- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 5 พรรคอาชาพยศ
บทที่ 5 พรรคอาชาพยศ
บทที่ 5 พรรคอาชาพยศ
บทที่ 5 พรรคอาชาพยศ
เมื่อเทียบกับประสาทสัมผัสทั้งห้าที่ล่าช้าอย่างการมองเห็น การได้ยิน หรือการดมกลิ่นแล้ว สัมผัสวิญญาณของเขากลับสัมผัสได้ถึงประกายอันแหลมคมของดาบสั้นได้รวดเร็วกว่าก้าวหนึ่ง
‘ลอบสังหารข้าหรือ?’
เหอผิงพลันฉุกคิด ความคิดแล่นเร็วรี่ เขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลเหอ หลังจากบิดาสิ้นใจ เขาก็กลายเป็นผู้ถือครองขุมทรัพย์มหาศาลของตระกูลไว้เพียงผู้เดียว
มันย่อมเป็นธรรมดาที่มีคนนอกมากมายหมายปองในทรัพย์สินของตระกูลเหอ และนอกจากคนนอกแล้วก็ยังมีคนกันเอง อย่างเช่นเหล่าตระกูลสาขาของตระกูลเหอที่ไวต่อการจัดสรรผลประโยชน์เป็นพิเศษ ในยามที่บิดาของเหอผิงจากไปไม่นาน มันก็เคยเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาบ้างแล้ว
อีกทั้งกิจการของตระกูลเหอนั้นกว้างขวาง คบหาผู้คนมากหน้าหลายตา ศัตรูที่ล่วงเกินไว้จึงมีไม่น้อย เหอผิงเองก็เคยเผชิญกับการลอบสังหารมาแล้วหลายครา ทว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็นถึง ‘ศิษย์’ สำนักหุ่นเชิดเซียนผู้ฝึกปรือ ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’
วิธีการลอบสังหารของปุถุชนทั่วไป ย่อมไม่อาจระคายผิวผู้ที่เจนจบในเคล็ดวิชาเช่นเขาได้
‘คราวนี้ เป็นเพราะสาเหตุใดถึงคิดมาลอบสังหารข้าอีก?’
เขารู้สึกสงสัยอยู่ในใจ ทว่าสถานการณ์รอบกายพลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“คุณชายเหอระวัง!”
นักพรตชือหลิง เจ้าสำนักมัจฉาเหินชักกระบี่ไม่ทันกาล ทำได้เพียงแทงฝักกระบี่ออกไปทั้งอย่างนั้น นักพรตเฒ่าผู้นี้มีชื่อเสียงมานาน วิชาจู่โจมกระบี่มัจฉาเหินนี้ฝึกฝนมานับสิบปี ยามลงมือรวดเร็วดั่งดาวตก จู่โจมดุจสายฟ้าฟาด
ในเวลาเดียวกัน เจ้าสำนักยุทธหทัยเหล็กซึ่งนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ชายวัยกลางคนผู้ไว้เคราใต้คางผู้นั้น พลันดีดตะเกียบข้างหนึ่งออกไปราวกับประกายไฟ
นักพรตชือหลิงและเจ้าสำนักหทัยเหล็กมีเจตนาจะปกป้องเหอผิง จึงลงมือพร้อมกันในชั่วพริบตา กระบี่มัจฉาเหินทั้งฝักและตะเกียบที่ถูกใช้เป็นอาวุธลับพุ่งเข้าสกัดกั้นเจ้าหนุ่มบ่าวรับใช้ที่ชักดาบสั้นเข้ามาสังหารจากทั้งซ้ายและขวา
ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น สิ่งประหลาดกลับบังเกิดขึ้น ดาบสั้นที่พุ่งเข้าหาเหอผิงพลันเปลี่ยนทิศทาง ร่างของมันลื่นไหลราวกับปลามันเยิ้ม หลบเลี่ยงฝักกระบี่ของนักพรตชือหลิงไปได้
วินาทีต่อมา ถาดอาหารในมือของเขาก็ถูกเหวี่ยงออกมาปะทะเข้ากับตะเกียบ
ทันใดนั้น ประกายเย็นเยียบดุจแสงเงินพลันเบ่งบาน พุ่งจู่โจมเข้าหาหัวหน้าพรรคอาชาพยศที่นั่งอยู่ทางขวา ซึ่งก็คือบุรุษร่างกำยำผู้มีหนวดเคราเต็มใบหน้าผู้นั้น
“ที่แท้... เจ้าเด็กนี่ก็พุ่งเป้าไปที่ดาบวายุภักษ์เจี่ยซาน!!!”
