เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 241 ธาตุุไหเข้าแทรก ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งมารปีศาจ

ตอนที่ 241 ธาตุุไหเข้าแทรก ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งมารปีศาจ

ตอนที่ 241 ธาตุุไหเข้าแทรก ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งมารปีศาจ


ตอนที่ 241 ธาตุุไหเข้าแทรก ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งมารปีศาจ

จือโบและเหลิ่งซานจ้องมองหยางไค่ด้วยสยตาที่โง่เขลา พวกเขามองเห็นหยางไค่พุ่งฝ่ามือโดยมีเงาร่างสีแดงเปลวเพลิงแห่งสัตว์อสูรออกมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะทำลายพวกมันให้แตก่สลาย ในบางครั้งจะมีแสงบางประกายพุ่งออกไป โดยไม่รู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร แต่พวกนางทั้งสองถือว่าเป็นศิษย์ที่มีความอัจฉริยะ พวกนางยังพอที่จะเข้าใจ พวกนางทราบดีว่าหยางไค่กำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาที่แปลกประหลาดโดยที่พวกนางทั้งสองต่างไม่เคยพบเห็นเคล็ดวิชาเช่นนี้

แต่ทว่า .การฝึกฝนวิชายุทธุ์อย่างบ้าบิ่นเช่นนี้ จะสูญเสียพลังลมปราณไปมากเท่าใด ?

เจ้าคิดว่า พลังลมปราณภายในร่างกายของเขาจะสามารถปลดปล่อยเคล็ดวิชานี้ออกไปสักกี่ครั้้ง ? จือโบทนไม่ได้จึงถล่าวถามเหลิ่งซานที่อยู่ใกล้เคียง

มากที่สุด เพียง 5 ครั้ง พลังลมปราณในร่างกายคงจะหมดไป !! เหลิ่งซานคิดคำนวนและกล่าวออกมา

ในครั้งนี้จือโบไม่ได้กล่าวโต้แย้ง นางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างช้าๆ

สตรีทั้งสองสามารถสัมผัสถึงพลังลมปราณที่มากมายมหาศาลในขณะที่เขาพุ่งมันออกมา มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเคล็ดวิชานี้มิใช่เคล็ดวิชาในระดับต่ำ มันต้องเป็นเคล็ดวิชาในระดับสูง แม้ว่าอำนาจพลังของมันจะมากมายมหาศาล แต่พลังลมปราณที่เสียไปก็มากเช่นกัน แม้ว่าทั้งสองจะปลดปล่อยพลังลมปรารอออกมาเช่นเขา อย่างน้อยก็สามารถทำได้เพียง 10 ครั้งเท่านั้น เขตแดนของหยางไค่ไม่สูงมาก ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถจะอดทนได้นานไปมากกว่านี้

ทำไม เจ้ามีแผนการ ? เหลิ่งซานหันหน้ามองจือดบ และกล่าวอย่างมีความนัย

จือโบตื่นตกใจ นางตบไปยังทรวงอกของนาง : เจ้าอย่ากล่าวเรื่อยเปื่อย แม้ว่าพลังลมปราณของเขาจะหมดไป เพียงความคิดเดียวของเขาก็สามารถฆ่าพวกเราได้ ทางทีดีเจ้าควรจริงใจต่อเขาหน่อย จิตวิญญานถูกควบคุมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ดูซิ ครั้งที่ 5 แล้ว ในขณะที่กล่าว หยางไค่ได้ปลดปล่อยเคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญานอสรออกมาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มันไม่ประสบความสำเร็จในการผสานรวมเป็นหนึ่ง ตราประทับแห่พยัคฆ์ขาวและเทพวัวต่างแสดงพลังอำนาจของตนเอง เมื่อร่างเงาของสัตว์อสูรทั้ง 2 ปรากฏขึ้น หยางไค่ไม่ได้เร่งรีบ เขาค่อยๆทำลายมันไป และตั้งใจสัมผัสความลึกลับและความอัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ภายใน เพื่อย้อนความรู้สึกในขณะที่พวกมันหลอมรวมกลายเป็น 1 เดียวกัน

จือโบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เขายื่นมือเข้าไปในทรวงอกและหยิบขวดยาออกมา 1 ขวด

เจ้าจะทำอะไร ? เหลิ่งซานกล่าวถามและจ้องมองจือโบ

ไปสร้างความสัมพันธุ์อันดีต่อเขาไงล่ะ จือโบเขย่าขวดยาไปมา : นี้คือโอสถในการฟื้นฟูพลังลมปราณของอาณาจักรเทียนหล่าง บนร่างกายของเจ้าน่าจะมี ? ในตอนนี้เขาต้องฟื้นฟูพลังลมปราณ เราไม่ควรที่จะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป

น่ารังเกียจ ไร้ยางอาย ขายศักดิ์ศรีเพื่อแลกกับความดีความชอบ !! เหลิ่งซานจ้องมองด้วยสีหน้าที่เกลียดชัง

ฮ่าฮ่า ...อย่ากล่าวเช่นนี้สิ จือโบหัวเราะอย่างงดงาม : หากครั้งหน้ามีโอกาส ข้าจะปล่อยโอกาสนั้นให้แก่เจ้า พวกเราแลกเปลี่ยนไปมาจะดีที่สุด

หึ !! เหลิ่งซานสบทเบาๆ นางเก็บเจตนาแห่งความต้องการฆ่าเป็นจำนวนมาก แต่การที่ให้นางไปล่อลวงให้หยางไค่หล่งในเสน่ห์ของนาง นางไม่สามารถที่จะทำได้ แต่หากเป็นการส่งโอสทต่างๆในเวลาที่เหมาะสมนางพอที่จะทำได้

ในตอนนี้เมื่อความเป็นความตายถูกควบคุม เพื่อการอยู่รอดต้องปล่อยวางความหยิ่งยะโส หากว่าถูกจือโบคว้าโอกาสนั้นไปตลอด วันเวลาหลังจากวันนั้นคงไม่มีความสุขอย่างแน่นอน

ข้าไปล่ะ ... จือโบกล่าวและลุกขึ้น แต่ยังมิทันที่นางจะก้าวเท้าออกไป นางได้ยินเสียงและมองเห็นเงาร่างของสัตว์อสูรนั้นอีกครั้ง

เขาปลดปล่อยมันออกมาอีกครั้ง ? จือโบกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตะลึง เหลิ่งซานเองก็ตื่นตลึงไม่แพ้กัน

ตอนนี้พลังลมปราณคงจะแห้งเหือดทั้งหมด ? จือโบกล่าวพึมพำกับตนเอง ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มที่งดงาม นางก้าวเท้าออกไปอีกครั้ง

ในเวลานี้เอง หยางไคไ่ด้ทำลายเงาร่างของจิตวิญญานอสูรและปลดปล่อยเคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญานอสูรที่ไม่น่าเชื่อออกมาอีกครั้ง

สำเร็จ !!

ตราประทับพยัคฆ์ขาวและเทพวัวผสานรวมเป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์ มันหลอมรวมและกลายเป็นคลื่นแสงที่ถูกปลดปล่อยออกไป หากด้านหน้ามีสัตว์อสูรตนหนึ่ง มันต้องถูกตราประทับทาสสัตว์อสูร โจมตี จนอยู่ในการควบคุมของหยางไค่ในที่สุด

ในขณะที่โอกาสได้มาถึง หยางไค่ไม่หยุดที่โบกมือไปมา และปลดปล่อย ตราประทับทาสสัตว์อสูร อีกครั้ง

1 ลมหายใจหยางไค่ปลดปล่อยมันออกไปถึง 4 ครั้ง มี 2 ครั้งที่ล้มเหลว 2 ครั้งที่สำเร็จ หยางไค่รู้สึกว่าตนเองค้นพบความรู้สึกที่ค้นหามานาน แต่มันก็ยังไม่คุ้นเคยกับเขาอยู่ดี

จือโบที่เดินออกไปเริ่มก้าวถอยหลังกลับไปอีกครั้ง นางและเหลิ่งซานต่างอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง สายตาที่โง่เขลาจ้องมองไปยังหยางไค่ เพราะพลังลมปราณที่ไม่แห้งเหือดของหยางไค่เกินกว่าการคาดคิดของพวกเขา

1 วันผ่านไป หยางไค่ยังคงฝึกฝนเคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญานอสูรอย่างไม่หยุด

