- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 6 สดับมรรคา แสวงมรรคา บรรลุมรรคา
บทที่ 6 สดับมรรคา แสวงมรรคา บรรลุมรรคา
บทที่ 6 สดับมรรคา แสวงมรรคา บรรลุมรรคา
บทที่ 6 สดับมรรคา แสวงมรรคา บรรลุมรรคา
“ลูกกลมตัดเกศา ถูกหลอมสร้างขึ้นจากเส้นผมของสตรีที่ตายด้วยความเคียดแค้น คมกริบจนสามารถตัดทองคำได้...”
เมื่อได้เห็นของสิ่งนี้ เขาก็เดาที่มาของมันได้แทบจะในทันที
“ทว่านักพรตชือหลิงและคนอื่นๆ สังเกตเห็นเพียงแค่อันเดียว ไม่ได้สังเกตเลยว่าลูกกลมสองลูกนี้ถูกยิงออกมาโดยคนสองคน...”
ก่อนหน้านี้ ลูกกลมที่ยิงใส่เจี่ยซานมีสองลูก ลูกแรกทะลวงข้อมือ ส่วนลูกที่สองกระแทกดาบในมือจนปลิว
เพียงแต่ว่า ลูกกลมสีดำลูกเล็กที่ยิงถูกข้อมือของเจี่ยซาน กับลูกที่กระแทกดาบในมือนั้น ไม่ได้ถูกยิงออกมาโดยคนคนเดียวกัน
บ่าวรับใช้ชุดเขียวเพียงแค่ยิงดาบของเจี่ยซานจนปลิว แต่คนที่ยิงทะลวงข้อมือคืออีกคนหนึ่ง และคนผู้นี้ก็อยู่ในจวนตระกูลเหอด้วยเช่นกัน
เขาหันไปมองระหว่างเสาและคาน ยื่นมือออกไปคว้าในอากาศ กลับสัมผัสได้ถึงเส้นด้ายที่บางเบาจนแทบมองไม่เห็น เส้นด้ายนี้ห้อยลงมาระหว่างเสาคานราวกับใยแมงมุม
“เจ้าบ่าวรับใช้ชุดเขียวนั่นคงใช้เส้นด้ายพวกนี้ ‘เหาะ’ หนีไปสินะ? ไม่สิ ถูกคนช่วยพาหนีไปต่างหาก... น่าสนใจ นี่คือ ‘เส้นด้ายไร้ลักษณ์’ ของสำนักหุ่นเชิดเซียน น่าเสียดายที่ฝีมือยังอ่อนหัดนัก เส้นด้ายไร้ลักษณ์ยังไม่ถูกฝึกฝนจนควบคุมได้ดั่งใจ ไม่ได้ถูกหลอมสร้างจนถึงขั้นไร้รูปไร้เงา... หึหึ หากไม่อาจไร้รูปไร้เงา จะเรียกว่าเส้นด้ายไร้ลักษณ์ได้อย่างไร”
มุมปากของเหอผิงปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน เขาตวัดแขนเสื้อเดินออกจากหอเก๋ง ขณะที่ก้าวพ้นประตู นิ้วมือก็ดีดออกไป เส้นด้ายโปร่งใสที่ยืดยาวราวกับใยแมงมุมพลันสั่นสะท้าน ทันใดนั้นระหว่างเสาและคานก็ได้รับแรงกระแทก ฝุ่นผงจากยอดคานร่วงกราวลงมา
“นายน้อย”
ภายนอกหอเก๋ง พ่อบ้านเหอฝูเซิงดูเหมือนจะรออยู่นานแล้ว
“คณะละครถงอวี้มีนักแสดงบทนางหายตัวไปคนหนึ่ง ส่วน... บ่าวรับใช้ชุดเขียวผู้นั้น เข้ามาเมื่อสามเดือนก่อน โดยได้รับการแนะนำมาจากทางเรือนรอง เรื่องนี้จะให้สืบต่อหรือไม่ขอรับ?”
เหอผิงนั่งลงบนเก้าอี้ นิ้วมือเคาะเบาๆ ลงบนพัดดำที่ถืออยู่ในมือซ้าย
“สืบต่อไป... นอกจากนี้ส่งคนของเราไปตรวจสอบความเคลื่อนไหวของพรรคอาชาพยศ เสิ่นเอ้อร์และพวกบุตรบุญธรรมของเจี่ยซานไม่ใช่พวกที่จะรับมือได้ง่ายๆ เกรงว่าคงไม่ปล่อยสองคนนั้นไปแน่... แต่ข้ากลับสงสัย ว่าครั้งนี้พรรคอาชาพยศไปตอแยกับผู้ใดเข้ากันแน่?”
