- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 8 หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ
บทที่ 8 หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ
บทที่ 8 หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ
บทที่ 8 หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ
วิชาหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษได้รับการหลอมสร้างจนสำเร็จขั้นต้นแล้ว ในมือเหอผิงมีหุ่นกระดาษทั้งหมดยี่สิบตัว สามารถใช้วิชาบงการและยังจัดตั้งค่ายกลได้ เพิ่มความอัศจรรย์ขึ้นไปอีกหลายส่วน
เวลานี้ เหอผิงยืนอยู่ข้างหุ่นกระดาษตัวหนึ่ง เขาเอื้อมมือไปตบไหล่ของมันเบาๆ
“ไป พาพวกพ้องของเจ้าไปหามเกี้ยวมาให้ข้า”
หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษตัวนี้ทำหน้าบิดเบี้ยว ให้ความรู้สึกโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก มันสวมหมวกทรงสูงสีแดง ในมือหิ้วโคมไฟกระดาษดวงหนึ่ง
ภายในโคมไฟคือกลุ่มเพลิงเย็นสีเขียวมรกต นี่คือเพลิงสาปวิญญาณที่เกิดจากการดูดซับวิญญาณร้ายและหลอมรวมอารมณ์ความรู้สึก มันส่องแสงสีเขียวเรืองรองอยู่ในโคม ราวกับไฟผีตามป่าช้า สาดส่องบรรยากาศรอบด้านให้ดูเยือกเย็นน่าขนลุก
เมื่อถูกเหอผิงตบไหล่ ร่างของหุ่นกระดาษก็ไหวสั่นเล็กน้อย จากนั้นก็ขยับตัวราวกับ ‘ลอย’ ไป มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของเรือนปีกข้าง
ฟึ่บฟึ่บฟึ่บ!
เสียงฝ่าสายลมดังขึ้น หุ่นกระดาษอีกหลายตัว ‘ลอย’ ตามหลังหุ่นหน้าเศร้าตัวนั้นออกไปนอกประตู
เหอผิงสวมเสื้อคลุมยาวสีดำที่มีหมวกคลุมศีรษะ เปิดลิ้นชักหยิบหน้ากากกระดาษอัดกาวออกมาอันหนึ่ง บนหน้ากากวาดลวดลายใบหน้าภูตผีที่ดูเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม ลายเส้นหยาบกระด้าง ราวกับภาพวาดเล่นของเด็ก
เขาเหยียดมือขวาออกไป นำหน้ากากผีใบนั้นมาสวมปิดบังใบหน้าของตนเอง
หลังจากเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น เหอผิงก็เดินออกจากเรือนปีกข้าง
ลานด้านนอกเรือนนั้นกว้างขวาง สวนใหญ่โตโอ่อ่า แต่คนในตระกูลเหอกลับไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพราะเหอผิงออกคำสั่งเด็ดขาดว่าห้ามใครเข้ามาในเขตเรือนนี้ยามค่ำคืน
บ่าวรับใช้ในจวนก็ไม่เข้ามาทำความสะอาดในยามปกติ จึงเห็นเพียงสวนที่รกร้างไปด้วยวัชพืช คล้ายกับมีแสงหิ่งห้อยนับร้อยนับพันบินว่อน และดูเหมือนไฟผีตามหลุมศพออันน่าสยดสยอง
ทันใดนั้น เกี้ยวสีขาวราวหิมะคันหนึ่งก็ถูกเงาร่างที่ลอยละล่องหามเข้ามาและวางลงที่หน้าประตูเรือนปีกข้างพอดิบพอดี
นี่คือเกี้ยวที่ทำจากกระดาษ
รูปทรงของเกี้ยวกระดาษนั้นดูแปลกตา ทว่าสร้างขึ้นอย่างประณีตงดงาม ถึงกระนั้น ผู้ที่ได้เห็นเกี้ยวกระดาษคันนี้เป็นครั้งแรก คงจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพียงของเล่นกงเต็กที่ทำจากกระดาษ
เหอผิงผู้สวมหน้ากากผีกระดาษเลิกม่านกระดาษขึ้นแล้วเข้าไปนั่งด้านใน หลังจากดึงม่านลง หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษทั้งแปดที่ยืนขนาบซ้ายขวา แต่ละตัวถือโคมกระดาษที่จุดเทียนเพลิงสาปวิญญาณไว้ในมือ ก็ขยับเท้าก้าวไปข้างหน้า ยกเกี้ยวขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
ฟึ่บฟึ่บฟึ่บ!