ร่างกายของจือโบและเหลิ่งซานแข็งทื่อ จิตใจของพวกเขาคร่ำครวญอย่างไม่เชื่อ

ร่างกายของบุรุษหนุ่มผู้นี้กักเก็บพลังลมปราณมากแค่ไหน ทำไมเขาถึงสามารถปลดปล่อยเคล็ดวิชาในระยะเวลาที่เนิ่นนานเช่นนี้ ? หรือว่าเคล็ดวิชานี้สูญเสียพลังลมปราณค่อนข้างน้อย ? ไม่เพียงแต่สตรีทั้ง 2 ตื่นตะลึง แม้แต่หยางไค่ยังตื่นตกใจอย่างกะทันหัน เพราะหยดน้ำพลังลมปราณหยางในจุดตันเถียนลดลงถึง 20 หยด !! ในตอนนี้เขาไร้ซึ่งโอสถที่่่มีคุณสมบัติของพลังหยาง หยดน้ำพลังลมปราณหยางที่หลงเหลืออยู่ในจุดตันเถียนต้องใช้อย่างประหยัดมากกว่านี้ หากใช้มันจนหมด คงไม่สามารถที่จะควบคุมพลังแห่งมารปีศาจของกระดูกทองคำ เพราะการปลดปล่อยเคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญานอสูร สูญเสียพลังลมปราณค่อนข้างมาก

ไม่เพียงแต่เคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญานอสูร หมัดเปลวเพลิงผลาญอัคคี เพลิงปีกอัคคีโลกันย์ ต่างต้องใช้พลังลมปราณเป็นจำนวนมาก หากเป็นผู้ฝึกยุทธุ์ในเขตแดนผสานลมปราณขั้นที่ 8 พวกเขาคงไม่สามารถที่จะใช้กระบวนท่าเหล่านี้ และยิ่งไม่สามารถใช้หยดน้ำพลังลมปรารหยางในการฝึกฝนเคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญานอสูร

หยางไค่ขมวดคิ้วเป็นเวลานาน ทันใดนั้นดวงตาของเขาประกายด้วยความสว่าง

ร่างกายของตนเองมีสถานที่กักเก็บพลังถึง 3 แห่ง ห้วงมิติแห่งดวงดาราเป็นสถานที่กักเก็บพลังสำหรับตราผนึกดวงดารา หยดน้ำพลังลมปราณในจุดตันเถียนไม่สามารถที่จะใช้มันอีก แต่ว่าพลังที่กักเก็บอยู่ในกระดูกทองคำสามารถที่จะใช้มันได้ กระดูกทองคำสามารถกักเก็บพลังได้อย่างมหาศาลโดยไม่สามารถคาดคะเนจำนวนของมันได้ ในเวลาทั่วไปมีเพียงการเปิดใช้เคล็ดวิชาแห่งความไร้พ่ายจึงจะปลดปล่อยพลังจากกระดูกทองคำออกมา ในเวลานี้เป็นเวลาที่จะค้นหาวิธีการในการนำพลังที่กักเก็บอยู่ในกระดูกทองคำออกมาใช้ ? หากสามารถทำได้ ความอดทนละพลังของตนเองจะเพิ่มขึ้นอีกขั้น จากนี้ไปคงไม่ต้องกังวลว่าหยดน้ำพลังลมปราณในจุดตันเถียนจะหมดลงเมืี่อใด

เมื่อความคิดนี่้ผุดออกมา หยางไค่เริ่มรู้สึกตื่นเต้น เพราะเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาที่มากมาย ไม่มีเคล็ดวิชาไหนที่จะไม่ใช้พลังลมปราณหยาง พวกมันล้วนเป็นเคล็ดวิชาที่ต้องใช้พลังลมปราณทั้งสิ้น หยางไค่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นจึงหมุนเวียนพลังลมปราณหยางที่อยู่ในเส้นชีพจรลมปราณไปยังจุดตันเถียน ซึ่งได้ทำให้เส้นชีพจรของตนเองว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์

ความรับรู้ทางจิตวิญญานเชื่อมประสานไปยังกระดูกทองคำ เมื่อเชื่อมผสานกับมัน เขาพยายามที่จะดึงพลังของมันออกมา

หลังจากนั้น กระดูกทองคำเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างช้าๆ พลังจำนวนไม่มากถูกปล่อยออกมาจากกระดูกทองคำ และหมุนเวียนเข้าสู่จุดตันเถียนของตนเอง

กลิ่นอายแห่งความโหดเหี้ยม กลิ่นอายแห่งความกระหายเลือดค่อยๆแพร่กระจายออกมา

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นคุณสมบัติเฉพาะของกระดูกทองคำ พลังแห่งมารปีศาจที่่ชั่วร้าย !! มันแตกต่างจากกลิ่นอายแห่งพลังหยางอย่างสิ้นเชิง มันเป็นการดำรงอยู่ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

