- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 3 เปลี่ยนหัวใจ
บทที่ 3 เปลี่ยนหัวใจ
บทที่ 3 เปลี่ยนหัวใจ
บทที่ 3 เปลี่ยนหัวใจ
“ขุนนางในโลกนี้ผูกขาดองค์ความรู้โดยสิ้นเชิง ตำราเป็นสิ่งที่ราษฎรชั้นล่างยากจะเอื้อมถึง มีเพียงผู้สูงศักดิ์หยิบมือเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสได้สัมผัส”
เหอผิงตระหนักได้ประการหนึ่งว่า สถานการณ์ที่ขัดขวางการไหลเวียนของความรู้นี้ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนชั้นล่างเท่านั้น สำหรับตระกูลใหญ่ผู้มั่งคั่งที่ครองความร่ำรวยไปทั้งแถบอย่างเหอผิง หรือบรรดาตระกูลขุนนาง กลับไม่ได้ถูกจำกัดเพียงนั้น
เพราะอย่างไรเสีย ราชสำนักก็ยังต้องการคนมีความสามารถมาปกครองแผ่นดิน การกีดกันพวกไพร่ชาวนาไม่ให้เรียนตำราก็เรื่องหนึ่ง แต่ขุนนางที่จะคัดเลือกเข้ามานั้น จะให้ไม่รู้ตัวอักษรเลยก็หาได้ไม่…
ภายในจวนตระกูลเหอมีหอตำราลับซ่อนอยู่แห่งหนึ่ง เอาไว้สำหรับให้คนในตระกูลยืมอ่านเอกสารบันทึกต่างๆ
ในอดีต เหอผิงเคยอ่านเรื่องราวหนึ่งจากบันทึกเรื่องราวแปลกประหลาดที่ปราชญ์สมัยก่อนเรียบเรียงไว้
ในเรื่องราวนั้น มีผู้หนึ่งออกไปรับราชการต่างถิ่นนานหลายปี วันหนึ่งกลับมาเยี่ยมบ้าน พบว่าบิดามารดา ภรรยา และบุตรธิดาในบ้านล้วนกลายเป็นคนแปลกหน้าอย่างยิ่ง
มันคือความวิปริตพิกลที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย คนในครอบครัวดูเหมือนไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง แต่เขากลับรู้สึกว่าทุกคนมีความลี้ลับที่ไม่อาจพรรณนา
ชายผู้นี้กลับเข้าห้องพักผ่อน ในยามกึ่งหลับกึ่งตื่น กลับได้ยินบิดามารดา ภรรยา และบุตรธิดาของตนที่นอกห้อง กำลังปรึกษาหารือกันว่าจะสังหารเขาเมื่อใด ทั้งยังถกเถียงกันว่าจะใช้วิธีวางยา โบยจนตาย หรือแทงให้สิ้นชีพดี
เขาสะดุ้งตื่นด้วยความหวาดกลัวทันที ชักมีดคมกริบเล่มหนึ่งพุ่งออกไปนอกห้อง สังหารคนทั้งบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่จนสิ้น
ทว่าคนเหล่านี้เมื่อถูกคมมีดกลับไร้ซึ่งโลหิต ล้มลงสิ้นใจทื่อๆ บนพื้น เขาตกใจสุดขีดจึงตรวจสอบอย่างละเอียด แล้วพบว่าทุกคนในบ้านล้วนเป็นหุ่นเชิดไม้แกะสลัก
เขาเปลี่ยนเป็นทั้งตกตะลึงและขวัญหนีดีฝ่อ รีบออกไปแจ้งทางการ ครั้นเจ้าหน้าที่ติดตามเขากลับมาที่บ้าน สิ่งที่เห็นกลับเป็นซากศพของคนทั้งครอบครัวที่นอนระเกะระกะ เลือดเจิ่งนองเต็มพื้น…
เหอผิงขมวดคิ้วมุ่น
“ผลัดเปลี่ยนคนเป็น ทำให้คนกลายเป็นหุ่นเชิด ช่างคล้ายคลึงกับวิชาลับต้องห้ามยิ่งนัก หรือว่าอู๋โหยวเซิงถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับให้ข้า เพียงเพื่อต้องการเปลี่ยนข้าให้เป็นหุ่นเชิด แล้วใช้วิชาควบคุมหุ่นใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ควบคุมข้าที่เป็นคุณชายใหญ่ตระกูลเหอ?!”
หากแผนชั่วของอีกฝ่ายสัมฤทธิ์ผล ตนเองคงถูกสับเปลี่ยนสวมรอย กลายเป็นหุ่นเชิดในมืออู๋โหยวเซิงที่สวมหน้ากากฐานะ ‘เหอผิง’ ไม่อาจหลุดพ้นไปชั่วกัปชั่วกัลป์
ทว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องทำเช่นนี้ เพื่อหวังฮุบสมบัติของตระกูลเหอหรือ?