หุ่นกระดาษตัวอื่นๆ ในเรือนปีกข้างก็ทยอยปรากฏตัวออกมา หุ่นที่มีสีหน้าแตกต่างกันเหล่านี้มารวมตัวกันอยู่หลังเกี้ยว ก่อเกิดเป็นขบวนแห่ที่ดูประหลาดพิสดาร
เหอผิงสูดลมหายใจเข้าลึกขณะนั่งอยู่ในเกี้ยว เขาเตรียมตัวมาอย่างดีที่สุดแล้ว เกี้ยวกระดาษและหุ่นกระดาษเหล่านี้ถือเป็นไม้ตายของเขา ยิ่งไปกว่านั้นในเกี้ยวยังซ่อนไพ่ใบสุดท้ายเอาไว้ เขาตัดสินใจว่าจะไปตามล่าหาร่องรอยของบ่าวรับใช้ผู้นั้น เพื่อขุดคุ้ยหาตัวคนของสำนักหุ่นเชิดเซียนที่บงการอยู่เบื้องหลัง
“ยกเกี้ยว ออกเดินทาง!”
ดวงตาภายใต้หน้ากากของเหอผิงฉายแววเฉยชา เขาเอ่ยคำสั่งเสียงเบา เกี้ยวกระดาษก็เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ไร้ร่องรอยไปจากลานเรือน เรียกได้ว่าเพียงแค่กะพริบตาก็หายวับไปแล้ว
...
ในพื้นที่ประหลาดที่มีหมอกสีเทาปกคลุม เกี้ยวกระดาษหลังใหญ่แปดตนหามกำลังเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าราวกับเกวียนวัว
หมอกสีเทาแผ่กว้างไร้ขอบเขต มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด มีเพียงพื้นที่รอบเกี้ยวเท่านั้นที่แหวกออกเป็นช่องทางให้สัญจรได้ และเส้นทางนี้ดูเหมือนจะเป็นทางผ่านเลนเดียว
รอบเกี้ยวกระดาษรายล้อมไปด้วยฝูงหุ่นกระดาษ พวกมันต่างมีสีหน้าท่าทางแตกต่างกัน และเคลื่อนไหวอย่างน่าขนลุก สิ่งเดียวที่น่าชื่นชม คือหุ่นกระดาษเหล่านี้จงรักภักดีและทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มือหนึ่งถือโคม อีกมือหนึ่งก็ช่วยกันหามเกี้ยว เคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยไม่หยุดพัก
หากมีใครมาเห็นภาพเหตุการณ์นี้เข้า คงจะรู้สึกหนาวสะท้านและหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูกเป็นแน่
เกี้ยวกระดาษนี้เป็นวิชาหนึ่งของสำนักหุ่นเชิดเซียน มีชื่อว่า ‘วิชาหุ่นกระดาษหามเกี้ยว’ เพียงแค่นั่งอยู่ในเกี้ยวก็สามารถไปมาได้ดั่งใจนึก ราวกับย่อแผ่นดินพันลี้ให้เหลือเพียงตรงหน้า
วิชานี้ไม่ได้มาจากสำนักเต๋า แต่คล้ายกับ ‘วิชาห้าภูตหามเกี้ยว’ ของพวกหมอผีพื้นบ้าน เมื่อฝึกฝนจนสำเร็จ ผู้ใช้วิชาเพียงแค่นั่งในเกี้ยวและร่ายอาคมเงียบๆ ก็จะมีภูตผีสี่ตนมาหามเกี้ยว และอีกหนึ่งตนถือธงนำทาง ไปมาได้อย่างอิสระในระยะพันลี้
เพียงแต่ วิชาห้าภูตหามเกี้ยวมันก็มีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ประการแรกคือ วิชานี้ใช้ได้เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น เพราะภูตผีส่วนใหญ่จะออกหากินได้แค่ยามวิกาล
ประการที่สอง เนื่องจากวิชาขับเคลื่อนด้วยภูตผีปีศาจ สิ่งเหล่านี้จึงทนเสียงไก่ขันหรือสุนัขเห่าไม่ได้ หากได้ยินเสียงพวกนี้ ภูตผีที่ถูกใช้งานจะทิ้งผู้ใช้วิชาหนีไปทันที
ซึ่งเล่าลือกันว่า ในอดีตมีผู้ฝึกวิชามารนอกรีตนี้สั่งให้ห้าภูตไปขโมยทรัพย์สิน แต่เพราะความโลภจึงขนของมามากเกินไป ระหว่างเดินทางกลับ ท้องฟ้าก็เริ่มสาง
