- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 14 ค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญ
บทที่ 14 ค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญ
บทที่ 14 ค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญ
บทที่ 14 ค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญ
เสียงภูตผีกรีดร้องโหยหวนดังข้างหู ลมทมิฬพัดกรรโชกราวกับตกลงสู่ขุมนรกโลกันตร์ ครานี้เหอผิงมองเห็นได้อย่างชัดเจน สิ่งที่บินออกมาจากประตูใหญ่ของศาลบรรพชน ล้วนเป็นผ้าแพรขาวที่มีความยาวสั้นไม่เท่ากันทั้งสิ้น
“...ผ้าแพรขาวงั้นรึ?”
ผ้าแพรขาวราวกับมีชีวิต อีกทั้งยังเปรียบประดุจงูเลื้อยเหาะเหินเต็มท้องฟ้าา รวมตัวกระจัดกระจาย ทะลักออกมาจากความมืดมิด เพียงชั่วพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นเงาสีขาวระยิบระยับผืนใหญ่ ม้วนกวาดตรงเข้ามา
“จำนวนช่างมากมายเสียจริง!”
เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะใช้วิชาดาบตาข่ายเร้นลับ ผ้าแพรขาวผืนใหญ่ก็พุ่งทะยานเข้ามาถึงตรงหน้า
‘เปรี้ยง’ เสียงดังราวกับกองไฟปะทุ หุ่นกระดาษอีกหลายตัวถือโคมไฟปล่อยเพลิงสาปวิญญาณ ทันใดนั้นเปลวเพลิงสีเขียวก็พุ่งเสียดฟ้า กลุ่มเพลิงสีมรกตหลายกลุ่มลุกไหม้ขึ้นตามเสียง ผ้าแพรขาวยังไม่ทันบินเข้ามาใกล้ พวกมันก็ถูกเผาไหม้กลางอากาศเสียก่อน
เพลิงสีมรกตกลุ่มใหญ่บินออกมาจากโคมกระดาษขาว แสงสีเขียวมรกตแวววาวราวกับแก้วหลอมละลายยังคงสีสันอันวิจิตรพิสดารไม่แปรเปลี่ยน เมื่อแสงไฟส่องกระทบป้ายชื่อศาลบรรพชน มันก็สะท้อนประกายสีเขียวมันขลับออกมาชั้นหนึ่ง
ภายในเกี้ยวกระดาษ นัยน์ตาของเหอผิงก็ถูกแสงสะท้อนจนเป็นสีเขียววังเวงเช่นกัน
เห็นเพียงสิบนิ้วของเขาลอยค้างอยู่กลางอากาศ ปลายนิ้วเกี่ยวตวัดด้ายเส้นบางเฉียบจำนวนนับไม่ถ้วนที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นราวกับกำลังดีดสายพิณ เส้นด้ายนับพันนับหมื่นเหล่านั้นทอดยาวไปในความว่างเปล่า ควบคุมหุ่นกระดาษหลายตัวให้แยกย้ายกันกระทำสิ่งที่แตกต่างกัน
รูปลักษณ์ของหุ่นกระดาษดูตลกขบขัน แต่ท่วงท่ากลับไม่แข็งทื่อ พวกมันเคลื่อนไหวอย่างรู้ใจ ทั้งรุกรับขยับถอย ดั่งการแสดงงิ้วที่ซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วน
ผ้าแพรขาวที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงทิศทาง แต่ก็ไม่อาจหลบหนีการกัดกร่อนของเพลิงสาปวิญญาณพ้น กลับกลายเป็นค่อยๆ สลายเบาบางลงภายใต้แสงเพลิงสีเขียว เสียงการเผาไหม้ดัง ‘ซี่ซี่’ ดูเหมือนจะปะปนไปด้วยเสียงก่นด่าพึมพำอย่างไม่ยินยอมและคำสาปแช่งอันมืดมน