‘ลูกกลมตัดเกศา’ ‘เส้นด้ายไร้ลักษณ์’ ชัดเจนว่าเป็นวิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียน
ตอนที่เหอผิงตระหนักได้ เขาก็ตกใจเช่นกัน เพราะเข้าใจผิดคิดว่าสำนักหุ่นเชิดเซียนจะลงมือกับตน เขาจึงเกิดความหวาดระแวงในใจอย่างยิ่ง ดังนั้นตลอดเหตุการณ์เขาจึงซ่อนเร้นประกายไม่แสดงออก แม้แต่ตอนที่เจี่ยซานถูกฆ่าก็ไม่ได้ลงมือขัดขวาง จนกระทั่งอีกฝ่ายหลบหนีไป เขาถึงได้รู้ว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
‘ด้วยวิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียน การจะสังหารมือดาบแดนเหนือสักคน ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนี้ ต่อให้ดาบวายุภักษ์เจี่ยซานจะเก่งกาจเพียงใด เขาก็ไม่อาจต้านทานวิชาหุ่นเชิดได้…’
เขาไม่ได้ดูแคลนมือดาบแดนเหนือผู้นี้ เพลงดาบของเจี่ยซานร้ายกาจจริง ทว่าก็รับมือได้เพียงคนธรรมดา สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรเช่นเขา เจี่ยซานก็เป็นเพียงตัวละครที่แค่กระดิกนิ้วก็บี้ให้ตายได้
แม้ว่าพรรคอาชาพยศจะนับเป็นขุมกำลังที่ไม่ธรรมดาในแดนเหนือไปจนถึงโม่เป่ย แต่ในสายตาของเหอผิง พวกมันก็เป็นเพียงกลุ่มปุถุชนที่ฝึกวรยุทธ์มาบ้าง เพลงดาบดี ขี่ม้าเก่งเท่านั้น
ธรณีประตูแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นสูงลิ่ว ตามการแบ่งระดับของสำนักหุ่นเชิดเซียน การเริ่มต้นบำเพ็ญเพียรแบ่งออกเป็น ‘ขั้นต้น สดับมรรคา’ ‘ขั้นกลาง แสวงมรรคา’ และ ‘ขั้นสูง บรรลุมรรคา’
ขั้นต้น หรือบัณฑิตชั้นล่าง หมายถึงปุถุชนคนธรรมดาในโลกหล้า
ส่วนการสดับมรรคา แสวงมรรคา และบรรลุมรรคา คือการสะท้อนถึงสภาวะสามขอบเขตของการบำเพ็ญเพียร
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วหล้า ล้วนเริ่มต้นจากด่าน ‘สดับมรรคา’ ในวัยเยาว์ นั่งสมาธิขัดเกลาตนเองทั้งวันทั้งคืน เพื่อแสวงหาความสงบนิ่งและการรู้แจ้ง บำรุงเลี้ยงสัมผัสวิญญาณให้กล้าแข็ง ทำให้จิตใจละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น จนกระทั่งสัมผัสวิญญาณและพลังปราณสอดประสาน ทะลวงผ่านด่านเป็นตาย จึงได้มาซึ่งสัมผัสแห่งฟ้าดินอันน่าอัศจรรย์เพียงน้อยนิด
จากนั้นยังต้องพากเพียรพยายาม ใช้น้ำอดน้ำทนดั่งน้ำหยดลงหิน ปรับจูนชีพจรเปิดจุดกระหม่อม ทะลวงแขนขาและกระดูกทั่วร่าง ปลุกเร้าพลังปราณ จึงจะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่สวรรค์ในก้าวเดียว กระโดดข้ามขีดจำกัดของตนเอง ก้าวเข้าสู่ขอบเขตการบำเพ็ญเพียร ‘ขอบเขตแสวงมรรคา’
นักพรตในอาราม หรือหลวงจีนในวัดวา ไม่ว่าจะฝึกการเดินลมปราณ โคจรลมปราณ หายใจทางผิวหนัง ชักนำพลัง หรือนั่งสมาธิ ส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การขัดเกลาจิตใจ ไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษ วิถีการต่อสู้สังหารจึงอ่อนแอจนน่าเวทนา เพียงแค่ชายฉกรรจ์ที่ฝึกวรยุทธ์มาสักคน ก็สามารถซ้อมจนหน้าบวมปูด เลือดอาบได้อย่างง่ายดาย
มีเพียงผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขต ‘ขั้นกลาง แสวงมรรคา’ เท่านั้น ที่ระดับจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรจะลึกล้ำขึ้น จนสามารถทำให้กายเนื้อผลัดเปลี่ยน อาศัยเคล็ดวิชา ยันต์ หรือไสยศาสตร์ เพื่อเรียกลมเรียกฝน สยบภูตผีปีศาจขับไล่โรคภัย หรือบุกน้ำลุยไฟได้
ส่วน ‘ขั้นสูง’ หรือบัณฑิตชั้นสูงนั้น กล่าวได้ว่าเป็นยอดฝีมือผู้ ‘บรรลุมรรคา’ เป็นนักพรตที่แท้จริงผู้เข้าถึงมรรคาวิถี สามารถย้ายภูเขาพลิกสมุทร พลิกเมฆบังฝน มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่