พลังจากกระดูกทองคำค่อยๆถ่ายเทเข้าสู่ร่างกายของหยางไค่ ทำให้ร่างกายของเขาถูกห่อหุ้มด้วยกลิ่นหมอกควันสีดำทะมึน มันเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ความโหดเหี้ยม ที่ระเบิดออกมาอย่างรุนแรงจนทำให้จิตใจขอผู้พบเจอต้องทุรุนทุรายกับกลิ่นอายแห่งมารปีศาจที่กระจายไปทั่วบริเวณ

เมื่อจือโบและเหลิ่งซานมองเห็นภาพเหตุการณ์นี้ จิตใจของพวกนางต่างเต้นกระตุกไปมาด้วยความหวาดกลัว

ธาตุไฟเข้าแทรก ก้าวเข้าสู่เส้นทางมารปีศาจ !! จือโบกล่าวตะโกนด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตะลึง

เขาก้าวสู่เส้นทางแห่งมารปีศาจจริงหรอ !! เหลิ่ซานลุกขึ้นมาด้วยร่างกายที่สั่นเทา นางมองไปยังหยางไค่ด้วยดวงตาที่สั่นเทา

สตรีทั้งสองสบตาซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างมองเห็นความดีใจและความตื่นเต้นในสายตาของกันและกัน

จากความคิดของพวกนาง เป็นเพราะหยางไค่ฝึกฝนเคล็ดวิชาที่น่าอัศจรรย์มากเกินไป ทำให้พลังลมปราณของเขาหมุนเวียนด้วยความวุ่นวาย จนเกินกว่าที่เขาจะรับไหว เมื่อเขาไม่สามารถควบคุมมันได้ เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น พวกเขาจะไม่สนใจความเป็นความตายของหยางไค่ เพราะพวกนางมองเห็นโอกาสในการมีชีวิตรอดจาการควบคุมของหยางไค่

สภาพของผู้ที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก ก้าวเข้าสู่เส้นทางมารปีศาจ การฝึกฝนวิชายุทธุ์จะถูกทำลาย กลายเป็นคนพิการในที่สุด หรืออาจจะตายในทันที แม้กระทั่งจิตวิญญานก็ถูกทำลาย

ไม่ว่าหยางไค่จะพบกับจุดจบเช่นไร จือโบและเหลิ่งซานต่างยินดีที่จะพบเจอกับเหตุการณ์นั้น

หยางไค่ตายไปจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกนาง !! จิตใจของพวกนางต่างเฝ้่าอธิษฐาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีและความหวัง หากหยางไค่ถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนเขาถึงแก่ความตาย หากเป็นเช่นนั้นตราประทับแห่งความเป็นนายของเขาจะถูกทำลาย พวกเขาจะได้รับอิสระภาพจากหยางไค่อีกครั้ง

ดวงตาของสตรีทั้งสองต่างจ้องมองหยางไค่โดยไม่กระพริบตา พวกนางทั้งสองไม่สามารถสงบสติอารมณ์ของพวกนางได้ จากหมอกสีดำทะมึนที่ห่อหุ้มร่างกายของหยางไค่ที่แปรเปลี่ยนเป็นความเข้มข้นและความหนาแน่นที่เพิ่มมากขึ้น กลิ่นอายแห่งความโหดเหี้ยมความกระหายเลือดยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้้นเรื่อยๆ

หลังจากที่ธาตุไฟเข้าแทรก สติจะหลุดลอยจนไม่สามารถที่จะควบคุมได้ หากว่าเขาไม่ระวังและทำลายตราประทับของพวกเราล่ะ จะทำอย่างไรต่อไปดี ? เหลิ่งซานคิดถึงปัญหาที่จะตามมา ในตอนนี้หยางไค่ต้องไร้ซึ่งสติ และคงไม่คิดคำนึงถึงปัญหาต่างๆ แม้ว่าสิ่งที่นางคิดจะมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างน้อย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องป้องกันเอาไว้

หากหยางไค่ทำเช่นนี้ขึ้นมา พวกนางคงตายอย่างไร้ซึ่งความยุติธรรม

สีหน้าของจือโบแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน นางเลียริมฝีปากไปมาและจ้องมองเหลิ่งซานด้วยสีหน้าที่เยือกเย็น : เจ้าต้องการจะทำอะไร ?