นักพรตชือหลิงและเจ้าสำนักยุทธหทัยเหล็กจ้าวเฉินพลันได้สติ ในขณะเดียวกัน ปลายนิ้วของเหอผิงที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อซึ่งคีบเส้นด้ายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเอาไว้และกำลังจะลงมือนั้น ก็หยุดชะงักลงในทันที
‘มิน่าเล่าถึงไม่มีจิตสังหาร ที่แท้ก็ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ข้า’
เหอผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สถานการณ์กลางวงพลันเปลี่ยนแปลงอีกครา เมื่อเห็นเจี่ยซานผู้มีเคราครึ้มหัวเราะเสียงดังลั่น
“เจ้าลูกเต่า คิดจะลอบกัดท่านปู่เจี่ยของเจ้ารึ!”
เจี่ยซานเป็นคนเก่าคนแก่ในยุทธภพ เมื่อเผชิญเหตุคับขันกะทันหันและรู้ว่าชักดาบออกมารับมือไม่ทัน เขาจึงเตะโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารจนพลิกคว่ำ เสียง ‘โครม’ ดังสนั่น โต๊ะลอยคว้าง สุราและอาหารสาดกระจายไปทั่วทิศ แขกเหรื่อโต๊ะข้างๆ ต่างพากันแตกตื่นถอยหนี
เจ้าหนุ่มบ่าวรับใช้นั้นเคลื่อนไหวคล่องแคล่วนัก มันสืบเท้าหลบโต๊ะที่ลอยมาได้อย่างง่ายดาย ความเร็วไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย ดาบสั้นในมือแทงออกไปเบื้องหน้า หมายจะเข้าถึงตัวเจี่ยซานในพริบตา
“หาที่ตาย”
เจี่ยซานมือซ้ายถือดาบ มือขวายังคว้าไหสุราไว้ เขาโยนไหสุราขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะสะบัดฝักดาบอย่างแรง อาศัยพลังอ่อนนุ่มกระแทกด้านข้างของฝักดาบส่งไหสุราพุ่งออกไป
ไหสุราพุ่งเข้าหา เจ้าหนุ่มนั่นหมายจะหลบหลีก ทว่าใครจะคาดคิดว่าไหสุราลอยไปได้เพียงครึ่งทางก็เกิดเสียงเพล้งแตกกระจายออก เศษกระเบื้องกลายเป็นอาวุธลับนับไม่ถ้วนปลิวว่อน
ในจังหวะนั้น เจ้าหนุ่มบ่าวรับใช้ทำได้เพียงตัดสินใจถอยร่นอย่างจำใจ และยามที่มันถอย หางตาของเจี่ยซานก็เลิกขึ้น ดาบวายุภักษ์ที่ยังไม่เคยออกจากฝักก็ส่งเสียง ‘ชิ้ง’ กระเด้งออกมาครึ่งเล่ม เข้าสู่มือขวาของเขาได้อย่างพอดี
เสียงควับของสายลมสอดประสานกับเสียงคำรามของดาบ ผู้คนที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่รอบๆ ต่างพร่ามัวไปชั่วขณะ แม้คมดาบจะยังมาไม่ถึง แต่ลมดาบอันแหลมคมก็พัดโชยมาแล้ว บาดผิวแก้มของผู้คนในที่นั้นจนรู้สึกเจ็บแปลบ ราวกับลมหนาวอันเหี้ยมเกรียมแห่งแดนเหนือ
“ยอดเยี่ยมสมเป็นดาบวายุภักษ์เจี่ยซาน เพลงดาบอูฐทรายปลิดชีพนี้สามารถครองความเป็นใหญ่ในแดนเหนือมานับสิบปี ไม่ใช่เรื่องราคาคุยจริงๆ!”
นักพรตเฒ่าชือหลิงและเจ้าสำนักจ้าวเฉินต่างใจสั่นสะท้าน ทั้งคู่ต่างเป็นยอดฝีมือผู้ก่อตั้งสำนัก เพียงเห็นเจี่ยซานลงมือก็รู้ได้ทันทีว่าเพลงดาบของอีกฝ่ายนั้นเกรียงไกรยิ่งนัก ต้องฝึกฝนมาไม่ต่ำกว่ายี่สิบสามสิบปีเป็นแน่
การที่เจี่ยซานสามารถนำพรรคอาชาพยศ พาเหล่ามือดาบพเนจรแห่งแดนเหนือสร้างชื่อเสียงจนเกริกไกรได้ ย่อมต้องมีวิชาฝีมือที่แข็งแกร่งเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ทันใดนั้น ประกายดาบของดาบวายุภักษ์เจี่ยซานเพิ่งจะวาดออกไปได้เพียงครึ่งวงกลม ยังไม่ทันได้บั่นศีรษะของเจ้าหนุ่มบ่าวรับใช้ มันก็พลันชะงักกึก รังสีดาบที่ม้วนตัวดุจพายุหมุนระเบิดออกอย่างรุนแรง
“ดาบข้า!”
