- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 11 ศีรษะมนุษย์
บทที่ 11 ศีรษะมนุษย์
บทที่ 11 ศีรษะมนุษย์
บทที่ 11 ศีรษะมนุษย์
“ที่นี่อันตรายอย่างที่คิดจริงๆ!”
เขากดมือลงบนหุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัยที่ซ่อนอยู่ในอก พลางคิดว่าตนเองยังมีไพ่ตายใบนี้อยู่ ต่อให้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เขาก็ยังสามารถใช้วิชาลับของสำนักหุ่นเชิดเซียน ใช้หุ่นเชิดแกล้งตายรับเคราะห์แทน เพื่อหาโอกาสหลบหนีไปได้
“มีหุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัย สถานที่นี้ก็ใช่ว่าจะบุกเข้าไปไม่ได้!”
ขบวนเกี้ยวหยุดลง เขาเลิกม่านเกี้ยวขึ้นมองออกไปข้างนอก เบื้องหน้าคือหมู่บ้านดินที่ดูรกร้างและทรุดโทรม
มองผ่านทางเข้าถนนฝั่งตะวันออกจะเห็นกำแพงดิน หลังคากระเบื้องสีเทา และบ้านเรือนทอดยาวเป็นแนว เพียงแต่ว่าหมู่บ้านที่ดูมืดมนแห่งนี้กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา ไม่มีแสงสว่างหรือสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเลยแม้แต่น้อย
ที่สุดปลายถนนยาวนั้นมืดสนิทจนมองไม่เห็นสิ่งใด เขาหันไปมองรอบๆ นอกหมู่บ้านเต็มไปด้วยพงหญ้าและป่าเขาที่เงียบสงัด แผ่กลิ่นอายความมืดที่ชวนให้ขวัญผวา แม้สองข้างทางจะดูเหมือนมีบ้านเรือนอยู่ไม่น้อย แต่บ้านเหล่านั้นกลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าราวกับภาพลวงตา ดูไม่เหมือนของจริง
เหอผิงรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาในใจ
เขารู้ดีว่าหมู่บ้านนี้ไม่ธรรมดา หากต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้นานๆ คงจะทำให้เกิดภาพหลอน ราวกับว่าความมืดมิดในยามราตรีกำลังโอบล้อมเข้ามาทีละชั้นทีละชั้น จนปิดกั้นทุกทิศทาง
ลมราตรีพัดกรรโชกจนวัชพืชไหวระริก ผสานกับเสียงเสียดสีจากการเคลื่อนที่ของขบวนเกี้ยว หุ่นกระดาษที่นำหน้าขบวนเกี้ยวถือโคมไฟกระดาษอยู่ในมือ แต่แสงไฟกลับไม่อาจส่องสว่างออกไปได้เกินหลายจั้ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด อากาศภายในหมู่บ้านยามค่ำคืนจึงหนาวเย็นผิดปกติ และดูเหมือนจะมีม่านหมอกบางเบาปกคลุมอยู่ แม้แต่แสงไฟก็ไม่อาจทะลุผ่านไปได้โดยง่าย
เมื่อมาถึงที่นี่ เหอผิงก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำกับตัวเองถึงสาเหตุนั้น
“...เสียงสินะ”
เขาไม่ได้ยินเสียงแมลงร้องเลยสักตัว
แม้ข้างหูจะได้ยินเสียงลม เสียงประตูหน้าต่างกระทบกัน แต่กลับไม่ได้ยินเสียงแมลง หรือเสียงสัตว์ป่าในขุนเขาเลยแม้แต่ตัวเดียว...
เหอผิงที่ตระหนักถึงความผิดปกติจึงปรับลมหายใจ ยื่นนิ้วมือนวดคลึงหว่างคิ้ว ครู่ต่อมาภายในตำหนักหนีหว่านก็มีแสงสลัวลอดออกมา หว่างคิ้วพลันเปิดออก สะท้อนภาพทิวทัศน์ภายนอก
ในชั่วพริบตา สัมผัสรับรู้และประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาก็ขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว สรรพสิ่งรอบกายล้วนปรากฏชัดแจ้ง นี่คือ ‘วิชาลอบส่องสวรรค์’ จาก ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ใช้วิญญาณส่องทะลุความว่างเปล่า ครอบคลุมทั่วทิศทาง ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตา
“ร้ายกาจนัก!”
ร่างกายของเหอผิงชะงักไป
หมู่บ้านร้างที่ทรุดโทรมแห่งนี้ กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายความตาย ไอทมิฬ และกลิ่นอายภูตผีอันเข้มข้น... นอกถนนยาวที่ส่องสว่างด้วยเปลวเพลิงสีเขียวจากโคมไฟ หลังกำแพงดินเหล่านั้น และในเพิงพักผุพัง ล้วนมีภูตผีรูปร่างเลือนรางซ่อนตัวอยู่...