ทางด้านหน้าศาลบรรพชน ผ้าแพรขาวจำนวนนับไม่ถ้วนที่ปลิวว่อนเข้ามา หากไม่ถูกเผาจนไหม้เกรียม ก็ระเบิดแตกออกกลางอากาศ กลายเป็นผีเสื้อนับไม่ถ้วนบินว่อน บ้างก็โฉบลงมาเฉือนพื้นดิน หรือไม่ก็ปะทะเข้ากับแสงวิญญาณคุ้มกายของหุ่นกระดาษ จนทำให้อากาศเกิดเสียงดัง ‘เปรี๊ยะ’ แผ่วเบา
ผ้าแพรขาวทั้งเบาและนุ่มนวล ทว่ากลับถูกขับเคลื่อนด้วยพลังอันแปลกประหลาด ลอยละล่องไปมาในอากาศดั่งงูเลื้อย เพียงแต่ส่วนปลายของผ้าแพรขาวกลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ ราวกับมีคราบเลือดซึมออกมา หรือไม่ก็เหมือนถูกไฟเผา แผ่ไอความร้อนระอุออกมา
เพียงแต่แสงวิญญาณคุ้มกายนั้นเหนือชั้นกว่า หลังจากเหล่าหุ่นกระดาษกระตุ้นแสงวิญญาณขึ้น นอกจากพละกำลังจะเพิ่มขึ้นมหาศาลแล้ว พวกมันยังได้รับการป้องกันที่แข็งแกร่งจนทำลายไม่ได้ สามารถต้านทานผ้าแพรขาวอันแปลกประหลาดเหล่านี้ได้ซึ่งหน้า
พรึบพรึบพรึบพรึบพรึบ!
ผ้าแพรขาวอันหนาแน่นมีจำนวนมากมายมหาศาล บางส่วนรุกคืบเข้ามาใกล้เกี้ยวกระดาษด้านหลัง เหอผิงปล่อยม่านลง ปล่อยให้ผ้าแพรขาวพุ่งทะลวงอากาศปกคลุมเข้ามาดั่งปูพรม
เบื้องหน้าเกี้ยว พลันมีแสงสีขาวจางๆ สว่างวาบขึ้นมา ผ้าแพรขาวที่สามารถแทงทะลุและเฉือนไม้หินราวกับตัดดินร่วน กลับเหมือนชนเข้ากับกำแพงทองแดงผนังเหล็กอันไร้รูป
เขตค่ายกลที่ก่อตัวจากแสงวิญญาณคุ้มกายนั้นเข้มงวดและหนาหนัก แทบจะแข็งแกร่งดั่งปราการเหล็ก นี่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวิชาหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ ขอเพียงหลอมสร้างสำเร็จ กระแสปราณของหุ่นกระดาษแต่ละตัวก็จะเชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว ราวกับกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
แสงวิญญาณคุ้มกายของหุ่นกระดาษเกิดจากวิชาหุ่นเชิดแขนงนี้ หุ่นกระดาษตัวเดียวไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก แต่เมื่อหุ่นกระดาษยี่สิบตัวมารวมตัวกัน กระแสปราณเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว การจะเจาะทะลุการป้องกันชั้นนี้ หากไม่บดขยี้กระแสปราณของพวกมันให้เหือดแห้งไปจนหมดสิ้นก็ไม่อาจทำได้
ในอีกด้านหนึ่ง แสงวิญญาณคุ้มกายของหุ่นกระดาษเหล่านี้ยังสามารถเสริมพลังให้กับเกี้ยวกระดาษได้ ขอเพียงเหอผิงนั่งอยู่ในเกี้ยว เขาก็จะได้รับความคุ้มครองจากแสงวิญญาณ
“น่าเสียดายจริงๆ ไม่รู้ว่าเหตุใดแสงวิญญาณคุ้มกายจึงมีผลกับสิ่งไม่มีชีวิตเท่านั้น หากสามารถเสริมพลังลงบนตัวข้าได้โดยตรง การป้องกันจะแข็งแกร่งขึ้นสักเพียงใดกัน...?”
