาลง ประกายตาอำมหิตวูบวาบ เขากล้าฟันธงว่าผู้ที่จงใจวางค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญนี้ ต้องมีแผนการใหญ่อย่างแน่นอน และในเมื่อศาลบรรพชนแห่งนี้วางค่ายกลโดยให้วิญญาณอาฆาตเป็นผู้ดูแล เช่นนั้นในแกนกลางของค่ายกล มันจะต้องมี ‘วัตถุสะกดค่ายกล’ ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
“...วัตถุสะกด ต้องเป็นของวิเศษที่ไม่ธรรมดาแน่ ไม่เช่นนั้นการจะสะกดวิญญาณอาฆาตตนนี้และขับเคลื่อนค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญให้ครอบคลุมทั้งหมู่บ้าน ไหนเลยจะทำได้ง่ายดายปานนี้!”
ยามนี้ จิตใจที่เคยราบเรียบดั่งบ่อน้ำนิ่งของเขาเริ่มบังเกิดระลอกคลื่นแห่งความตื่นเต้นขึ้นมา
ภายในแกนกลางค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญของศาลบรรพชน ต้องซ่อนวัตถุสะกดไว้อย่างแน่นอน วัตถุสะกดนั้นนอกจากใช้สะกดบ้าน สะกดหลุมศพ หรือสะกดค่ายกลแล้ว บางชิ้นยังมีสรรพคุณวิเศษในการเพิ่มพูนอายุขัยและต่อชะตาชีวิตได้อีกด้วย
หากเป็นของวิเศษระดับนั้น สำหรับเขาที่สูญเสียเลือดลมไปอย่างสาหัส ย่อมเป็นตัวช่วยมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาได้ครอบครองวัตถุสะกดที่ช่วยเพิ่มอายุขัย เขาอาจไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเดินบนเส้นทางหุ่นเชิดมนุษย์ที่เต็มไปด้วยอันตรายอีกต่อไป
ตูม!
วิญญาณอาฆาตถือร่มดำก้าวเท้าข้างหนึ่งข้ามธรณีประตูศาลบรรพชน แรงกดดันอันหนักหน่วงโถมกระหน่ำเข้ามา ค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญเริ่มทำงาน ปลดปล่อยจิตสังหารอันเย็นยะเยือกดุจคลื่นความหนาวเหน็บที่ถาโถม จนแทบจะกลืนกินทั้งหุ่นกระดาษและเกี้ยวไปพร้อมกัน
สติของเหอผิงถูกดึงกลับมาจากห้วงความคิด นิ้วทั้งสิบของเขากระตุกเส้นด้ายแน่น ปากแสยะยิ้มเย็นเยียบ
“หากที่นี่มีคนควบคุมค่ายกล ข้าคงถอยหนีไปไกลกว่าสิบลี้ทันที แต่ค่ายกลร้างที่มีเพียงวิญญาณอาฆาตคอยดูแล มีคุณสมบัติอะไรมาอวดเบ่งต่อหน้าข้า!”
เขาไร้ซึ่งความเกรงกลัว เส้นด้ายที่ปลายนิ้วขึงตึงเปรี๊ยะกลางอากาศ หุ่นกระดาษทั้งยี่สิบตัวรวมกลุ่มกันที่ด้านหน้า แสงวิญญาณคุ้มกายสว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง ผนึกกำลังต้านทานอานุภาพของค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญ
วูบ...
แรงกดดันมหาศาลจากค่ายกลบดขยี้เข้ามา ราวกับผืนฟ้าถล่มทลาย แต่กลับไม่อาจทะลวงผ่านการรวมตัวของแสงวิญญาณ โดยเฉพาะรอบตัวเกี้ยวกระดาษ อากาศดูราวกับจะแข็งค้าง
ในจังหวะนั้นเอง วิญญาณอาฆาตถือร่มก็ก้าวออกมาอีกก้าว คราวนี้เงาร่างสีดำก้าวพ้นธรณีประตูออกมา ร่มสีดำในมือหมุนวนหนึ่งรอบ
ทันใดนั้น เหตุการณ์ก็เกิดแปรเปลี่ยนกะทันหัน
ปัง!
เหอผิงที่นั่งอยู่ในเกี้ยวรู้สึกเหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่หน้าผาก พลังมหาศาลบางอย่างฟาดเหวี่ยงอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกี้ยวและตัวเขาถูกกระแทกถอยครูดไปด้านหลัง หุ่นกระดาษที่ขวางอยู่ด้านหน้าก็ถูกซัดกระเด็นไปอย่างแรง
การโจมตีเพียงครั้งเดียวนี้ ทำให้หุ่นกระดาษอย่างน้อยสามตัวฉีกขาด เศษกระดาษหลากสีปลิวว่อนร่วงกราวลงมา
ความมึนงงถาโถมเข้ามาตามติด เหอผิงเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ขบกรามดังกรอดๆ
เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น เห็นเพียงวิญญาณอาฆาตหมุนร่ม เขาก็รู้สึกหน้ามืดวูบ คลื่นพลังที่มองไม่เห็นถาโถมเข้ามาดุจเกลียวคลื่นยักษ์ จนเกี้ยวกระดาษถูกกระแทกถอยหลังไปหลายจั้ง เคราะห์ดีที่มีแสงวิญญาณคุ้มกายช่วยต้านไว้ พลังนี้จึงไม่อาจทำลายการป้องกันของเขาลงได้
“วิชาบ้าบออะไรกัน? แสงวิญญาณถูกกระแทกจนแตกซ่าน แถมยังเสียหุ่นกระดาษไปอีกสามตัว?!”