เห็นได้ชัดว่าที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านร้างกลางป่าเขาธรรมดา แต่มันคืออาณาเขตภูตผีชัดๆ!!!
“จะว่าไป เหมือนข้าเคยได้ยินข่าวลือว่าในมณฑลเป่ยฟู่ มีค่ายวิญญาณเร่ร่อนแห่งหนึ่งที่สามารถเคลื่อนที่ได้เอง ตลอดร้อยปีมานี้กลืนกินชีวิตผู้คนไปไม่น้อย หรือว่า... จะหมายถึงที่นี่?”
เหอผิงเผยสีหน้าครุ่นคิด
ในอดีต ตำนานเรื่องค่ายวิญญาณเร่ร่อนเคยแพร่สะพัดในมณฑลเป่ยฟู่เป็นครั้งคราว เขาเคยพยายามตามสืบแต่ก็คว้าน้ำเหลว ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้มาพบเจอเข้าจริงๆ
“มิน่าเล่า วิชาสะกดรอยถึงแสดงร่องรอยที่แปลกประหลาดเช่นนั้น ที่แท้ก็เป็นเพราะค่ายวิญญาณเร่ร่อนแห่งนี้นี่เอง”
ในใจของเขาเริ่มประเมินสถานการณ์
“ถ้าอย่างนั้น บ่าวรับใช้ชุดเขียวกับคนที่ชิงตัวเขาไป อยู่ที่ไหนกันแน่?”
ความจริงแล้ว ในเรื่องนี้เขาก็พอจะเดาทางได้อยู่บ้าง ดวงตาเนื้อคู่หนึ่งมองลอดผ่านม่านที่เลิกขึ้น จ้องตรงไปยังสุดปลายถนน
ค่ายวิญญาณเร่ร่อนเต็มไปด้วยภาพลวงตาอันซับซ้อน คนธรรมดาที่หลงเข้ามาจะเกิดความสับสนวุ่นวาย ถนนยาวที่ดูเหมือนเส้นตรง แท้จริงแล้วหากหลงเดินเข้าไป ก็อาจหลงทิศผิดทางและตกอยู่ในอันตรายได้
เมื่อครู่ เขาใช้วิชาลอบส่องสวรรค์ ตรวจจับกระแสปราณเพื่อติดตามร่องรอยของอีกฝ่าย แต่จนถึงตอนนี้กลับไม่พบสิ่งใด ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นจะไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน
“ขอลองอีกสักครั้งเถอะ…”
เหอผิงโคจรเคล็ดวิชาอีกครั้ง ทันใดนั้นตำหนักวิญญาณของเขาก็ส่องแสงสว่างเจิดจ้า สาดส่องไปทั่วทุกทิศทาง พลังปราณและแก่นโลหิตไหลเวียนเข้าไปหล่อเลี้ยง
สิ้นเสียงร่ายวิชา ดวงตาของเขาก็หรี่ลงกึ่งปิดกึ่งเปิด แต่กลางหว่างคิ้วกลับยิงลำแสงสีขาวสายหนึ่งออกมา
วูบ...
ตำหนักวิญญาณสั่นไหว พลังการรับรู้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล ทว่าการใช้วิชานี้ทำให้ใบหน้าของเขาค่อยๆ ซีดขาวลง ริมฝีปากไร้สีเลือด
“ความเป็นไปได้ที่วิชาสะกดรอยจะผิดพลาดนั้นต่ำมาก ถ้าเช่นนั้นก็คงจะอยู่ทางทิศนั้นสินะ?”
ครั้งนี้เขาพุ่งเป้าไปที่สุดปลายถนนของค่ายวิญญาณเร่ร่อน ซึ่งมีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่
“ศาลบรรพชน... ดูเหมือนจะเป็นศาลบรรพชน น่าจะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านนี้!”
เขาใช้วิชาลอบส่องสวรรค์แอบสำรวจ สัมผัสวิญญาณม้วนตัวเป็นพายุ จิตสัมผัสขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าในพริบตา
ทันใดนั้น เหอผิงก็รู้สึกว่าศาลบรรพชนเก่าแก่แห่งนี้เปรียบเหมือนกับสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ที่ขดตัวซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหมู่บ้าน แผ่กลิ่นอายลึกลับอันน่าสยดสยองออกมา
“หรือว่า... อีกฝ่ายจะซ่อนตัวอยู่ในนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้นคงยุ่งยากหน่อยแล้ว”
เหอผิงเริ่มสงสัย ว่าหรือเป็นเพราะอีกฝ่ายซ่อนตัวอยู่ในสิ่งปลุกสร้างหลังนั้น กระแสปราณต่างๆ จึงปะปนกันจนยุ่งเหยิง ทำให้เขาตรวจจับไม่ได้
จู่ๆ เสียงแหลมสูงบาดหูก็ดังสะท้อนเข้ามาในหู
เหอผิงขมวดคิ้วแน่น เขาฟังออกว่านี่คือเสียงของเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ดูเหมือนจะมีใครบางคนกำลังเป่าขลุ่ยกระดูก เสียงขลุ่ยนั้นหวีดหวิวราวกับเสียงภูตผีร่ำไห้หมาป่าเห่าหอน
เมื่อเสียงนี้เข้าหู มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนเสียงสั่นสะเทือนจากการง้างสายธนูขนาดมหึมาที่มีแรงดีดมหาศาล ทว่าสายธนูทั่วไปย่อมไม่มีทางเสียงดังขนาดนี้ มันแหลมบาดหูจนทำให้รู้สึกไม่สบายตัว
“นี่มันเสียงขลุ่ยกระดูก? หรือจะเป็นขลุ่ยหมาป่าภูตของพรรคอาชาพยศ?”