ผลปรากฏว่าขากลับยังไม่ทันถึงบ้าน ก็ได้ยินเสียงไก่ขันดังกังวาน ห้าภูตที่หามเกี้ยวต่างพากันแตกตื่นหนีหาย เกี้ยวร่วงหล่นจากท้องฟ้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้คนผู้นั้นตกลงมาตาย
เมื่อเทียบกันแล้ว วิชาหุ่นกระดาษหามเกี้ยวของสำนักหุ่นเชิดเซียนมีความปลอดภัยกว่ามาก แม้หุ่นกระดาษจะคล้ายกับการขับเคลื่อนด้วยภูตผีปีศาจ แต่แท้จริงมันเป็นการสิงสถิตอยู่ในหุ่นกระดาษ มันจึงสามารถใช้งานได้แม้ในเวลากลางวัน และเพราะมีรูปร่างกายหยาบ พวกมันจึงไม่เกรงกลัวเสียงไก่ขันหรือสุนัขเห่า
ยิ่งไปกว่านั้น วิชาห้าภูตหามเกี้ยวอาศัยการเหาะเหินเดินอากาศ หากตกลงมาย่อมตายได้ง่าย แต่วิชาหุ่นกระดาษหามเกี้ยวไม่ได้ใช้การบิน แต่เป็นการเดินทางทะลุผ่าน ‘ภพยมโลก’ ซึ่งรวดเร็วกว่าและอันตรายน้อยกว่ามาก
ภพยมโลก หรือที่เรียกกันว่า มรรคาอนธการ ทางเชื่อมหยินหยาง หรือ มรรคาเร้นลับ คือโลกที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทา วิชาหุ่นกระดาษหามเกี้ยวสามารถเปิดช่องทางและเดินทางผ่านโลกแห่งนี้ได้รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ซึ่งเร็วอย่างเหลือเชื่อ
ภายในเกี้ยว เหอผิงกำลังร่ายวิชาสะกดรอยตามหาบ่าวรับใช้ชุดเขียวที่ชื่ออาจื้อ เบื้องหน้าเขามีแผนที่ผ้าไหมแผ่นหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ แสดงภูมิประเทศโดยรอบหลายร้อยลี้ โดยมีเมืองซุ่ยอันเป็นศูนย์กลาง
เขาล้วงกล่องไม้ไผ่ใบเล็กออกจากอกเสื้อ หยิบลูกข่างไม้ขนาดกะทัดรัดออกมา ดีดนิ้วเบาๆ ลูกข่างไม้ก็ตกลงบนแผนที่ผ้าไหม ราวกับไข่มุกกลิ้งบนจานหยก มันหมุนติ้วอย่างรวดเร็วส่งเสียง ‘ฟึ่บฟึ่บฟึ่บ’ จนกระทั่งหมุนวนไปรอบหนึ่งแล้วหยุดนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่
“มุ่งหน้าไปทางทิศนี้งั้นหรือ?”
เขาหยิบแผนที่ขึ้นมาเพ่งมองอย่างละเอียด บนแผนที่ผ้าไหมปรากฏรอยเส้นคดเคี้ยว ซึ่งเกิดจากปลายแหลมของลูกข่างที่ขีดเขียนเส้นทางไว้ขณะหมุน
นี่คือวิชาสะกดรอยของสำนักหุ่นเชิดเซียน คล้ายคลึงกับวิชาเข้าทรงทำนายของสำนักเต๋า เพียงแต่วิชาเข้าทรงเขียนทรายทั่วไปนั้น จะใช้ถาดชาดใส่ทราย ด้านบนวางคานไม้รูปตัวที ห้อยไม้แหลมไว้ที่ปลาย ปล่อยให้ไม้ขีดเขียนตัวอักษรลงบนทราย เพื่อสอบถามเรื่องราวจากภูตผีเทพยดา
แต่วิชาสะกดรอยของเหอผิงนี้ เป็นการดัดแปลงลดทอนขั้นตอนของวิชาเข้าทรง อาศัยเพียงลูกข่างและแผนที่ผ้าไหม ก็สามารถระบุเส้นทางการหลบหนีและตำแหน่งของอีกฝ่ายได้
“ดูเหมือนว่าหลังจากหนีไปที่ป่าไผ่ดำแล้ว ก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ... เดี๋ยวก่อน นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหลังจากหนีมาถึงตรงนี้แล้ว ถึงได้วนเวียนอยู่ที่เดิมตลอด”
เหอผิงจ้องมองแผนที่ พบว่าเจ้าบ่าวรับใช้ชุดเขียวอาจื้อ ดูเหมือนกำลังเดินวนเป็นวงกลมอยู่ในพื้นที่แห่งหนึ่งไม่ยอมไปไหน
“หรือว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดอะไรขึ้น?”
เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดี จึงรีบสั่งการให้เกี้ยวกระดาษเร่งความเร็วขึ้นทันที