- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 7 วิชาหุ่นกระดาษ
บทที่ 7 วิชาหุ่นกระดาษ
บทที่ 7 วิชาหุ่นกระดาษ
บทที่ 7 วิชาหุ่นกระดาษ
ดึกสงัด
เสียงแมลงเซ็งแซ่ราวกับน้ำเดือด ดังระงมอยู่ในพงหญ้า นี่คือความอึกทึกที่แตกต่างไปจากเวลากลางวัน แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองซุ่ยอันเวลานี้ต่างก็หลับใหลกันไปหมดแล้ว
ทว่าเหอผิงกลับยังไม่หลับ ไม่ใช่เพราะเขานอนไม่หลับหรือมีเรื่องกังวลใจ แต่เป็นเพราะเขาแทบไม่จำเป็นต้องหลับนอนเลยต่างหาก
ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ มีวิชาบทหนึ่งนามว่า ‘สร้างตำหนักวิญญาณ’ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘วิชาจันทร์กระจ่างเก้าตำหนักสู่สัจธรรม’ วิชานี้ถือคติว่าสรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ โดยมนุษย์นั้นประเสริฐที่สุด ญาณวิเศษของคนเรากำเนิดจากจุดตันเถียนและข้อต่อร้อยแปดทั่วร่าง ภายในจุดตันเถียนบนหรือ ‘หนีหว่าน’ นั้นซุกซ่อนห้องแห่งความจริงแท้ทั้งเก้าเอาไว้ เรียกว่า ‘เก้าตำหนัก’
เก้าตำหนักนี้แบ่งออกเป็น ตำหนักหมิงถัง ตำหนักตงฝาง ตำหนักหนีหว่าน ตำหนักหลิวจู ตำหนักเทียนถิง ตำหนักจี๋เจิน ตำหนักตานเสวียน ตำหนักไท่หวง และตำหนักอวี๋ตี้
ซึ่งวิชานี้จะเน้นการเพ่งจิตรวมสมาธิ เปลี่ยนแสงแห่งจิตวิญญาณแท้จริงภายในดวงจิตให้กลายเป็นดวงจันทร์สุกสกาว ส่องสว่างทะลุทะลวงเข้าไปยังเก้าตำหนักในจุดตันเถียนบน เปรียบเสมือนการเติมน้ำมันจุดตะเกียง ค่อยๆ จุดไฟให้สว่างไสวไปทีละตำหนัก มันจึงเรียกขานกันว่าการสร้างตำหนักวิญญาณ
วิชานี้มีไว้เพื่อฝึกฝนจิตใจให้เฉียบคม เสริมสร้างสติปัญญาความคิด และท้ายที่สุดคือการโคจรดวงจิตเพื่อหยั่งรู้ในมรรคาวิถี หากฝึกฝนสำเร็จก็จะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วพันลี้ในวันเดียว
วิชาจันทร์กระจ่างเก้าตำหนักสู่สัจธรรมของเหอผิงผ่านการฝึกฝนมาหลายปีจนเข้าขั้นสมบูรณ์แบบ ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เขาได้จุดตะเกียงตำหนักทั้งแปดได้แก่ ‘หนีหว่าน’ ‘หมิงถัง’ ‘ตงฝาง’ ‘หลิวจู’ ‘เทียนถิง’ ‘จี๋เจิน’ ‘ตานเสวียน’ และ ‘อวี๋ตี้’ จนสว่างไสวแล้ว เพียงแต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใด ตำหนักสุดท้ายอย่าง ‘ไท่หวง’ ถึงยังไม่มีความคืบหน้าเสียที...
ตามคำกล่าวของอู๋โหยวเซิง หากสร้างเก้าตำหนักวิญญาณได้สำเร็จ ก็จะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา ก้าวเดียวขึ้นสู่สวรรค์ ตบะจะกลายเป็นลึกล้ำสุดหยั่งคาดและครอบครองอานุภาพมหัศจรรย์นานัปการ
ทว่าเหอผิงกลับรู้สึกว่าตนยังห่างไกลจากก้าวนั้นอีกมาก นี่อาจเป็นเพราะ ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ มีข้อบกพร่องในตัวมันเอง หรือไม่ก็เป็นเพราะเขาผลาญพลังปราณและแก่นโลหิตไปมากเกินไป จนไม่อาจจุดตำหนัก ‘ไท่หวง’ ให้สว่างเพื่อทะลวงผ่านขั้นสุดท้ายได้ แต่ด้วยสภาพร่างกายที่พิเศษของเขา ทำให้เขามีความสามารถแปลกประหลาดที่แตกต่างจากผู้อื่น หรือจะเรียกว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษก็ได้
สิ่งที่น่ากล่าวถึงคือ ความแตกต่างที่ใหญ่หลวงที่สุดระหว่างเขากับคนทั่วไปนั้น แท้จริงแล้วมาจากฐานะ ‘ผู้ข้ามภพ’ ของเขา ตัวเขาเองก็เพิ่งค้นพบเรื่องนี้หลังจากฝึกฝนวิชาสร้างตำหนักวิญญาณ นั่นคือการที่เขามีวิญญาณถึงสองดวง
วิญญาณดวงหนึ่ง ย่อมเป็นวิญญาณของเขาที่ข้ามภพมาสิงสถิต ส่วนอีกดวงหนึ่งคือวิญญาณเจ้าของร่างเดิม คุณชายเหอผิงตัวจริงแห่งตระกูลเหอ
เพียงแต่ว่า แตกต่างจากวิญญาณของเขา วิญญาณของเหอผิงเจ้าของร่างเดิมนั้นแผ่กลิ่นอายแห่งความตายออกมา เลอะเลือนมึนงง ไม่มีพลังชีวิตแม้แต่น้อย
เหอผิงเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุใด อาจเป็นไปได้ว่าตอนที่เขาข้ามภพมาสิงร่าง เหอผิงคนเดิมได้ตายไปแล้ว แต่วิญญาณของเด็กวัยเจ็ดแปดขวบที่ตายไปนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ เพียงแต่เปลี่ยนสภาพเป็นความเลอะเลือน ไร้ความรู้สึกนึกคิดโดยสิ้นเชิง
เหอผิงเคยพยายามกระตุ้นวิญญาณร่างเดิม แต่ก็ไร้ประโยชน์ วิญญาณร่างเดิมเปรียบเสมือนเปลือกไข่ที่ว่างเปล่า ภายในกลวงโบ๋ ไม่มีสติปัญญาหลงเหลืออยู่เลย
ทว่า เรื่องที่น่าแปลกประหลาดคือ หลังจากที่เขาฝึกฝนวิชาสร้างตำหนักวิญญาณ เหอผิงก็ค่อยๆ พบว่าเขาสามารถควบคุมวิญญาณร่างเดิมได้ หรือจะพูดว่าวิญญาณร่างเดิมได้กลายเป็นวิญญาณรองของเขา
สถานการณ์เช่นนี้ยากจะอธิบายเป็นคำพูด แม้แต่ตัวเหอผิงเองก็ไม่อาจอธิบายได้ ภายใต้การควบคุมของเขา วิญญาณรองนี้สามารถจัดการธุระต่างๆ ได้... ยกตัวอย่างเช่น เขาสามารถใช้วิญญาณอันว่างเปล่านี้ฝึกฝนวิชาสร้างตำหนักวิญญาณ หรือออกคำสั่งง่ายๆ ให้มันควบคุมร่างกายแทนตัวเขา
วิญญาณอันว่างเปล่านี้ช่วยให้เขาแบ่งแยกสมาธิทำสองสิ่งพร้อมกันได้ เช่น ควบคุมมือซ้ายและขวาให้ทำเรื่องที่แตกต่างกัน หรือกระทั่งนอนหลับไปพร้อมกับวิ่ง หรืออ่านหนังสือสองเล่มในเวลาเดียวกัน เป็นต้น…
คงเป็นเพราะวิญญาณอันว่างเปล่านี้ขาดสติปัญญา มันจึงทำได้เพียงงานง่ายๆ แต่สำหรับเหอผิงแล้ว มันช่วยเขาได้มหาศาล
อาจเป็นเพราะมีสองวิญญาณติดตัวมาแต่กำเนิด บวกกับวิชาสร้างตำหนักวิญญาณที่ทรงพลังยิ่ง หลังจากเหอผิงเริ่มบำเพ็ญเพียร เขาก็แทบไม่ต้องนอนหลับ เวลาเหนื่อยก็แค่สลับตัวกับวิญญาณอันว่างเปล่า พักผ่อนสักครู่ หรือไม่ก็ให้วิญญาณอันว่างเปล่านอนหลับแทนตนเอง ก็ทำให้เขาสามารถรักษาสภาพจิตใจให้มั่นคงได้เป็นเวลานาน
ในอีกด้านหนึ่ง เหอผิงสงสัยอย่างยิ่งว่าการที่เขาบำเพ็ญเพียรได้รวดเร็วปานนี้และการสิ้นเปลืองพลังกายพลังใจที่มากเกินปกตินั้น อาจมีสาเหตุมาจากการที่เขามีสองวิญญาณในร่างเดียว
ยามนี้เขาขลุกอยู่ในเรือนปีกข้าง ในมือถือพู่กันจุ่มชาด กำลังทำการเบิกเนตร
ใช่แล้ว เขากำลังวาดดวงตาเบิกเนตรให้กับหุ่นกระดาษที่ทำจากไม้ไผ่สานเป็นโครงกระดูกและบุด้วยกระดาษสาเป็นผิวหนัง หุ่นกระดาษที่ทำจากกระดาษสาชนิดพิเศษนี้ โดยปกติแล้วเป็นของที่ใช้ในพิธีกงเต็กเพื่อเซ่นไหว้ผู้ตาย และจะถูกเผาอุทิศให้ผู้ตายในวันทำบุญครบรอบเจ็ดวัน
ในวงการช่างทำหุ่นกระดาษ มีกฎเหล็กที่เล่าขานกันมาเนิ่นนานในหมู่ชาวบ้าน เป็นกฎที่แปลกประหลาดและน่าขนลุก นั่นคือห้ามเบิกเนตรให้กับหุ่นกระดาษ
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘วาดมังกรเบิกเนตร’ ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า ทันทีที่หุ่นกระดาษถูกเบิกเนตร มันก็จะมีจิตวิญญาณ ทำให้ภูตผีปีศาจมาสิงสู่ได้ง่าย และนำพาความอัปมงคลมาให้
ทว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเหอผิงแล้ว เรื่องพรรค์นี้ย่อมไม่น่ากังวล เขาฝนหมึกในจานฝนหมึกสีเลือดพลางตวัดพู่กันเบิกเนตรให้กับหุ่นกระดาษ
ปลายพู่กันชาดแต้มลงไป มืออีกข้างทำท่ามุทรา ปากพึมพำร่ายวิชา ทันใดนั้นหุ่นกระดาษที่เดิมทีไร้ความรู้สึกก็เริ่มแสดงสีหน้าที่แตกต่างกันออกมาทีละตัวตามเสียงร่ายวิชาของเขา
ราวกับกลุ่มคนที่มีชีวิต หุ่นกระดาษกว่าสิบตัวในเรือนปีกข้างเดิมเป็นเพียงวัตถุไร้ชีวิต แต่เมื่อปลายพู่กันชาดแต้มลงเบาๆ พวกมันต่างก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในชั่วพริบตานี้
หุ่นกระดาษสากลุ่มนั้น บ้างแสยะยิ้มพิสดาร บ้างมีสีหน้าโกรธเกรี้ยว บ้างมีใบหน้าโศกเศร้าอาลัย บ้างมีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวล และยังมีหุ่นกระดาษส่วนน้อยอีกไม่กี่ตัวที่ใบหน้าบิดเบี้ยว แสดงอาการหวาดกลัวถึงขีดสุด
“คนเรามีห้าอวัยวะกลั่นห้าปราณ ก่อกำเนิดเป็นห้าอารมณ์ ปิติ โทสะ โศกศัลย์ วิตก และหวาดกลัว เหตุฉะนั้นปิติและโทสะทำลายปราณ ความหนาวร้อนทำลายกายา โทสะจัดทำลายหยิน ปิติจัดทำลายหยาง เมื่อปราณตีกลับขึ้นบน ชีพจรเปี่ยมล้นร่างกายสูญสิ้น หากไม่อาจควบคุมปิติและโทสะ ทนรับความหนาวร้อนเกินพอดี ชีวิตย่อมมิมั่นคง…”
ภายใต้แสงเทียน ใบหน้าที่ซีดขาวและดูอ่อนแอของเหอผิง พลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาจางๆ
“รวบรวมวัสดุมาตั้งมากมาย ทั้งยังผลาญเงินตำลึงไปก้อนโต ในที่สุดวิชาหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษก็นับว่าพอจะใช้การได้แล้ว”