เหอผิงรู้ว่านี่เป็นวิธีการส่งสัญญาณของพรรคอาชาพยศ เกรงว่าคงมีสมาชิของพรรคอาชาพยศหลงเข้ามาติดอยู่ในที่แห่งนี้ จึงได้เป่าขลุ่ยกระดูกเพื่อขอความช่วยเหลือ
“ช่างโง่เขลา”
เขาส่ายหน้า
คนพวกนี้ไม่ดูเลยหรือว่าที่นี่คือที่ไหน... หากเป็นโลกภายนอก การใช้ขลุ่ยหมาป่าภูตก็นับเป็นวิธีขอความช่วยเหลือและส่งข่าวที่ดี แต่ในอาณาเขตภูตผีที่มีเหล่าภูตผีปีศาจยึดครองเช่นนี้ ไม่รู้ว่ามีสิ่งอัปมงคลซ่อนเร้นอยู่มากน้อยเพียงใด
“ช่วยด้วย... ช่วยด้วย!”
ในความมืด มีคนตะโกนร้องเสียงดัง วิ่งล้มลุกคลุกคลานออกมาจากหมู่บ้าน เหอผิงกวาดตามองแวบเดียวก็เห็นชัดเจน การแต่งกายของคนผู้นี้น่าจะเป็นมือดาบของพรรคอาชาพยศ
มือดาบผู้นั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น เมื่อเห็นเกี้ยวที่จอดอยู่ด้านหน้า เขาก็ตะโกนขอความช่วยเหลือเสียงดังลั่น
“ขอร้องล่ะ ช่วยข้าด้วย ที่นี่มีผี... มีผีเยอะแยะไปหมดเลย!”
สิ้นเสียงของเขา ม่านเกี้ยวของเกี้ยวกระดาษก็ยกขึ้นเล็กน้อยที่มุมหนึ่ง จากนั้นก็ได้ยินเพียงเสียง ‘พรึ่บ’ ดังสนั่น ราวกับอากาศถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด เปลี่ยนเป็นเส้นด้ายสีเทาที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านับสิบเส้น พุ่งแหวกอากาศผ่านไป และเฉือนผ่านร่างกายของมือดาบพรรคอาชาพยศ
ฉับพลัน บนร่างกายของคนผู้นั้นก็ปรากฏเส้นสีแดงขึ้นทั่วร่าง เสียง ‘ฉัวะฉัวะ’ ดังขึ้นพร้อมเลือดสีแดงสดที่พุ่งกระฉูด วินาทีก่อนยังดีๆ อยู่ แต่วินาทีถัดมา เส้นสีแดงจางๆ นั้นก็เคลื่อนไหล ร่างกายของมือดาบกระดูกหลุดเนื้อแยก ศีรษะ ลำตัว แขน และเนื้อส่วนท้องกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงหล่นลงสู่พื้น
คนผู้นี้ร่างแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย ล้มลงจมกองเลือดอย่างไร้เรี่ยวแรง
“ไม่เจียมตัว”
เหอผิงชักมือกลับ สายตาเย็นยะเยือก
ท่ามกลางค่ำคืนที่หนาวเหน็บและเงียบงัน ฉากอันน่าสยดสยองพลันบังเกิดขึ้น...
“...ช่างเป็นคนที่อำมหิตเสียจริง!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมา
ศีรษะมนุษย์ที่กลิ้งอยู่บนพื้นกลับยังไม่ตาย ดวงตาของมือดาบเบิกโพลง ใบหน้าอาบด้วยเลือด ในปากส่งเสียง ‘กรอด’ เหมือนกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ลำคอที่ขาดครึ่งมีเลือดหยดลงมา ศีรษะนี้หนวดเคราชี้ชัน ดวงตาถลนด้วยความโกรธเกรี้ยว ค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้น
ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวดูน่ากลัว จ้องเขม็งไปที่ทิศทางของเกี้ยวกระดาษ แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง