- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 81 นรกบ่ออาจม
บทที่ 81 นรกบ่ออาจม
บทที่ 81 นรกบ่ออาจม
คำเตือน! อย่าอ่านขณะรับประทานอาหาร หรือเพิ่งกินอิ่ม
......
ทะลุมิติมาจนป่านนี้ ทุกคนต่างก็เลิกนิสัยกินข้าวเช้ากันไปหมดแล้ว
หนักเข้าหน่อยก็กินแค่ประทังชีวิตวันละมื้อเดียว
หมิงเต้าเลือกที่จะให้รางวัลตัวเอง เขาหยิบเอาอกไก่ตากกึ่งหมาดลงมาจากระเบียงสองสามชิ้น เนื้อไก่แน่นหนา รสชาติเค็มเข้าเนื้อ
พ่วงด้วยเห็ดตากแห้งอีกสองสามดอก พอเอาไปแช่น้ำจนพองตัว กลิ่นหอมฟุ้งเฉพาะตัวของป่าเขาก็ลอยเตะจมูกทันที
เตาฟืนแบบเรียบง่ายถูกจุดขึ้นที่มุมระเบียง เปลวไฟสีส้มแดงแลบเลียก้นหม้อ
น้ำที่ใช้คือน้ำบริสุทธิ์ที่ผ่านการกรอง ส่วนหม้อก็เป็นหม้อเหล็กกล้าชั้นดี
พอน้ำเดือด เขาก็โยนเนื้ออกไก่หั่นบางกับเห็ดลงไปต้มรวมกัน เคี่ยวด้วยไฟอ่อน
ไขมันและความเค็มในเนื้อไก่ถูกความร้อนรีดเร้นออกมาทีละน้อย ผสานเข้ากับความหวานของเห็ดได้อย่างลงตัว กลิ่นหอมเข้มข้นของน้ำซุปเนื้อเริ่มลอยฟุ้งกระจายออกไปรอบทิศทางอย่างกำเริบเสิบสาน
เพียงไม่กี่นาที สีของน้ำซุปก็กลายเป็นสีขาวนวล กลิ่นหอมยิ่งทวีความกลมกล่อม
หมิงเต้าฉีกซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หักก้อนบะหมี่เสียงดังกรอบแกรบออกเป็นสี่ส่วน แล้วโยนลงไปในน้ำซุปที่กำลังเดือดพล่าน
ขั้นตอนสุดท้าย คือการเติมเต็มจิตวิญญาณ
เขาบีบเครื่องปรุงและซอสทั้งหมดลงไปในหม้อ
ซ่า~
มาอีกแล้ว!!!
กลิ่นหอมของเนื้อ เห็ด เส้นบะหมี่ และเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของผักกาดดอง พวยพุ่งออกมาจากหน้าต่างระเบียงห้อง 802
มันลอยเลาะไปตามรอยแยกของตัวอาคาร มุดเข้าไปตามบานประตูและหน้าต่างของห้องแล้วห้องเล่า
บนชั้นเจ็ด หลี่เค่อที่กำลังใช้ข้าวสารหยิบมือสุดท้ายต้มข้าวต้มใสแจ๋วจนเห็นก้นหม้อสูดจมูกฟุดฟิดอย่างแรง
กลิ่นนั้นราวกับตะขอเกี่ยวที่คอยขูดขีดผนังกระเพาะ ทำให้ท้องที่หิวโซอยู่แล้วส่งเสียงประท้วงออกมาเป็นระลอก
เขากำหมัดแน่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
“เชี่ยเอ๊ย! แม่งแดกของดีอีกแล้ว!”
บนชั้นหก พี่หวังเพิ่งจะเอาน้ำที่หมิงเต้าให้มาป้อนให้ลูกที่กำลังป่วยไข้
ตัวเธอเองทำได้เพียงแทะบิสกิตแข็งๆ ไปแค่ครึ่งชิ้น ตอนที่กลิ่นหอมเตะจมูกลอยตลบเข้ามาในห้อง เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาจะเผยให้เห็นถึงความรู้สึกอันซับซ้อน มีทั้งความซาบซึ้งใจ แต่ส่วนใหญ่เป็นความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงและโหยหาต่อวิถีชีวิตที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เธอเองก็อยากกินเหมือนกัน...
พวกลูกบ้านชั้นล่างลงไปยิ่งถูกกลิ่นหอมนี้ทรมานจนแทบคลุ้มคลั่ง
“เชี่ยเอ๊ย! ใครแม่งต้มเนื้อวะ! จะไม่ให้คนอื่นมีชีวิตรอดเลยหรือไง!”
“กลิ่นนี้... หอมโคตร!”
“หอมเกินไปแล้ว... ฉันทนไม่ไหวแล้ว...”