ถึงสมองยังคงมึนงง แต่สัญชาตญาณของเขาได้สั่งการให้นิ้วชี้ซ้ายขวาดีดออกไปสามครั้งติดต่อกัน หุ่นตัวเล็กคล้ายตุ๊กตาผ้าสามตัวพุ่งออกมาจากซากหุ่นกระดาษที่เสียหาย ถลันเข้าใส่วิญญาณอาฆาตถือร่มตนนั้นอย่างดุดัน
‘ตุ๊กตาระเบิดวิญญาณ ระเบิด!!!’
สิ้นเสียงคำสั่งในใจ ตุ๊กตาผ้าที่พุ่งเข้าหาวิญญาณอาฆาตก็ระเบิดออก คราวนี้ร่มของวิญญาณอาฆาตยังหมุนไม่ทันครบรอบ ลูกไฟสามลูกก็ระเบิดบานสะพรั่งขึ้นเสียก่อน
ตูม!!!
เสียงกัมปนาทราวกับฟ้าผ่าดังสั่นสะเทือนแก้วหู เปลวเพลิงและควันไฟกลืนกินทุกสรรพสิ่งรอบข้างในชั่วพริบตา ห้วงอากาศสั่นไหวจนเกิดระลอกคลื่น
ตุ๊กตาระเบิดวิญญาณ นับเป็นหุ่นเชิดไม้ตายก้นหีบในมือของเหอผิง
เดิมทีตุ๊กตาระเบิดวิญญาณใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ บรรจุเพียงดินปืนดำ แต่เหอผิงในฐานะคนยุคปัจจุบันรู้สึกว่าอานุภาพของดินปืนดำนั้นยังเบาเกินไป เขาจึงได้ทำการปรับปรุงมันเสียใหม่
ในบรรดาแขกเหรื่อของตระกูลเหอ มีช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญการทำดินปืนและดอกไม้ไฟอยู่หลายคน เขาจึงใช้ความรู้สมัยใหม่ชี้แนะให้ช่างเหล่านั้นค้นพบวิธีสกัดกรดไนทริก และอาศัยกรดไนทริกนั้นประดิษฐ์ระเบิดไนโตรเซลลูโลสขึ้นมา
ตุ๊กตาระเบิดวิญญาณที่ได้รับการปรับปรุงและบรรจุดินระเบิดไนโตรเซลลูโลสเข้าไป จึงมีอานุภาพรุนแรงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าทวีคูณ
ตุ๊กตาระเบิดวิญญาณถูกเขาซ่อนไว้ภายในร่างของหุ่นกระดาษ เมื่อหุ่นกระดาษเสียหาย เขาก็จะปลดปล่อยตุ๊กตาเหล่านี้ออกมา สร้างความเสียหายหนักให้แก่ศัตรูโดยไม่ทันตั้งตัว
อีกทั้งภายในดินระเบิดของตุ๊กตาระเบิดวิญญาณยังยัดไส้ด้วยเศษเหล็กและลูกเหล็ก แรงระเบิดจึงมีอานุภาพทำลายล้างน่าสะพรึงกลัว วิญญาณอาฆาตถือร่มย่อมคาดไม่ถึงว่าเหอผิงจะมีลูกไม้เช่นนี้ เมื่อตุ๊กตาพุ่งเข้าใส่ มันจึงไม่อาจสกัดกั้น ทำได้เพียงปล่อยให้ระเบิดทำงานใส่ร่างโดยตรง
ท่ามกลางควันไฟจากการระเบิด ลมร้อนที่ไร้เสียงหอบเอาฝุ่นผงพัดผ่านหน้าศาลบรรพชน ประตูใหญ่สีแดงชาดถูกระเบิดจนพังยับเยิน ป้ายทอง ‘ศาลบรรพชนตระกูลเฉิน’ ที่แขวนอยู่แตกละเอียดทันที อิฐหินสีดำเกรียมด้านข้างเผยให้เห็นช่องโหว่ พร้อมรอยแตกร้าวที่ลามกระจายไปทั่ว
เหอผิงที่ได้รับผลกระทบจากแรงกระแทกเมื่อครู่ เดิมทีใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด แต่ในชั่วขณะนี้ ดวงตาทั้งสองกลับทอประกายเจิดจ้า
เขาสังเกตเห็นแล้วว่าร่างวิญญาณของวิญญาณอาฆาตถือร่มดูจางลงไปหลายส่วน บิดเบี้ยวเป็นพักๆ การเคลื่อนไหวก็ดูติดขัดอุ้ยอ้าย
“ข้าจุดตุ๊กตาระเบิดเพียงแค่ตามน้ำ แต่เจ้าวิญญาณอาฆาตกลับได้รับผลกระทบจริงๆ ตามหลักแล้วแรงระเบิดไม่น่าจะส่งผลต่อภูตผีได้ เว้นเสียแต่ว่า... เป็นผลกระทบที่เกิดกับค่ายกล?”
ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่านกลางใจ เขาพลันเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที
“ใช่แล้ว เป็นเพราะค่ายกลต้องเป็นตัวศาลบรรพชนหลังนี้แน่นอน วิญญาณอาฆาตตนนี้ไม่ได้ถูกนำมาวางไว้ในค่ายกลเฉยๆ แต่มันฝังรากอยู่กับตัวศาลบรรพชน ขอเพียงทำลายศาลแห่งนี้ มันก็ยากที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้…”
อีกด้านหนึ่ง ร่มสีดำหมุนวนอย่างเชื่องช้า วิญญาณอาฆาตที่ร่างแข็งทื่อ ดวงตาลึกโหลราวกับรัตติกาล ชุดคลุมสีดำพลิ้วไหวทั้งที่ไร้ลม ปลายรองเท้าที่แห้งกรังกลับมีเงาสีดำสายหนึ่งพุ่งตรงมายังเกี้ยวกระดาษอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเพียงชั่วพริบตา เงาดำบนพื้นก็ขยายตัวออกอย่างฉับพลัน ผสานกับกลิ่นอายของค่ายกล ชั่วขณะนั้น ราวกับคลื่นคลั่งที่โหมกระหน่ำหรือเมฆดำที่ปกคลุมฟ้าดิน พายุหมุนกวาดล้างไม่อาจต้านทานได้
ทว่าสีหน้าของเหอผิงกลับไร้ซึ่งความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ในเมื่อมองเห็นจุดอ่อนของวิญญาณอาฆาตและค่ายกลแล้ว ยังจะมีอะไรต้องกลัวอีก
“ช่างหัวมันว่าใครจะเป็นคนวางค่ายกลที่นี่ วันนี้พวกแกต้องพินาศกันให้หมด!”
เขาตัดสินใจเด็ดขาด หุ่นกระดาษตรงกลางอีกสี่ตัวฉีกขาด ตุ๊กตาระเบิดวิญญาณหลายตัวพุ่งทะยานออกมาดุจสายฟ้าฟาด แต่พวกมันไม่ได้มุ่งเป้าไปที่วิญญาณอาฆาต หากแต่เลี้ยวเบนพุ่งตรงไปยังทิศทางของศาลบรรพชน
“ระเบิดเข้าไป! ระเบิดมันเข้าไป! ระเบิดให้ราบไปเลย! ศิลปะคือการระเบิด!!!”
ตูมตูมตูมตูม!
เสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกัน ลมร้อนระอุพัดกระโชก ศาลบรรพชนถูกแรงระเบิดอัดกระแทกอีกคำรบ อิฐหินดินทรายหน้าประตูใหญ่แหลกละเอียดเป็นผุยผง
เงาดำรอบตัววิญญาณอาฆาตที่เดิมทีหมายจะโถมเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งดุจคลื่นยักษ์ บัดนี้กลับต้องรีบม้วนตัวกลับราวกับน้ำลด เพื่อพุ่งกลับไปปกป้องประตูศาลบรรพชน
“ตัวมันเองก็บาดเจ็บอยู่แท้ๆ ยังคิดจะปกป้องศาลบรรพชนอีกงั้นรึ? ฮ่าฮ่าฮ่า รนหาที่ตายชัดๆ”
เหอผิงจิตใจฮึกเหิมถึงขีดสุด เขาเสียสละหุ่นกระดาษไปอีกสี่ตัว เพื่อส่งตุ๊กตาระเบิดวิญญาณพุ่งลอดผ่านช่องโหว่บนกำแพงเข้าไปภายในศาลบรรพชน การโจมตีระลอกนี้เข้าไปถึงโถงกลาง ศาลที่สร้างจากอิฐและไม้มีหรือจะทนแรงระเบิดไหว
คานไม้ภายในศาลถูกระเบิดจนกลายเป็นเศษไม้ปลิวว่อน อิฐหินแตกกระเด็น ควันขาวจากการระเบิดพวยพุ่ง ศาลบรรพชนคือรากฐานของค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญ เมื่อรากฐานเสียหาย วิญญาณอาฆาตตนนั้นย่อมได้รับบาดเจ็บสาหัสไปด้วย