เจี่ยซานอุทานออกมาด้วยความมึนงงสงสัย ดาบวายุภักษ์ในมือเขาฟันไปได้เพียงครึ่งทาง ข้อมือก็พลันบังเกิดความเจ็บปวดรุนแรง ความเจ็บปวดนี้ช่างประหลาดนัก เส้นเอ็นข้อมือชาหนึบ ดาบที่กำไว้แน่นถูกพลังมหาศาลกระแทกจนหลุดมือ พุ่งไปปักลงบนพื้นเสียงดังติ้ง
เมื่อดาบวายุภักษ์หลุดจากมือ เจ้าหนุ่มบ่าวรับใช้ก็ฉวยโอกาสนั้นทันที ดาบสั้นในมือตวัดวาดผ่าน ลำคอของเจี่ยซานถูกกรีดเปิดออก บุรุษร่างยักษ์เบิกตาโพลงอ้าปากค้าง ทว่าไม่ทันได้เอ่ยคำใด โลหิตก็พุ่งฉีดกระเซ็นออกมาเสียงดังฉูด
“นายท่านเจี่ยซาน!”
สมาชิกพรรคอาชาพยศคนอื่นๆ ที่นั่งร่วมโต๊ะกับเจี่ยซาน ซึ่งล้วนแต่เป็นมือดาบแดนเหนือ เมื่อเห็นหัวหน้าของตนถูกฆ่าตาย ต่างก็โกรธแค้นจนตาแทบถลน ดาบแปดเล่มพลันกวัดแกว่งดุจพายุหมุนจู่โจมเข้ามาจากทุกทิศทาง
มือดาบของพรรคอาชาพยศเหล่านี้ล้วนได้รับการฝึกฝนจากมือเจี่ยซาน ประกายดาบวาบผ่าน ทุกคนต่างยืนประจำตำแหน่ง ดาบเหล็กกล้าชั้นเลิศแปดเล่มถักทอเป็นตาข่ายดาบโอบล้อมเจ้าหนุ่มชุดเขียวไว้ตรงกลาง เพียงแค่ประกายดาบพุ่งเข้าหากัน มันก็สามารถสับร่างคนให้ขาดเป็นท่อนๆ ได้ในพริบตา
ทว่าในวินาทีนันเอง ร่างของเจ้าหนุ่มชุดเขียวพลันสั่นกระตุก ร่างทั้งร่างดีดตัวขึ้นสู่เวหาประหนึ่งซากศพกระโดด
“อะไรกัน?”
เหล่ามือดาบพรรคอาชาพยศต่างพากันอึ้งตะลึง หากจะกล่าวถึงวิชาตัวเบา พวกเขาก็เคยเห็นมาบ้าง แต่ไม่เคยมีใครเห็นวิชาตัวเบาที่วิปลาสเช่นนี้มาก่อน
เจ้าหนุ่มชุดเขียวผู้นี้ไม่ต้องใช้เท้าแตะพื้น ไม่ได้งอเข่า ทว่ากลับลอยขึ้นไปได้เช่นนั้น เกือบจะพุ่งถึงขื่อหลังคา ก่อนที่มันจะหมุนตัวกลางอากาศราวกับค้างคาว แล้วโบยบินออกไปอย่างไร้สำเนียง
“ตามไป!”
หัวหน้ามือดาบตะโกนก้องแล้วพุ่งทะยานตามออกไป
“น่าเสียดายนัก”
นักพรตชือหลิงทอดถอนใจ พลางเหลือบมองศพของเจี่ยซาน มือดาบชื่อดังแห่งโม่เป่ยที่กำลังถูกเหล่าสมาชิกพรรคอาชาพยศประคองไว้
“วิชาดาบของเจี่ยซานมิได้อ่อนด้อย หากไม่ใช่เพราะเสียท่าจนขาดสมาธิไปก่อน เขาคงไม่ลงเอยเยี่ยงนี้”
“พวกท่านจงดู นี่คือสิ่งใด?”