หุ่นกระดาษสาเหล่านี้ ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ของสำนักหุ่นเชิดเซียนเรียกว่า ‘วิชาหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ’ เดิมทีเป็นวิชามารนอกรีตของสายช่างทำหุ่นกระดาษ ภายหลังถูกสำนักหุ่นเชิดเซียนนำมาปรับปรุงและผนวกเข้ากับวิชาของตน
หุ่นเชิดที่บันทึกไว้ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ มีหลากหลายรูปแบบและจำนวนไม่น้อย ในบรรดานั้นมีทั้งหุ่นเชิดที่ทรงอานุภาพร้ายกาจ หรือหุ่นเชิดที่ลึกลับซับซ้อนยากจะคาดเดา
วิชาหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษไม่ได้จัดว่าเป็นวิชาหุ่นเชิดชั้นเลิศ หากเทียบกับ ‘หุ่นเชิดมารลี้ลับสามซาก’ ‘หุ่นเชิดทหารมารวัชระ’ ‘ศาสตราเทพลักษณ์จักรพรรดิ’ หรือ ‘สัตว์เกราะกลไก’ ที่บันทึกไว้ในคัมภีร์แล้ว หุ่นเหล่านั้นล้วนแข็งแกร่งกว่าหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษหลายเท่า
แต่วิชาหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษมีข้อดีอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือสร้างได้ค่อนข้างง่ายและใช้เวลาในการสร้างสั้น
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นการเปรียบเทียบกับเวลาในการหลอมสร้างหุ่นเชิดชนิดอื่น สำหรับเหอผิงแล้ว แค่เตรียมการสำหรับวิชาหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษให้พร้อม ก็สิ้นเปลืองกำลังคนและทรัพย์สินไปไม่น้อย
อย่างแรกคือวัสดุที่ใช้ทำหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ เป็นกระดาษสาที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ กระดาษสาที่พบเห็นทั่วไปส่วนใหญ่มักทำจากเปลือกต้นหม่อน เปลือกต้นปอสาภูเขา หรือเปลือกต้นกระดาษ
กรรมวิธีการผลิตกระดาษนั้นไม่เพียงซับซ้อน แต่ยังมีต้นทุนสูงลิ่ว ในระหว่างการผลิตกระดาษ จำเป็นต้องใช้น้ำมันจากต้นไม้ใจเหล็กและเหล้ายาสมุนไพรราคาแพงมาเป็นส่วนผสมในการหมักบ่มจึงจะนำมาใช้ได้
ทว่า ข้อดีของกระดาษชนิดนี้คือไม่กลัวคมมีดคมดาบ ไม่กลัวไฟและน้ำฝน อีกทั้งเนื้อกระดาษยังเหนียวทนทานเป็นพิเศษ ยิ่งเมื่อผ่านการหลอมสร้างด้วยวิชาแล้ว ก็จะมีคุณบัติวิเศษในการเรียกวิญญาณชักนำภูตผี
เมื่อได้หุ่นที่ทำจากกระดาษสาชนิดนี้ ผู้ใช้วิชาเพียงแค่เรียกภูตผีปีศาจมาสิงสู่ในหุ่นกระดาษ แล้วใช้วิชาบงการ หุ่นกระดาษเหล่านี้ก็จะสามารถเคลื่อนไหวไปมาดุจสายลม อยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า และมีความสามารถร้ายกาจที่คนธรรมดาไม่อาจทัดเทียม
“แค่นี้ยังไม่พอ จุดเด่นที่สุดของหุ่นกระดาษคือต้องดูดซับปราณอาถรรพ์ห้าชนิด ผสมผสานกับปราณห้าอารมณ์ ปิติ โทสะ โศกศัลย์ วิตก หวาดกลัว ดึงเอาสมาธิแห่งจิตอารมณ์ออกมา หลอมสร้างโปรดวิญญาณร้ายให้กลายเป็นวิญญาณคำสาป... เมื่อถึงขั้นตอนนี้ อานุภาพของหุ่นกระดาษก็จะเพิ่มทวีคูณ ยามเผชิญศัตรูยังสามารถปล่อยเพลิงสาปวิญญาณ จัดตั้งค่ายกล เน้นทำให้ผู้คนหลงมัวเมาในกิเลสทั้งหก ลวงจิตให้ลุ่มหลง ปั่นป่วนสติปัญญา ก็นับได้ว่าเป็นวิชาที่ร้ายกาจวิชาหนึ่ง”