เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 242 เข้าเป็นโรค

ตอนที่ 242 เข้าเป็นโรค

ตอนที่ 242 เข้าเป็นโรค


ตอนที่ 242 เข้าเป็นโรค

...ในเวลาถัดไป หยางไค่ที่ถูกห่อหุ้มด้วยหมอกควันสีดำทะมึนแสะยิ้มให้แก่พวกนางทั้งสอง รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งมารปีศาจ ฟันสีขาวสว่างใสท่ามกลางหมอกควันสีดำทะมึนซึ่งให้ความรู้สึกที่ดุดันและน่าหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด

เมื่อมองเห็นดวงตาที่แดงก่ำและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งมารปีศาจ จือโบและเหลิ่งซานยืนนิ่งอยู่กับที่ พลังลมปราณแท้จริงที่ปลดปล่อยออกมาสงบลงในทันที พวกนางมิกล้าที่จะแสดงเจตนาร้ายต่อหยางไค่อีก

เจ้า...... จือโบขมวดคิ้วไว้แน่น นางไม่เข้าใจว่าหยางไค่ได้ถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนเดินทางเข้าสู่เส้นทางมารปีศาจหรือไม่

ต้องให้บทลงโทษแก่พวกเจ้า!! หยางไค่สบทด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น สองมือของเขาพุ่งออกมา ตราประทับพยัคฆ์ขาวและเทพวัวได้ถูกปลดปล่อยออกมา ทันใดนั้นเงาร่างแห่งจิตวิญญานสัตว์อสูรทั้งสองได้ปรากฏออกมา

เงาร่างแห่งจิตวิญญาณสัตว์อสูรทั้ง 2 แตกต่างจากเงาร่างที่ถูกสร้างขึ้นมาจากพลังลมปราณหยาง เพราะร่างกายของเงาร่างทั้งสองเป็นสีดำทะมึน เฉกเช่นหยางไค่ในเวลานี้ และมันยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งมารปีศาจที่ลึกลับ

ภายใต้เสียงคำรามที่ดังขึ้น เงาร่างแห่งจิตวิญญานสัตว์อสูรได้พุ่งออกไป และพุ่งไปยังสตรีทั้งสองจนพวกนางล้มลงไปที่พื้น

พวกเราทำผิดไปแล้ว พวกเราคิดว่าเจ้าถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งมารปีศาจ !! จือโบตะโกนเสียงดัง แม้ว่าความแข็งแกร่งของนางจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเงาร่างแห่งจิตวิญญาณสัตว์อสูร แต่นางไม่กล้าที่จะต่อต้าน เพราะนางหวาดกลัวที่จะทนรับความรู้สึกจากการถูกทรมาณจิตวิญญานที่แสนสาหัสจากหยางไค่

แม้ว่าข้าจะถูกธาตุไฟเข้าแทรก จนก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งมารปีศาจ พวกเจ้าจะใช้โอกาสนี้ในการฆ่าข้า ? หยางไค่ยิ้มอย่างเยือกเย็น หากไม่ใช่เพราะเข้าใจความคิดและเจตนาที่อยู่ในใจของพวกนาง หยางไค่คงไม่ยั้งมือต่อพวกนางเช่นนี้

การกระทำของพวกนาง เป็นเพียงการคุ้มครองตนเอง

เมื่อหยางไค่สั่งการทางจิตวิญญาณไปยังเงาร่างแห่งจิตวิญญาณสัตว์อสูรได้ทั้งสอง ทันใดนั้นเงาร่างแห่งจิตวิญญานสัตว์อสูรได้ได้พลันหายไป สตรีทั้งสองรีบคลานลงด้วยความหวาดกลัวจนร่างกายสั่นเทา

หยางไค่จ้องมองพวกนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน : โทษตายยากที่จะให้อภัย แต่มิอาจที่จะเว้นบทลงโทษที่พวกเจ้าสร้างมันขึ้นมา กล่าวมาซิ พวกเจ้าควรได้รับบทลงโทษเช่นไร !!