จ้าวเฉินแห่งสำนักยุทธหทัยเหล็กใช้ตะเกียบคีบวัตถุทรงกลมสีดำขนาดเล็กที่ชุ่มไปด้วยเลือดขึ้นมา เหอผิงและนักพรตชือหลิงขยับเข้ามาดู พบว่าลูกกลมขนาดเท่าเมล็ดถั่วนี้ ที่แท้เป็นก้อนขนที่ถูกขยำจนเป็นก้อนกลม
“อาวุธลับประหลาดจริงแท้ หรือว่าเป็นอาวุธชิ้นนี้ที่ยิงทะลุข้อมือของเจี่ยซาน?”
นักพรตชือหลิงประหลาดใจเป็นล้นพ้น
เหอผิงไม่ได้เอ่ยคำใด ทว่าสีหน้ากลับเคร่งขรึมและทะมึนทึงยิ่งนัก เพียงปรายตามองปราดเดียว เขาก็รู้ซึ้งถึงที่มาของก้อนกลมสีดำนี้แล้ว
“คุณชายเหอ นายท่านเจี่ยซานเกิดเรื่องเช่นนี้ พวกเราต้องรีบกลับไปแจ้งข่าวนี้ให้นายท่านรองทราบ”
ในตอนนี้ สมาชิกพรรคอาชาพยศคนที่ยังอยู่ได้อุ้มศพของเจี่ยซานพลางเอ่ยเสียงหนัก “ครั้งนี้นายท่านเจี่ยซานถูกคนชั่วลอบกัด พรรคอาชาพยศของเราต้องล้างแค้นให้นายท่านให้จงได้ ต้องขออภัยที่ไม่อาจอยู่รบกวนต่อแล้ว”
“กล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร ท่านเจี่ยซานมาเกิดเรื่องที่นี่ โจรชั่วนั่นเป็นใครก็ไม่อาจทราบได้ ถึงกับบังอาจลอบเข้ามาลงมือในจวนตระกูลเหอ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของพรรคอาชาพยศ แต่เป็นเรื่องที่ตระกูลเหอของข้าต้องสะสางเช่นกัน”
เหอผิงทอดถอนใจยาวคราหนึ่ง
“เป็นทางฝ่ายข้าเสียอีกที่ปล่อยให้เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น ไม่รู้จะไปให้คำอธิบายต่อรองหัวหน้าเสิ่นอย่างไรดี”
เจี่ยซานแห่งพรรคอาชาพยศรับบุตรบุญธรรมไว้หลายคน คนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือรองหัวหน้าเสิ่นเอ้อร์ เขาสืบทอดวิชาดาบของเจี่ยซานมาจนหมดสิ้น เพลงดาบอูฐทรายปลิดชีพเจ็ดสิบสองกระบวนท่าของเขามีความสำเร็จไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดส่วนของเจี่ยซาน
พรรคอาชาพยศเป็นขุมกำลังที่มีชื่อเสียงในแดนเหนือ นอกจากเสิ่นเอ้อร์ที่เป็นตัวอันตรายแล้ว ยังมีบุตรบุญธรรมอีกสามคนของเจี่ยซาน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีวิชาฝีมือที่ร้ายกาจ ยอดฝีมือในยุทธภพทั่วไปย่อมไม่อยากตอแยกับพวกเขา
“คุณชายเหออย่าได้กล่าวเช่นนั้น ฐานะของเจ้าโจรชั่วนั่น พรรคอาชาพยศเราพอจะรู้อยู่บ้าง นายท่านรองเป็นคนที่มีเหตุมีผล ย่อมไม่โยนความผิดมาที่คุณชายเหอแน่นอน”
สมาชิกพรรคผู้นี้เห็นชัดว่าเป็นหัวหน้าหน่วยย่อย เขาเอ่ยเพียงครึ่งหนึ่งก็หยุดงันไป ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“เช่นนั้น พวกข้าขอตัวล่วงหน้าไปก่อนเพื่อออกตามล่าเจ้าโจรนั่น ขอคุณชายโปรดอภัยด้วย”
“ตามแต่สะดวก”
เหอผิงพยักหน้า ทว่าสีหน้าเขายังคงดูย่ำแย่และมืดมนจนน่ากลัว ราวกับว่าเหตุการณ์นี้ได้ทำลายความสุนทรีของเขาจนหมดสิ้นและไม่มีอารมณ์จะจัดงานเลี้ยงต่อไปอีก บรรดาแขกเหรื่อต่างพากันขอตัวกลับ
รอจนทุกคนจากไปแล้ว เหอผิงจึงยื่นมือออกมา นิ้วทั้งห้าของเขาเรียวยาวและบอบบาง ระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ที่ยื่นออกมานั้น คีบก้อนกลมสีดำแบบเดียวกันเอาไว้
“...มันคือลูกกลมตัดเกศางั้นหรือ?”