กระตุ้นให้รุนแรงยิ่งกว่านี้ เหลิ่งซานกัดริมฝีปากไว้แน่น และกล่าวเสนอด้วยเสียงที่สั่นเทา

จือโบขมวดคิ้วและคิดคำนวนถึงความล้มเลวและความสำเร็จ ก่อนที่นางจะพยักหน้าอย่างช้าๆ : ได้ แต่รออีกสักพัก ข้าไม่รู้ว่าในตอนนี้เขายังมีสติอยู่หรือเปล่า หากสถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่านี้ ..พวกเราค่อยลงมือ

คำกล่าวสุดท้ายเปรียบดั่งตะปูที่ตอกลงไปอย่างมั่นคง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านางตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เหลิ่งซานพยักหน้าอย่างช้าๆ นางกัดฟันไว้แน่น และจ้องมองหยางไค่อย่างไม่วางตา นางคิดถึงปัญหาที่จะตามมามากกว่าจือโบ แม้ว่าจะสามารถฆ่าหยางไค่ ทำลายตราประทับที่อยู่ในจิตวิญญาน จือโบยังมีสัตว์อสูรกว่าหลาย 10 ตัวที่ควบคุมเอาไว้ แต่เหลิ่งซานมีเพียงแค่ตัวคนเดียว ดังนั้นนางจึงต้องรักษาโอกาสอันมีค่านี้่ไว้ให้มากที่สุด

ภายใต้การสังเกตุการณ์ของสตรีทั้งสอง ร่องรอยของหยางไค่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก เริ่มสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ หมอกควันสีดำที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาเข้มข้นและหนาแน่นยิ่งกว่าเดิมอย่างมาก จนแทบจะมองไม่เห็นร่างกายของหนางไค่ที่อยู่ด้านใน มันเผยให้เห็นเพียงร่างเงาที่เลือนลาง แม้จะอยู่ห่างกันเพียง 10 จ้าง พวกนางทั้งสองก็สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งมารปีศาจของหมอกควันที่แพร่กระจายออกมาอย่างรุนแรง

พวกนางทั้สองเฝ้ารอจนเวลาผ่านไปเกือบ 1 ก้านธูป จือโบจึงกล่าวขึ้นมา : ดูเหมือนว่า ธาตุไฟเข้าแทรกร่างกายของเขาจนเขาก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งมารปีศาจโดยสมบูรณ์ คงไม่มีทางที่เขาจะรอดออกมาได้

ไปหรือไม่ ? เหลิ่งซานจ้องมองจือโบ

จือโบกัดฟันไว้แน่น และพยักหน้าอย่างช้าๆ

สตรีทั้งสองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พวกนางค่อยๆเดินเข้าไปหาหยางไค่ พลังลมปราณแท้จริงของพวกนางถูกปลดปล่อยออกมา และจ้องมองหยางไค่ด้วยความระมัดระวัง

50 จ้าง 40 จ้าง 30 จ้าง ..

จากระยะทางที่เข้าใกล้เรื่อยๆ หัวใจของทั้งสองเต้นกระตุกไปมาด้วยความรุนแรง สิ่งที่พวกนางกำลังทำเกี่ยวข้องกับอิสระภาพแห่งความเป็นความตายของพวกนาง พวกนางจะกล้าประมาทได้อย่างไร ?

20 จ้าง 10 จ้าง ...

หากเดินไปเพียงอีก 5 จ้าง สตรีทั้งสองจะลงมือพร้อมกัน และฆ่าหยางไค่ในทันที เมื่อฆ่าเขาแล้ว ตราประทับแห่งความเป็นนายจะถูกทำลายในทันที

ราวกับว่าพวกเขามองเห็นอิสระที่อยู่ในมือของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นจือโบหรือเหลิ่งซาน ใบหน้าของพวกนางต่างแดงก่ำและเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง

ในขณะที่สตรีทั้งสองตัดสินใจที่จะลงมืออย่างโหดเหี้ยม ภายในหมอกควันสีดำทะมึนกลับปรากฏดวงตาสีแดงก่ำอย่างฉับพลัน

ดวงตาคู่นั้น เต็มไปด้วยพลังที่ลึกลับและน่าหวาดกลัว เพียงพริบตาเดียวดวงตาแดงก่ำคู่นั้นมองเห็นความคิดของจือโบและเหลิ่งซานในทันที

ร่างกายของพวกนางทั้งสองหยุดลงอย่างกะทันหัน ร่างกายของพวกนางสั่นเทาอย่างรุนแรง พวกนางมองเห็นความโหดเหี้ยมและความชั่วร้ายที่มากมายในดวงตาคู่นั้น แต่ในขณะเดียวกัน ดวงตาคู่นั้นยังเต็มไปด้วยความสงบความเย้ยหยันที่น่าหวาดกลัว

จบบทที่ ตอนที่ 241 ธาตุุไหเข้าแทรก ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งมารปีศาจ

คัดลอกลิงก์แล้ว