เหอผิงฝึกฝน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ มานานหลายปี ตบะก้าวเข้าสู่ขอบเขต ‘ขั้นกลาง แสวงมรรคา’ มานานแล้ว ผนวกกับวิชาพิสดารของสำนักหุ่นเชิดเซียนและความสามารถในการเชิดหุ่นกระบอก ความแข็งแกร่งย่อมไม่ใช่สิ่งที่จอมยุทธ์ในยุทธภพทั่วไปจะเทียบเคียงได้ จึงไม่แปลกที่เขาจะมีความมั่นใจเช่นนี้
เพียงแต่ เขายังมีความกังวลอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้
อย่างเช่น บ่าวรับใช้ชุดเขียวกับนางงิ้วบทนางที่ซ่อนตัวอยู่ในคณะละครถงอวี้เป็นใคร? ผู้ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพวกเขาแท้จริงแล้วคือใครกันแน่?
“จะเป็นอู๋โหยวเซิงหรือไม่?”
เหอผิงกำหมัดแน่นโดยไร้คำพูด
นี่คือสิ่งที่เขากังวลใจมากที่สุด
เหอผิงมั่นใจอย่างยิ่งว่า อู๋โหยวเซิงจะต้องทิ้งหมากซ่อนเร้นไว้ในตัวเขาอย่างแน่นอน เคล็ดวิชาที่เขาฝึกฝนนั้นมีข้อบกพร่องถึงตาย รอให้เขา ‘สร้างรังไหมขังตัวเอง’ จนทำพิธีหลอมสร้างหุ่นเชิดมนุษย์เสร็จสมบูรณ์ อู๋โหยวเซิงก็จะใช้วิชาหุ่นเชิด หลอมเขาให้กลายเป็นหุ่นเชิดของมันเอง
ทว่า เมื่อลองตรึกตรองดูอีกที เขาคิดว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น
“ไม่สิ ข้ายังทำการเปลี่ยนหัวใจไม่สำเร็จด้วยซ้ำ อู๋โหยวเซิงลงมือตอนนี้ก็ไร้ความหมาย หมากที่มันซ่อนไว้น่าจะทำงานก็ต่อเมื่อข้ากลายเป็นหุ่นเชิดมนุษย์แล้วไม่ใช่หรือ?”
ดวงตาของเหอผิงเริ่มฉายแววเคลือบแคลง เขารู้ดีว่าเพราะการฝึกวิชาหุ่นเชิด แม้ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตที่ไร้ทางออก
เพราะข้อบกพร่องของเคล็ดวิชาที่ฝึก หากเขาอยากมีชีวิตรอด มันก็มีแต่ต้องหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิดมนุษย์ แต่หากทำเช่นนั้นจริงๆ ก็มีแต่จะตกหลุมพรางของอู๋โหยวเซิงผู้ที่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้
“ข้าจำเป็นต้องทำลายกระดานหมากนี้ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของข้าในตอนนี้คือการขาดแคลนข้อมูล”
สิ่งที่เหอผิงรู้สึกจนปัญญาที่สุด คือการที่เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับข้อมูลในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร เขาบริหารจัดการอยู่ในแดนเหนือมาหลายปี ไม่ได้รวบรวมเบาะแสของผู้บำเพ็ญเพียรได้มากนัก ต่อให้สืบได้ข่าวคราวมาบ้าง ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวประปรายที่กระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อกัน
“หากออกจากแดนเหนือ มุ่งหน้าสู่แผ่นดินภาคกลาง ไปสืบหาที่เมืองนครหยก เมืองหลวงศูนย์กลางของราชวงศ์ต้าโหยว อาจจะได้เบาะแสมากขึ้น น่าเสียดายที่ร่างกายของข้าไม่เหมาะกับการเดินทางไกล อีกทั้งอิทธิพลของตระกูลเหอก็จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่มณฑลเป่ยฟู่แห่งนี้เท่านั้น…”
เหอผิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เลียริมฝีปาก เขารู้สึกหงุดหงิดใจอยู่บ้าง
“ข้าต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอู๋โหยวเซิงและสำนักหุ่นเชิดเซียนให้มากกว่านี้... การนั่งรอความตายไม่ใช่นิสัยของข้า…”
เขาสงบจิตใจลงแล้วเริ่มครุ่นคิด ในใจหวนนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นประกายความคิดสายหนึ่งก็วาบผ่านเข้ามาในหัว
“เดี๋ยวก่อน ข้าด่วนตัดสินใจไปเองหรือเปล่า ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ที่เป็นไปได้มากที่สุด เกรงว่าจะเป็นคนของสำนักหุ่นเชิดเซียนอีกคนหนึ่งกระมัง?”