ส่วนตัวการของเรื่องราวทั้งหมดอย่างหมิงเต้า กลับกำลังดื่มด่ำกับมื้ออาหารวันสิ้นโลกของตัวเองอย่างสบายใจเฉิบ
เส้นบะหมี่ดูดซับความเข้มข้นของน้ำซุปเนื้อจนชุ่มฉ่ำ เหนียวนุ่มหนึบหนับ
เนื้ออกไก่แห้งถูกตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยเข้าเนื้อ เห็ดก็ลื่นคอและหวานกลมกล่อม เขากินทั้งเส้นซดทั้งน้ำอย่างเมามันส์จนเหงื่อแตกพลั่ก
พอน้ำซุปร้อนๆ ชามโตร่วงลงท้อง แขนขาและร่างกายทุกสัดส่วนก็คล้ายกับถูกรีดประคบจนผ่อนคลายไปหมด
นี่สิถึงจะเรียกว่าชีวิต!
กินอิ่มแล้ว หมิงเต้าก็ถือแก้วน้ำเดินไปที่ริมระเบียง ยืนพิงลูกกรงมองดูผืนป่าแห่งนั้น
ช่างสบายอารมณ์เสียนี่กระไร...
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
“อ๊ากกก! เปิดประตู! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
“กลิ่นบ้าอะไรเนี่ย! แหวะ! โคตรเหม็นเลยแม่งเอ๊ย!”
“ช่วยด้วย! เหม็นจนจะตายอยู่แล้ว!”
ความวุ่นวายระลอกหนึ่งปะทุขึ้นจากชั้นล่างอย่างกะทันหันโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
หมิงเต้าเลิกคิ้วขึ้น เบนสายตาไปยังต้นตอของเสียงเอะอะโวยวาย
ชั้นล่าง... ยูนิตสี่? ยูนิตสามเหรอ?
จุดศูนย์กลางของความวุ่นวายคือห้อง 301! บ้านของมนุษย์ป้าจาง!
เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!
มองลงไปที่ชั้นล่างก็เห็นคนยืนมุงดูกันมืดฟ้ามัวดิน
ทุกคนต่างเอามือหรือแขนเสื้อปิดปากปิดจมูก ชี้ไม้ชี้มือไปที่ประตูของห้อง 301 ที่ปิดสนิทด้วยใบหน้าหวาดผวา
กลิ่นหอมของบะหมี่ ไปกระตุ้นความเหม็นเข้าให้แล้ว!
เดิมทีก็ค่อยๆ สูดดมกันจนชินจมูกไปแล้ว แต่พอถูกกลิ่นหอมนี่กระตุ้นเข้าหน่อย ก็โดนรมจนอ้วกแตกอ้วกแตนกันไปตามๆ กัน
แม่งเอ๊ย เหม็นเกินไปแล้ว!
ไม่นานนัก ร่างหลายร่างก็พากันวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาใกล้
หลิวกั๋วต้งและหลินอี้ฟูพาทีมลาดตระเวนรีบรุดมาถึงที่เกิดเหตุ
“เกิดอะไรขึ้น?!” หลิวกั๋วต้งตะโกนถามเสียงดังกังวาน
เพื่อนบ้านชั้นสามคนหนึ่งพอเห็นหลิวกั๋วต้งมาถึงก็เหมือนเจอที่พึ่ง รีบพุ่งเข้าไปหาแล้วชี้ไปที่ประตูห้อง 301 พลางละล่ำละลักบอก
“หะ... หัวหน้าหลิว! คุณมาสักที! คุณรีบดมดูสิ! หะ... ห้อง 301 นี่ไม่รู้เป็นบ้าอะไร ตั้งแต่เมื่อคืนวานก็ส่งเสียงร้องโหยหวนยังกับผีสาง วันนี้ทั้งวันก็เงียบกริบ พอตกดึก กลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มลอยออกมาตามซอกประตู! กลิ่นนั่น... กลิ่นนั่นมันแทบจะ...”