ไม่... หาได้มีความจำเป็นไม่
วิชาหุ่นเชิดที่บันทึกไว้ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ล้ำเลิศเพียงใด ทรัพย์สินทางโลกอันน้อยนิดจะนับเป็นกระไรได้... อู๋โหยวเซิงแห่งสำนักหุ่นเชิดเซียนไยต้องอ้อมค้อมปานนี้ วางกับดักที่ยุ่งยากเช่นนี้ล่อลวงตนให้ติดกับ?
เว้นเสียแต่อู๋โหยวเซิงต้องการบรรลุเป้าหมายอย่างลับๆ โดยไม่ปรารถนาให้เกิดความแตกตื่นแม้เพียงนิด
หลังจากตนได้รับ ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ มา เขาก็ลอบฝึกฝนมาโดยตลอด ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้ใด ซึ่งเป็นไปตามประสงค์ของอีกฝ่ายพอดี
เมื่อเหอผิงคิดตกในประเด็นนี้ จิตใจกลับหนาวเหน็บเสียดกระดูก
อู๋โหยวเซิงแห่งสำนักหุ่นเชิดเซียนมีความสามารถปานนี้ คงไม่เกรงกลัวว่าตนจะล่วงรู้ถึงปัญหาของ ‘โครงกระดูก’ นี้ เพราะต่อให้ตนรู้ความจริงก็ไม่กล้าแพร่งพราย ซ้ำร้ายเมื่ออายุขัยเหลือเพียงน้อยนิด กลับถูกบีบคั้นให้ต้องฝึกวิชาลับต้องห้าม เพื่อหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิดมนุษย์
“...ช่างเป็นอุบายที่ล้ำลึกยิ่งนัก!”
เหอผิงระบายลมหายใจยาว ความคิดโคจรเวียนวนอยู่ครู่หนึ่ง จิตใจก็กลับมาสงบนิ่ง
“จริงอยู่ที่ยามนี้ข้าหาได้มีทางเลือกไม่ บทวิชาลับต้องห้ามใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ อาจเป็นหนทางต่ออายุขัยสุดท้าย หากข้าต้องการมีชีวิตอยู่ ข้าก็ต้องหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิดมนุษย์”
ทว่าการจะผลัดเปลี่ยนร่างทั้งร่างย่อมต้องใช้เวลา ตามที่บันทึกไว้ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ การเปลี่ยนเนื้อหนังมังสาให้หมดสิ้น อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสิบหรือยี่สิบปี กระบวนการนี้กินเวลานานเกินไป ตัวเขาคงรอไม่ไหว
“ดังนั้นสำหรับข้าแล้ว ต้องผลัดเปลี่ยนหัวใจเป็นอันดับแรก พลังปราณและแก่นโลหิตของข้าเสื่อมถอยอย่างหนัก หัวใจก็กำลังอ่อนแรง ข้าจำเป็นต้องเปลี่ยนหัวใจ... ใช่แล้ว เปลี่ยนเป็นหัวใจของปีศาจ”
ในกรรมวิธีการหลอมหุ่นเชิดมนุษย์ของ ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ขั้นแรกคือวิชาผลัดเปลี่ยนหัวใจ และต้องสังหารสัตว์ปีศาจตนหนึ่ง เพื่อใช้หัวใจของมันมาหลอมด้วยวิชาลับ
ท้ายที่สุดจะต้องผ่าทรวงอก ควักหัวใจของตนเองออกมา แล้วแทนที่ด้วยหัวใจปีศาจ
“สัตว์ปีศาจ คือสิ่งมีชีวิตทรงพลัง อายุขัยของพวกมันล้วนยาวนานกว่ามนุษย์ พลังปราณและแก่นโลหิตกล้าแกร่งกว่าปุถุชนนับร้อยเท่า ในขุนเขาซื่อติ่งนอกเมืองซุ่ยอัน ดูเหมือนจะมีอสูรภูผาตนหนึ่งมักลงเขามาสร้างภัยพิบัติแก่ชาวบ้าน ประจวบเหมาะที่จะสังหารสัตว์ปีศาจตนนี้ แล้วนำหัวใจของมันมาหลอมเพื่อใช้กับข้าพอดี”
เรื่องนี้เหอผิงเตรียมการมาปีกว่าแล้ว แม้ปัจจุบันจะล่วงรู้ถึงแผนร้ายของสำนักหุ่นเชิดเซียน เขาก็หาได้คิดจะเปลี่ยนเจตจำนงเดิมไม่ เพราะเขาไม่ได้มีหนทางให้เลือกมากนัก
แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมมีความเสี่ยง นั่นคือการผลัดเปลี่ยนหัวใจอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเปิดใช้งานแผนสำรองที่อู๋โหยวเซิงวางทิ้งไว้
“หากไม่เปลี่ยนหัวใจ ไม่หลอมตนเองเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ ข้าก็ไม่อาจต่ออายุขัย หากเปลี่ยนหัวใจสำเร็จ ข้าก็อาจถูกอู๋โหยวเซิงหลอมเป็นหุ่นเชิด...”