เหอผิงจนใจกับเรื่องนี้เช่นกัน เขาสงสัยว่าแสงวิญญาณคุ้มกายไม่ได้มีไว้สำหรับมนุษย์ แต่ต้องรอให้ตนเองกลายเป็นหุ่นเชิดมนุษย์เสียก่อน ผลลัพธ์การป้องกันของแสงวิญญาณถึงจะแสดงผลบนร่างของตน
ในชั่วขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ผ้าแพรขาวจำนวนมากด้านนอกก็ถูกเหล่าหุ่นกระดาษกำจัดจนเกลี้ยง เพียงแต่ภายในประตูใหญ่ของศาลบรรพชนอันเก่าแก่นั้น แสงสว่างกลับยิ่งมืดสลัวลง เงาร่างสีขาวเลือนรางคล้ายมนุษย์ลอยล่องอยู่
เหอผิงรู้ดีว่าเงาร่างคนสีขาวเหล่านั้น ล้วนเป็นผ้าแพรขาวที่พลิ้วไหวอยู่ระหว่างคานบ้าน ผ้าแพรขาวเหล่านี้ดูเก่าคร่ำคร่าจนเกินไป บนผ้าแพรบางส่วนมีจุดด่างเล็กๆ ราวกับดอกเหมยประทับอยู่
“...ค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญ?”
เหอผิงทำท่าครุ่นคิด
ในอดีต เขาเคยได้ยินเรื่องค่ายกลภูติผีของพวกวิชามารนอกรีตชนิดหนึ่งจากอู๋โหยวเซิง ซึ่งดูเหมือนมันจะมีความคล้ายคลึงกับค่ายกลในศาลบรรพชนแห่งนี้อยู่บ้าง
“เจ้าอู๋โหยวเซิงนั่นเมื่อก่อนเคยพูดไว้ว่าอย่างไรนะ... ภายในค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญจะต้องซ่อนวิญญาณอาฆาตตนหนึ่งเอาไว้ ใช้ความอาฆาตขับเคลื่อนภูตผี ใช้ผีบงการผี วิธีการนี้ถึงกับมีความคล้ายคลึงกับวิชาหุ่นเชิดของสำนักหุ่นเชิดเซียนอยู่ส่วนหนึ่ง…”
ช้าก่อน หรือว่าค่ายวิญญาณเร่ร่อนแห่งนี้ รวมไปถึงภายในศาลบรรพชนจะไม่มีผู้ควบคุมอยู่จริงๆ แต่เป็นค่ายกลร้างที่ใช้ ‘ผี’ หลอมภูตผีงั้นรึ
“ชัดเจนเลยว่าไม่มีคนควบคุมค่ายกล แต่กลับร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
ทันใดนั้น ความรู้สึกสยดสยองก็ผุดขึ้นในใจของเหอผิงอย่างไม่อาจควบคุม หน้าอกราวกับถูกหินยักษ์ทับจนหายใจไม่ออก เขาเงยหน้าขึ้นทันที ก็เห็นเงาร่างคนชุดดำกางร่มยืนอยู่ในโถงกลางของศาลบรรพชน
เขามองเห็นใบหน้าของเงาร่างชุดดำไม่ชัดเจน เห็นเพียงเส้นผมหน้าม้าสีเทาขาวผลุบโผล่อยู่ภายใต้ร่มสีดำที่หมุนวนอย่างเลือนราง
ชายเสื้อชุดดำยาวเผยให้เห็นปลายรองเท้าผ้าสีดำที่เหี่ยวแห้ง พื้นรองเท้าเหยียบลงบนพื้นเบาๆ ขยับระยะเข้ามาใกล้ทีละนิด
ผ้าแพรขาวเหล่านั้นในโถงใหญ่ ดูคลับคล้ายคลับคลาเปลี่ยนจากเงาร่างสีขาวเป็นเงาร่างของสตรี พวกนางมีรูปร่างอรชร คางและลำคอล้วนถูกแขวนอยู่บนผ้าแพรขาวที่ห้อยตกลงมา สองเท้าลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ แกว่งไกวไปมาเล็กน้อย