ร่างกายของจือโบสั่นเทา นางกัดริมฝีปากและกล่าว : ข้ารับบทลงโทษได้ทุกอย่าง แต่อย่าทรมาณจิตวิญญาณของข้าเท่านั้น !

เป็นเรื่องจริง ? หยางไค่ขมวดคิ้ว

อืม จือโบพยักหน้าอย่างจริงจัง เมื่อจิตวิญญาณถูกทรมาณ ขอตายดีกว่ามีชีวิตรอดต่อไป มันเป็นการลงทัณฑ์ที่โหดเหี้ยมที่สุด

เจ้าล่ะ ? หยางไค่เหลือบมองไปยังเหลิ่งซาน

ข้า.........ก็เช่นกัน............. เหลิ่งซานกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกตะกัก

หยางไค่จ้องมองพวกนางด้วยสายตาที่เยือกเย็น เขากล่าวด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ : งั้น......พวกเจ้าถอดเสื้อผ้าของตนเองสิ

เมื่อได้ยินดังนี้ ร่างกายของสตรีทั้งสองสั่นไหวอย่างรุนแรง

จือโบเป็นคนที่รู้สึกตัวและได้สติก่อน นางยิ้มออกมาในทันที นางค่อยๆเปลื้องผ้าของนางทีละชิ้น ดวงตาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา และซ่อนเร้นอารมณ์ต่างๆที่ไม่สิ้นสุด

แต่เหลิ่งซาน กลับยืนนิ่งด้วยร่างกายที่แข็งทื่อ โดยไม่ยอมทำตามบทลงโทษที่หยางไค่กล่าวออกมา

ไม่ถอดก็ได้ ทรมาณ 3 ครั้งจนหมดสติ เจ้าเลือกเองละกัน ! หยางไค่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบ

เมื่อหวนคิดถึวความรู้สึกที่ทุกข์ทรมาณ ร่างกายของเหลิ่งซานเย็นเฉียบในทันที หลังจากนั้น นางจึงหลับตาไว้แน่น น้ำตาไหลออกมาและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่โหดเหี้ยม : หากมีวันหนึ่ง ที่ข้าเป็นอิสระ ข้าจะฉีกร่างของเจ้าให้แหลกละเอียด !!

หยางไค่หัวเราะเสียงดัง : ข้าจะรอ !!

เสื้อผ้าชิ้นแล้วชิ้นเล่าค่อยๆถอดออกมา เรือนร่างที่เกือบจะเปลือยเปล่าของพวกนางทั้งสองได้ปรากฏต่อหน้าหยางไค่ ไม่ว่าจะเป็นจือโบหรือเหลิ่งซานต่างมีเรือนร่างที่ไม่เลว และยังมีใบหน้าที่งดงาม เรือนร่างของพวกนางอวบอิ่มอย่างมีเสน่ห์ ทรวงอกอวบอั๋น หน้าท้องแบนราบ สะโพกเต่งตึง สองขาวที่เรียวยาว

หยางไค่จ้องมองพวกนางทั้งสองด้วยสายตาที่บ้าบิ่น เขาเปรียบเทียบเรือนร่างของพวกนางอย่างเงียบ เขาจ้องมองจนดวงตาเริ่มร้อนผ่าว แม้แต่ท้องน้อยอย่างร้อนลุ่มไปด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน เรือนร่างของสตรีทั้งสองเหลือเพียงเสื้อซับตัวน้อยที่อยู่บนเรือนร่าง คนหนึ่งปกปิดทรวงอกด้วยเสื้อซับสีแดง ส่วนอีกคนปกปิดทรวงอกด้วยเสื้อซับสีม่วงอ่อน เสื้อซับที่เบาบางไม่สามารถปกปิดปถุมถันของพวกนางทั้งสอง ปถุมถันสีแดงสองจุดที่มีขนาดเท่าลูกองุ่นอยู่แนบติดกับเสื้อซับของพวกนาง มันดูหอมหวานและบริสุทธ์จนมิอาจที่จะเปรียบเปรย