พูดไม่ทันจบ เขาก็เหมือนจะนึกถึงกลิ่นนั้นขึ้นมาได้อีก จึงโค้งตัวลงแล้วโก่งคออ้วกอย่างรุนแรง
ไม่ต้องรอให้บอก หลิวกั๋วต้งกับหลินอี้ฟูกก็สัมผัสได้แล้ว
มันเป็นกลิ่นเหม็นเน่าที่ไม่อาจหาคำบรรยายใดมาเปรียบเปรยได้
มันผสมปนเปไปด้วยกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของอาหารบูด กลิ่นเหม็นคาวของของเสียหมักหมม และยังมีกลิ่น... กลิ่นที่อธิบายยากยิ่งกว่า ซึ่งคล้ายกับสารพัดกลิ่นเหม็นที่เกิดจากศพเน่าเปื่อยขั้นสุด
กลิ่นเหม็นนี้ราวกับมีมวลสารจับต้องได้ มันเข้มข้นเสียจนแทบจะมองเห็นเป็นเส้นสายสีเหลืองอ่อนลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
มันชอนไชเข้าโพรงจมูกของทุกคน พุ่งทะลวงขึ้นกบาล กระตุ้นให้น้ำตาไหลพราก กระเพาะอาหารปั่นป่วนจนแทบจะขย้อนของเก่าออกมา
ขนาดชายฉกรรจ์ที่เคยเป็นทหารมาโชกโชนอย่างหลิวกั๋วต้ง พอได้กลิ่นนี้เข้าไปก็ยังหน้าเขียวคล้ำ กระเพาะอาหารบีบรัดเป็นระลอก
ปฏิกิริยาของหลินอี้ฟูนั้นดูเป็นมืออาชีพกว่า เขาล้วงหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ออกจากกระเป๋าสองชิ้นทันที ใส่ให้ตัวเองชั้นหนึ่ง แล้วยื่นให้หลิวกั๋วต้งอีกอัน
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น แววตาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“หลบไป! หลบไปให้หมด!”
หลิวกั๋วต้งสวมหน้ากากอนามัยแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย เขาโบกมือไล่ฝูงชนที่มุงดูอยู่ แล้วส่งสัญญาณให้ลูกทีมลาดตระเวนเข้าปิดล้อมห้อง 301 ไว้
“ช่างฉิน!”
“อ่า มาแล้ว”
“เคาะประตู! ถ้าไม่มีคนตอบก็งัดกุญแจให้ฉันเลย!” หลิวกั๋วต้งออกคำสั่งเสียงเข้ม
“ได้เลย” ช่างฉินพยักหน้าพลางเดินไปที่หน้าประตูห้อง 301 กลิ่นเหม็นเน่าที่ลอยปะทะจมูกทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เขายกมือขึ้น เคาะประตูอย่างแรง
“ข้างในมีคนอยู่ไหม? ป้าจาง? เปิดประตู!”
ภายในห้องเงียบกริบราวกับป่าช้า
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
ช่างฉินหันกลับไปมองหลิวกั๋วต้งแวบหนึ่ง พอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
เขาหยิบเครื่องมือโลหะรูปร่างแปลกตาหลายชิ้นออกจากกระเป๋าหนังใบเล็กที่เอว
เขาเสียบแผ่นฟอยล์บางๆ เข้าไปในรูกุญแจ แล้วใช้เหล็กแหลมเส้นเล็กเขี่ยเบาๆ อยู่ข้างใน
ฝูงชนที่มุงดูอยู่ต่างกลั้นหายใจ จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความลุ้นระทึก
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบวินาที
แกรก!
เสียงปลดล็อกดังขึ้นแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
ประตูถูกเปิดออกแล้ว
ช่างฉินยังไม่ทันจะได้เก็บเครื่องมือด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่ยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ แล้วผลักบานประตูนิรภัยอันหนักอึ้งให้แง้มเข้าไปข้างใน
และในวินาทีที่ช่องประตูเปิดออกนั่นเอง!
กลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรงกว่าเมื่อครู่นี้เป็นสิบเป็นร้อยเท่าก็ราวกับได้พบทางระบาย มันก่อตัวเป็นมวลอากาศสีเหลืองพวยพุ่งทะลักออกมาจากรอยแยกของประตู!
นั่นไม่ใช่แค่กลิ่นธรรมดาอีกต่อไปแล้ว!
แต่มันคือมวลกลิ่นขี้ที่เหนียวข้นและหนืดเหนอะ!!!
“อ้วกกกก!!! แหวะ!!!”
ช่างฉินที่ยืนอยู่หน้าสุด รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกสองคนที่อยู่ข้างๆ แทบไม่มีเวลาให้ตั้งตัว
พอถูกพายุแห่งความเหม็นเน่ากระแทกเข้าเต็มหน้า พวกเขาก็โก่งคออ้วกแตกอ้วกแตนออกมาตรงนั้นทันที!
พวกเขาทิ้งของในมือ คลานหนีหัวซุกหัวซุนไปที่ลานว่างด้านข้าง เกาะกำแพงไว้แน่นพร้อมกับขย้อนเอาทุกสิ่งทุกอย่างในกระเพาะออกมาจนหมดไส้หมดพุง
เหล่าผู้รอดชีวิตที่อยู่รอบๆ กรีดร้องลั่น พากันถอยกรูดหนีไปให้ไกลกว่าเดิม
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังบานประตูที่เปิดอ้าซ่าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ที่นั่นไม่ใช่โลกมนุษย์
แต่มันคือนรก!
มันคือ “นรกบ่ออาจม” ที่ถูกบรรยายไว้ในพระไตรปิฎกชัดๆ!