แผนการของอู๋โหยวเซิงย่อมไม่หยาบและโจ่งแจ้งขนาดนี้
หากเป็นอู๋โหยวเซิงผู้นั้น รูปแบบการวางแผนจะลึกล้ำคาดเดายากราวมหาสมุทร ดุจเลียงผาแขวนเขา ไร้ร่องรอยให้สืบหา
เมื่อคิดได้ดังนี้ ความคิดของเหอผิงก็แล่นฉิวขึ้นมาทันที เขาคาดเดาว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับอู๋โหยวเซิงโดยตรง
“บางที อาจจำเป็นต้องตามหาเจ้าบ่าวรับใช้คนนั้น รวมถึงคนที่อยู่เบื้องหลังมัน...”
เหอผิงพึมพำกับตัวเองอย่างใช้ความคิด
เขารู้สึกว่าตนควรจะเสี่ยงดูสักครั้ง เดิมพันกับเรื่องนี้ดูสักตา อย่างไรเสียเขาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนหัวใจ ยังไม่ครบเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะหลอมเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ ดังนั้นต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับ ‘ศิษย์ร่วมสำนัก’ ของสำนักหุ่นเชิดเซียน เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนหมากที่อู๋โหยวเซิงวางไว้
สำหรับการอนุมานในด้านนี้ เขาที่ศึกษา ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ มานานยังพอมีความมั่นใจอยู่บ้าง วิชาหุ่นเชิดย่อมมีผลกับหุ่นเชิดมากที่สุด ตราบใดที่เขายังเป็นคนเป็นๆ คนของสำนักหุ่นเชิดเซียนก็อาจจะทำอะไรเขาไม่ได้มากนัก
ใช่แล้ว นี่เป็นโอกาสที่พันปีจะมีสักหน
อีกอย่าง หากครั้งนี้เป็นกับดักจริงๆ มันก็ไม่มีอะไรต้องใส่ใจ
เพราะอย่างไรเสีย หลังจากสังหารอสูรภูผาเขาเดียวและเปลี่ยนหัวใจสำเร็จ ก็อาจจะเป็นเวลาที่หมากของอู๋โหยวเซิงแผลงฤทธิ์ หากไม่เปลี่ยนหัวใจก็เท่ากับรอความตาย เช่นนั้นสู้เขาฉกฉวยโอกาสนี้ ขุดคุ้ยความลับของอู๋โหยวเซิงและสำนักหุ่นเชิดเซียนออกมาไม่ดีกว่าหรือ
...
นอกเมืองซุ่ยอัน
ท่ามกลางป่าไผ่เขียวขจีมีกระท่อมเล็กๆ หลังหนึ่ง
บนเตียงไม้ไผ่ในกระท่อมมีคนผู้หนึ่งนอนอยู่ คนผู้นี้ก็คือบ่าวรับใช้ชุดเขียวที่ใช้ดาบสั้นปาดคอดาบวายุภักษ์เจี่ยซานนั่นเอง
“อาจื้อ เจ้าวู่วามเกินไปแล้ว”
เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น
“ข้าให้เจ้าไปที่ตระกูลเหอ ก็เพราะหวังว่าเจ้าจะหาโอกาสใช้ประโยชน์จากตระกูลเหอ เข้าไปใกล้ชิดคนของตระกูลเซิ่งในเมืองซุ่ยอัน ตระกูลเหอมั่งคั่งเป็นเจ้าถิ่น เป็นผู้ที่สามารถสร้างสัมพันธ์กับตาเฒ่าโจรตระกูลเซิ่งได้มากที่สุด แต่ผลสุดท้าย เจ้ากลับลงมือฆ่าเจี่ยซานโดยพลการ!”