ร่างกายส่วนล่าง เปิดเผยอย่างสง่า มันเผยให้เห็นส่วนลับของพวกนางกว่าครึ่ง มันให้ความรู้สึกที่ลึกลับ มองไม่เห็นอย่างละเอียด จนคิดจินตนาการเพ้อฝันไปไกล

นอกจากนั้นส่วนที่สำคัญที่สุด ความงามบนเรือนร่างของพวกนางต่างประทับเข้าไปยังความทรงจำของหยางไค่

ยังต้องถอดอีกไหม ? จือโบเม้มริมฝีปากไว้แน่น นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาย

หยางไค่เพียงต้องการสั่งสอนพวกนางทั้งนั้น เขาไม่ต้องการที่จะทำอะไรไปมากกว่านี้

หยางไค่รู้ว่า จือโบเป็นสตรีที่ไร้ซึ่งความอับาย นางกล้าหาญที่จะเผยเรือนร่างที่เปลือยเปล่าให้แก่เขา แต่เหลิ่งซานไม่ได้เป็นเช่นจือโบ หากทำสิ่งที่มากเกินไปอาจทำให้นางไม่สามารถที่จะทนรับได้

เมื่อมองเห็นทรวงอกที่อวบอิ่มเป็นบุญตา หยางไค่จึงโบกมือและกล่าว : ไปได้ !!

จือโบอึ้งกับคำกล่าวของหยางไค่ เหลิ่งซานกระพริบตาไปมาด้วยความตกใจเช่นเดียวกัน เขาจ้องมองหยางไค่ด้วยสีหน้าที่สงสัย สตรีทั้งสองต่างทราบดีว่าตนเองคงไม่สามารถหนีรอดจากเหตุการณ์อันน่าอัยศนี้ แต่ไม่คิดว่าหยางไค่ที่เป็นบุรุษหนุ่มและถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายแห่งมารปีศาจเพียงแค่มองพวกนาง และปล่อยพวกนางออกไป

หลังจากที่ครุ่นคิดเป็นเวลานาน จือโบอ้าปากและเลียริมฝีปากของตนเอง นางจ้องมองหยางไค่ด้วยเจตนาที่ลึกซึ้ง ดวงตาประกายด้วยความต้องการและยิ้มด้วยความเย้ายวน

เมื่อเผชิญหน้ากับสตรีที่งดงามเช่นนี้ บุรุษหนุ่มในโลกต่างต้องลุ่มหลงในสตรีที่งดงาม นอกจากบุรุษหนุ่มที่มิจิตใจมั่นคงที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวข้องกับสตรีเท่านั้น

แท้จริงแล้วเขา.........

ฮ่าฮ่าฮ่า...................

ชั่วเวลาพริบตา จิตใจของจือโบได้มีความคิดที่น่าขำขัน นางอดไมได้ที่จะหัวเราะ จนไหล่ของนางสั่นไหวไปมา แต่นางกลับกลั้นเสียงหัวเราะ ด้วยความยากลำบากยิ่ง

พวกเจ้ายังยืนอยู่ทำไม ? ข้าจะนับถึง 3 หากพวกเจ้ายังไม่ไปอย่าคิดที่จะหนีไปได้อีก !! หยางไค่ไม่ไดสังเกตุถึงสีหน้าของจือโบ เขาขมวดคิ้วและกล่าวข่มขู่

ราวกับว่าเหลิ่งซานได้หลุดออกจากความฝันที่เลวร้าย นางรีบก้มตัวต่ำลงในทันที

เสื้อผ้าทิ้งไว้ที่นี้ ส่วนพวกเจ้าออกไปเดี่ยวนี้ !! หยางไค่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่แยแส

เหลิ่งซานจ้องมองหยางไค่ด้วยสายตาที่เกลียดชังและไม่ยุติธรรม นางจึงปิดบังส่วนสำคัญของร่างกาย และบินหนีออกไปในทันที

จือโบไม่ได้กังวลและรีบร้อน นางค่อยกุ้มตัวต่ำลง ซึ่งเผยให้เห็นเรือนร่างที่งดงามของนาง นางมองไปที่หยางไค่และส่งสายตาที่หวานซึ้ง ก่อนจะหมุนตัวกลับ บิดเอวที่พลิ้วไปมาอย่างน่าเย้ายวน สะโพกของนางส่ายไปมา บิดไปมา อย่างไม่หยุด ....

เมื่อมองเห็นสตรีทั้งสองหายตัวเข้าไปในต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง หยางไค่จึงหลับตา และกดทับอารมณ์ที่พุ่งพล่านออกมา !!

ในความเป็นจริง หยางไค่ไม่รังเกียจที่จะร่วมรักกับจือโบสักครั้ง เพราะสตรีนางนี้มีหน้าที่งดงามเรือนร่างที่น่าลุ่มหลงและใจกว้างที่จะไม่รังเกียจเรื่องเช่นนี้ หากหยางไค่ได้ครอบครองร่างกายของนางสักครั้ง นางคงไมได้สนใจอะไรมาก

แต่ว่า พวกเขาทั้งสองเป็นศัตรู หากมีความขัดแย้งจนไม่สามารถที่จะเจราจาต่อไปได้ ไม่แน่ว่าอาจต้องจบลงด้วยความตาย

นอกจากนั้นในขณะที่อยู่ในเกาะซ่อนเร้น การต้านทาน กดทับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทำให้เขตแดนของเขามีความก้าวหน้าไม่น้อย ดังนั้นหยางไค่จึงต้องการที่จะใช้โอกาสในครั้งนี้ในทำให้เขตแดนของตนเองมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ความแข็งแกร่งและสตรี หยางไค่เต็มใจที่จะเลือกความแข็งแกร่ง

หยางไค่กดทับอารมณ์ความรู้สึกตรงนี้ เพื่อให้ความแข็งแกร่งในเขตแดนของเขามีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ด้านหลังของต้นไม้ใหญ่ เหลิ่งซานและจือโบกำลังใช้สองมือปิดบังเรือนร่างของพวกนาง และจ้องมองซึ่งกันและกันโดยไร้ซึ่งคำกล่าวใดๆ

การลอบโจมตีในครั้งนี้ล้มเหลวอย่างใหญ่หลวง แต่กลับถูกเจ้าเด็กหนุ่มล่วงเกิน มันเสียเปรียบอย่างยิ่ง !!

เหลิ่งซานโกรธเคืองจนเกือบจะเสียสติ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดแค้น นางยืนมือดึงต้นหญ้าที่เหี่ยวเฉา และกล่าวอย่างขุ่มเคือง : ไอ่สารเลว ไอ่สัตว์เดรฉาน รังแกสตรีไร้ทางสู้ เจ้าเป็นสัตว์ประเภทไหนกัน ความอัปยศในวันนี้ สักวันหนึ่งข้าจะให้เจ้าชดใช้อย่างสาสม !!

จือโบไร้ซึ่งคำกล่าว หลังจากนั้นนางจึงกล่าวด้วยเสียงหัวเราะที่ข่มขืน : พวกเราที่อยู่ต่อหน้าเขา คงไม่ใช่สตรีที่อ่อนแอ ? ความแข็งแกร่งและเขตแดนของเขาอ่อนแอกว่าพวกเรา นอกจากนั้น พวกเราเป็นคนคิดวางแผนทำเช่นนั้น สิ่งที่เขาทำไปเพราะต้องการสั่นสอนพวกเรา โดยการมองเรือนร่างของพวกเราไม่กี่ครั้ง เขาไม่ได้ทำอะไรพวกเราสักหน่อย

เหลิ่งซานจ้องมองจือโบด้วยสายตาที่เย็นยะเยือกและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เกลียดชัง : เจ้าไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยสักนิด ?

ฮ่าฮ่า........ จือโบหัวเราะอย่างกะทันหัน ดวงตาของนางดั่งจันทร์เสี้ยว : หากเป็นบุรุษหนุ่มคนอื่นที่จ้องมอง ข้าจะยังโกรธเคืองสักหน่อย แต่เป็นเขาไง.........ให้เขามองเท่าที่เขาต้องการก็ไม่เห็นเป็นไรไป

หึม ดูเหมือนว่าเจ้าก็สมยอมด้วยเช่นกัน สีหน้าของเหลิ่งซานเต็มไปด้วยความรังเกียจ

จือโบไม่ได้สนใจเหลิ่งซาน นางได้กล่าวต่อ : ข้าจะกล่าวความลับให้เจ้าฟัง หากเจ้ารู้ความลับนี้เจ้าคงไม่ให้ความสนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ความลับอะไร ? เหลิ่งซานกล่าวถามด้วยสีหน้าที่มีพิรุธ

จือโบโน้มหน้าเข้าไปและกล่าวอย่างแผ่วเบา

เมื่อเหลิ่งซานได้ยิน ใบหน้าของนางแด่งก่ำและเขียวคล้ำ ดวงตาของนางเผยให้เห็นความยินดีและความสุขท่ามกลางดความโชคร้ายที่เกิดขึ้น

เจ้าบอกว่า...........เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ? เหลิ่งซานพยายามกั้นเสียงหัวเราะและกล่าวถามอย่างแผ่วเบา

ชู่ว !! กล่าวออกมาทำไม ? เจ้ารู้ก็พอ จือโบกล่าวบอกแก่เหลิ่งซานด้วยสีหน้าที่ขำขัน

เจ้ารู้ได้ไง ? เหลิ่งซานกล่าวถามด้วยความสงสัย เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกสนิทสนมกับจือโบถึงขั้นนี้ โดยที่นางได้ขยับร่างกายเข้าใกล้จือโบ

พวกเราทั้งสองเกือบจะเปลื้องผ้าจนหมด แต่เขากลับไม่ทำอะไรพวกเราแม้แต่น้อย นอกเสียจากส่วนนั้นของเขาไม่..........จะมีคำไหนที่กล่าวอธิบายได้ จือโบกล่าวอย่างแผ่วเบา : หากเป็นบุรุษอื่น พวกเขาคงไม่สามารถที่จะต้านทานเสน่ห์อันเย้ายวนของพวกเราทั้งสอง ดังนั้น เขาต้องเป็นโรคร้ายที่ทำให้ส่วนนั้นของเขาไม่แข็งตัว !!

เมื่อเหลิ่งซานได้เย็น นางจึงพยักหน้าอย่างช้าๆ และเห็นด้วยกับคำกล่าวของจือโบ

สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ของบุรุษหนุ่มคนหนึ่ง !! ดูเหมือนว่าจือโบจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น้อย นางพยักหน้าเห็นด้วยกับเหลิ่งซาน และกล่าวไปมาอย่างสนุกสนาน: แต่ห้ามกล่าวเรื่องนี้ต่อหน้าเขา ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เขาเกิดความรู้สึกแห่งความต้องการฆ่าขึ้นมาได้

อืม ข้าจะไม่พูด เหลิ่งซานพยักหน้าและกล่าวต่อ : หากเขามีโรคภัยเช่นนั้นจริง ก่อนหน้านั้นที่เจ้าหลอกล่อเขา คงไม่มีผลต่อเขาใช่ไหม ?

จือโบหัวเราะอย่างแผ่วเบา : เป็นเพราะเขามีโรคภัย ข้าจึงล่อลวงเขา !!ในตอนนี้พวกเราไร้ซึ่งหนทางที่จะควบคุมเขา นอกเสียจากการล่อลวงเขาให้หลงเสน่ห์พวกเรา ให้เขาทุกข์ทรมาณต่อความต้องการ โดยไม่สามารถที่จะปลดปล่อย มันก็เป็นการแก้แค้นไม่ใช่หรือไง ?

สายตาของเหลิ่งซานประกายด้วยความเข้าใจ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวัง นางชื่นชมในความคิดของจือโบ : เจ้าช่างรอบรู้จริงๆ

จือโบถลึงตาใส่นาง : สาวน้อย สตรีแห่งอาณาจักรเทียนหล่างของพวกเราไม่ได้รับรักษาความบริสุทธ์เฉกเช่นสตรีแห่งอาณาจักรฮั่น

แล้วเจ้า.......เคยกับบุรุษหนุ่ม........... ในขณะที่เหลิ่งซานกล่าว ใบหน้าของนางยังแดงก่ำ

จือโบเองรู้สึกอับอายและไม่เต็มใจที่จะกล่าว : ไม่เคย !! ข้ายังไม่เคยพบเจอกับบุรุษหนุ่มที่สามารถควบุคมข้าได้

เหลิ่งซานเบ้ปากใส่จือโบ : ข้าไม่เชื่อ !!

หยางไค่นั่งขัดสมาธิฝึกฝนเป็นเวลากว่า 2 วัน หยางไค่จึงสามารถกดทับความต้องการและความพุ่งพล่านแห่งอารมณ์ที่เกิดขึ้น เขตแดนของเขามีความก้าวหน้าไม่น้อย เขาเริ่มฝึกฝนตราประทับทาสสัตว์อสูรอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้ตราประทับแห่งพยัคฆ์ขาวและเทพวัวหลอมรวมเป็นหนึ่งเหมือนครั้งแรก แต่ในที่สุดเขาก็สามารถค้นหาเบาะแสควมรู้สึกหนึ่ง ความรู้สึกนี้ชัดเจนยิ่งกว่าแต่ก่อนอย่างมาก

2 วันที่ผ่านมา หยางไค่สูญเสียพละกำลังและพลังลมปราณเป็นจำนวนมาก แต่การกักเก็บพลังของกระดูกทองคำลึกซึ้งจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด การสูญเสียเพียงเท่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาแก่มันแม้แต่น้อย

จือโบและเหลิ่งซานนั่งอยู่กลางสัตว์อสูรฝูงหนึ่ง บนเรือนร่างของพวกเขาสวมใส่เสื้อซับที่เบาบางเช่นเดิม

การลงโทษจากหยางไค่ยังไม่ได้จบลง

ความแข็งแกร่งของพวกนางอยู่ในระดับสูง ดังนั้นจึงไม่รู้สึกหนาวเย็น แต่สภาพของพวกนางในตอนนี้น่าอับอายอย่างยิ่ง ดังนั้นจือโบจึงสึ่งการให้สัตว์อสูรล้อมพวกนางทั้งสองไว้ถึง 3 รอบด้วยกัน เพื่อปิดบังการมองเห็นจากผู้อื่น

2 วันที่ผ่านมา สตรีทั้งสองกล่าวพูดคุยกันไปมาอย่างไม่หยุด แต่เรื่องส่วนใหญ่ล้วนเป็นวธีการในการแก้แค้นหยางไค่ ทำให้เขารู้สึกขมขื่นอย่างถึงขีดสุด ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดจนอยากที่จะตาย พวกนางพูดคุยกันไปมา จนความแค้นที่มีได้ลดลงและเริ่มสนิทสนมกว่าเดิมอย่างมาก

จากเสียงหยางไค่ที่ดังขึ้น จือโบตื่นตกใจ นางสูดลมหายใจเข้าและกล่าว : จิตใจของเขายังมีความเป็นมนุษย์

ในขณะที่กล่าว นางสั่งการให้สัตวอสูร 2 ตัววิ่งออกไป โดยให้มันนำเสื้อผ้าของนางและเหลิ่งซานกลับมา

ในขณะที่พวกนางทั้งสองสวมใส่เสื้อผ้าอย่างเรียบร้อยและเดินไปถึงด้านข้างของหยางไค่ หยางไค่ได้ลืมตาของเขาอย่างกะทันหัน

สตรีทั้งสองตื่นตกใจ หลายวันที่ผ่านมาเด็กหนุ่มผู้นี้สูญเสียพลังลมปราณไปเป็นจำนวนมาก สุดท้ายได้เกิดภาพเหตุการณ์ที่เขาถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งมารปีศาจ แต่ในเวลานี้กลับฟื้นฟูความแข็งแกร่งเหมือนตอนแรก โดยไม่เห็นร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย

สตรีทั้งสองต่างคิดว่า หยางไค่เป็นบุรษหนุ่มที่ลึกลับ

จบบทที่ ตอนที่ 242 เข้าเป็นโรค

คัดลอกลิงก์แล้ว