เหอผิงยิ้มขื่นออกมา
นี่สิถึงเป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่แท้จริง
ไม่ว่าจะรุดหน้าหรือถอยหลัง ตนเองล้วนตกอยู่ในอันตรายของการร่วงหล่นลงสู่เหวลึกหมื่นจั้ง
“ไปกันเถิด”
เหอผิงวางแขนขาดกลับคืนสู่โลงศพ
“นายน้อย แล้วเรื่องโลงศพนี่เล่าขอรับ?”
เหอฝูเซิงขยับเข้ามาใกล้ ถามด้วยความงุนงง
“เผาโลงทิ้งเสีย ส่วนศพนี้ให้ใช้ผ้าห่อกลับไปที่จวน อีกอย่างมอบเงินแก่ผู้ดูแลศาลเจ้าและชาวบ้านละแวกนี้ด้วย ให้พวกเขาปิดปากให้สนิท อย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้แก่คนภายนอก...”
เหอผิงโบกมือ สั่งการแก่เหอฝูเซิงพ่อบ้านเสร็จ ก็ปีนขึ้นจากหลุมลึกแห่งนี้
…
หลายวันต่อมา ตระกูลเหอจัดงานใหญ่อย่างเอิกเกริก ภายในจวนประดับประดาด้วยโคมไฟและผ้าแพร กำลังจัดงานเลี้ยงครั้งสำคัญ
คุณชายใหญ่ตระกูลเหอจัดงานครบรอบวันเกิด ตั้งโต๊ะจัดเลี้ยงเชิญแขกเหรื่อมากมาย ภายในจวนคึกคักยิ่งนัก เสียงกลองและฆ้องดังระงมไม่ขาดสาย
ตระกูลเหอเป็นตระกูลมั่งคั่งอันดับต้นๆ ในเมืองซุ่ยอัน อาศัยอยู่ในแดนเหนือมาหลายชั่วอายุคน นอกจากอาชีพขายข้าวสารแล้ว ยังทำกิจการโรงรับจำนำ ร้านยาสมุนไพร ไม้แปรรูป และร้านใบชา พลังเงินตรามหาศาล นับเป็นเศรษฐีใหญ่ประจำถิ่น
เมื่อตระกูลเหอจัดงานเลี้ยง ย่อมยิ่งใหญ่โอ่อ่า แม้จะเข้าสู่ยามราตรี ถนนฉางเล่อที่ตั้งของจวนตระกูลเหอยังคงสว่างไสวด้วยแสงไฟ หน้าประตูเนืองแน่นด้วยรถม้าและผู้คนประหนึ่งสายน้ำ แขกเหรื่อมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง
บิดาของเหอผิงล่วงลับไปหลายปีแล้ว ทว่ายามเขายังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นคนกว้างขวางเข้าสังคมเก่ง มีสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและตระกูลขุนนาง ทั้งยังลอบคบหาชาวพรรคและชาวยุทธ ทำให้เหอผิงสามารถสืบทอดกิจการตระกูลเหอได้อย่างราบรื่นมั่นคง
เขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวและเป็นผู้กุมอำนาจของตระกูลเหอ งานเลี้ยงที่เขาจัดขึ้นในวันนี้ แขกที่มาล้วนไม่ธรรมดา กึ่งหนึ่งเป็นจอมยุทธ์ผู้เลื่องชื่อแห่งมณฑลเป่ยฟู่ มือดาบจากโม่เป่ย หัวหน้าพรรค หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในฝ่ายอธรรม
เหอผิงเองก็มีชื่อเสียงอยู่บ้างในยุทธภพ ยามปกติเขามักชอบเลี้ยงดูเหล่าอาคันตุกะ[1]ไว้ในจวน แม้จะเป็นเพียงชาวบ้านทั่วไป หากมีความสามารถเพียงเล็กน้อยและเต็มใจเข้าจวนตระกูลเหอ เขาก็จะเปิดประตูต้อนรับอย่างกว้างขวาง
บางครั้งมีพวกสิบแปดมงกุฎหรือพวกเสเพลในเมืองแอบอ้างเป็นผู้ทรงความรู้มาขอเข้าพบ เหอผิงก็ไม่ได้ปฏิเสธ บ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์ในจวนมักเตือนให้เขาเลือกคบคน แต่เขาเพียงกล่าวว่าไม่ควรเสียชื่อเสียงแห่งความจริงใจในการต้อนรับแขกเพียงเพราะคนพาลไม่กี่คน
เมื่อกาลเวลาผ่านไป ชื่อเสียงของเหอผิงก็ขจรขจายไปทั่ว หลายคนในมณฑลเป่ยฟู่ต่างรู้ซึ้งถึงความใจกว้างในฐานะ ‘ผู้ยึดถือคุณธรรมสละทรัพย์’ ‘ผู้ชื่นชอบเลี้ยงดูวิญญูชน’ และ ‘ผู้ยินดีในทานบารมี’...
[1] แขกหรือผู้มาเยือน