“ท่านพี่ เจี่ยซานผู้นี้คือศัตรูที่ลงมือฆ่าท่านพ่อท่านแม่ของเรากับมือ ในเมื่อรู้ว่าโจรชั่วผู้นี้จะไปร่วมงานเลี้ยง ข้าจะทนไหวได้อย่างไร!”
อาจื้อกัดฟัน พูดเสียงลอดไรฟันออกมา
“ให้มันแค่ดาบเดียวถือว่าเมตตาเจ้าโจรชั่วนั่นแล้ว ที่ไม่ได้ควักหัวใจตับไตของมันมาเซ่นไหว้ท่านพ่อท่านแม่ ข้าเจ็บใจนัก!”
“เจ้ามันบ้าบิ่นจริงๆ”
หญิงสาวถอนหายใจกล่าวว่า “เจี่ยซานต้องฆ่า ขุนนางชั่วตระกูลเซิ่งนั่นก็ต้องฆ่า แต่การที่เจ้าลงมือสะเปะสะปะ แหวกหญ้าให้งูตื่น ทำให้แผนเดิมของเราต้องชะงัก ตอนนี้ตัวตนของเราสองคนถูกเปิดเผยแล้ว หากคิดจะแฝงตัวเข้าไปในเมืองซุ่ยอันอีก เกรงว่าจะยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์”
“ท่านจะกลัวอะไร!”
อาจื้อไม่สนบาดแผลถูกฟันบนร่าง พลิกตัวลุกขึ้นจากเตียง
“เจ้าขุนนางชั่วนั่นคงไม่อยู่แต่ในเมืองไปตลอดชีวิตหรอก ข้าไม่เชื่อว่าจะหาโอกาสฆ่ามันไม่ได้”
“เจ้าคิดตื้นเขินเกินไปแล้ว...”
หญิงสาวจนปัญญา น้องชายของนางนิสัยวู่วามเกินไปจริงๆ การลงมือครั้งนี้แม้จะฆ่าเจี่ยซานได้อย่างสะใจ แต่นางก็ต้องเปิดเผยตัวตนเพื่อช่วยเขาออกมา
ทั้งสองยังถูกเหล่ามือดาบของพรรคอาชาพยศไล่ล่า แม้แต่เสิ่นเอ้อร์ผู้นั้นก็ยังลงมือ
อาจื้อที่ต้องบาดเจ็บ นั่นก็เพราะแขนขวาโดนเพลงดาบอูฐทรายปลิดชีพของเสิ่นเอ้อร์หรือเสิ่นซิงสือเล่นงาน แถมยังถูกพิษ จึงจำต้องมาหลบรักษาตัวอยู่ที่นี่
หญิงสาวขมวดคิ้วเรียวงาม ความกังวลในใจไม่ลดน้อยลง
“เสิ่นเอ้อร์ในนามคือบุตรบุญธรรมของเจี่ยซาน แต่ความจริงแล้วเป็นมันสมองของเจี่ยซาน สติปัญญาของมันร้ายกาจกว่าเจี่ยซานผู้หยาบช้าคนนั้นมากนัก... ชาวโม่เป่ยในพรรคอาชาพยศไม่เพียงดาบไว ม้าเร็ว แต่ในกลุ่มยังมียอดฝีมือในการสะกดรอยอยู่ไม่น้อย เกรงว่าคงใช้เวลาไม่นานก็คงหาเราเจอ”
ในยามนั้นเอง กระดิ่งลมหลายพวงที่ห้อยอยู่ใต้ชายคากระท่อมไม้ไผ่พลันขยับไหวทั้งที่ไร้ลม เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งปลุกให้นางตื่นจากภวังค์ความคิด
“แย่แล้ว”
หญิงสาวขยับเข้าไปใกล้หน้าต่าง เงี่ยหูฟัง จากนอกป่าไผ่แว่วเสียงม้าร้องฮี่ จากนั้นเสียงลมก็เริ่มก่อตัว ท่ามกลางเสียงใบไผ่ไหวเสียดสี สามารถได้ยินเสียงคนตะโกนและเสียงม้าร้องเซ็งแซ่
“อยู่ที่นี่... สองคนนั่น...”
“นายท่านรอง... จับ... พวกมัน... ไม่ต้อง... จับเป็น...”
หญิงสาวกับอาจื้อมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เกรงว่าทั้งสองคนคงคาดไม่ถึงว่าทหารไล่ล่าของพรรคอาชาพยศจะตามมาทันได้รวดเร็วเพียงนี้