สิ่งที่ทำให้รู้สึกพิศวงก็คือ จากมุมมองของเหอผิงจะเห็นเพียงเท้าคู่ของเงาสีขาวเหล่านั้นที่ห้อยตกลงมาหลังจากการผูกคอตายเท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นได้มากกว่านี้... เพียงแต่เงาร่างนับไม่ถ้วนที่แขวนอยู่บนคานในโถงใหญ่ คานบ้านที่แบกรับน้ำหนักไม่ไหวส่งเสียงดัง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ รวมถึงรองเท้าปักของสตรีที่ห้อยระย้าอยู่อย่างหนาแน่น มันช่างทำให้หนังศีรษะชาหนึบจริงๆ
เงาร่างของหญิงสาวที่ผูกคอตายดูสลัวรางราวกับภาพลวงตาและดูคล้ายกับควันขาว เมื่อเงาร่างใต้ร่มสีดำก้าวเดินอย่างเชื่องช้า เงาร่างสีขาวราวกับภาพมายาเหล่านั้นก็พลันถูกชนจนขาดสะบั้น แล้วถูกดูดเข้าไปในร่างของหญิงชุดดำจนหมดสิ้น
โถงศาลบรรพชนดูเหมือนจะมีม่านพลังไร้รูปชั้นหนึ่งกั้นอยู่ เงาร่างเหล่านี้ไร้หนทางหลบหนี ยามที่พวกมันถูกดูดเข้าไปในร่างของหญิงถือร่ม พวกมันดูเหมือนกับกำลังสั่นระริกเล็กน้อย ราวกับเจ็บปวดทรมานอย่างยิ่ง
ทุกครั้งที่เงาร่างชุดดำดูดกลืนเงาร่างสีขาวเข้าไปหนึ่งเงา รูปลักษณ์ก็เปลี่ยนจากมืดมัวเลือนรางกลายเป็นชัดเจนสมจริงยิ่งขึ้น
อีกด้านหนึ่ง เหอผิงก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นมหาศาล อากาศโดยรอบราวกับหนักอึ้ง แรงกดดันเบื้องหน้ากลายเป็นกำแพงหนาทึบที่ยากจะเข้าใกล้... ในใจเขาพลันตื่นตระหนกเล็กน้อย รู้ตัวว่าถูกกระแสพลังของค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญเพ่งเล็งเข้าให้แล้ว
“ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ใช่ไร้ผู้ควบคุม แต่ตรงดวงตาของค่ายกลภูตผีได้ซ่อนวิญญาณอาฆาตตนหนึ่งเอาไว้ ให้วิญญาณอาฆาตควบคุมค่ายกลแพรโลหิตวิญญาณครวญเป็นค่ายกลหลัก ส่วนอาณาเขตภูตผีในหมู่บ้านด้านนอกยังมีค่ายกลลวงอีกหนึ่งชั้น ค่ายกลนี้ดุร้ายยิ่งนัก คนเป็นที่หลงเข้ามาในหมู่บ้านจะต้องถูกฝูงภูตผีกัดกินจนตาย ต่อให้หนีรอดมาได้ ก็ต้องมาปะทะกับค่ายกลหลักในศาลบรรพชน นี่มันมีแต่ต้องตายสถานเดียว!”
ทว่าสีหน้าของเหอผิงกลับยังคงสงบนิ่ง มีเพียงดวงตาสีดำลึกล้ำที่สะท้อนแสงไฟสีเขียวในโคมกระดาษ ทอประกายเย็นเยียบออกมา
“เพียงแต่ อาศัยแค่ค่ายกลร้างที่ไม่มีมนุษย์ควบคุมเช่นนี้ จะสามารถขวางทางข้าได้งั้นรึ?”