- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 61 แสงแรกแห่งความหวัง
บทที่ 61 แสงแรกแห่งความหวัง
บทที่ 61 แสงแรกแห่งความหวัง
เขาก้าวพรวดๆ แทบจะกลิ้งตัวลงบันไดห้องใต้ดินไปเลยทีเดียว
เมื่อเขาเปิดไฟฉายด้วยตัวเอง สาดส่องให้เห็นคลังเสบียงที่กองพะเนินเป็นภูเขาเลากา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เห็นเครื่องปั่นไฟดีเซลสภาพใหม่เอี่ยมอ่องตั้งอยู่ตรงมุมห้อง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากเคร่งเครียดเป็นความดีใจจนเนื้อเต้นในพริบตา
ความรู้สึกนี้ ไม่ต่างอะไรกับตอนที่โคลัมบัสค้นพบทวีปใหม่เลยแม้แต่น้อย!
“ฮ่าๆๆ... ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เสียงหัวเราะของหลิวกั๋วต้งดังก้องกังวานไปทั่วห้องใต้ดิน ฟังดูคลุ้มคลั่งอยู่ไม่น้อย
เขาสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหาเครื่องปั่นไฟเครื่องนั้น ใช้มือลูบคลำโครงโลหะอันเย็นเฉียบ ซึมซับไออุ่นจางๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่บนตัวเครื่อง
“เยี่ยม! เยี่ยมมาก!!” เขาหันขวับกลับมา เอ่ยปากชมจ้าวหู่ที่เดินตามลงมาอย่างไม่ขาดปาก
“จ้าวหู่! นายสร้างผลงานชิ้นโบแดงให้กงสีอีกแล้วนะ! ผลงานชิ้นเบ้อเริ่มเลย!”
จ้าวหู่เพียงแค่ทำวันทยหัตถ์แบบไม่ค่อยถูกระเบียบนักด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“มันเป็นหน้าที่ครับ”
หลิวกั๋วต้งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มความตื่นเต้นในใจเอาไว้ เขารู้ดีว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาฉลอง แต่เป็นช่วงเวลาทองในการแสดงอำนาจและซื้อใจคนต่างหาก
เขาเดินกลับขึ้นบันได กลับไปที่ห้องนั่งเล่น
ในตอนนี้ เขาดูฮึกเหิมลำพองใจ ราวกับแม่ทัพที่เพิ่งชนะศึกใหญ่มาหมาดๆ
สายตาของเขากวาดมองพวกหมาป่าเดียวดายที่ถูกมัดเป็นบ๊ะจ่าง บางคนก็สลบเหมือด บางคนก็นอนร้องโอดโอย และในที่สุด สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่พี่เฟิงซึ่งโดนจ้าวหู่เตะจนปางตาย
เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่เฟิง ก้มมองไอ้หนุ่มหัวทองที่เคยคิดจะท้าทายอำนาจของเขาด้วยสายตาหยามเหยียด บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยราวกับแมวหยอกหนู
“ไงล่ะ? ไหนว่าเก่งนักไม่ใช่เหรอ? ไหนว่ากร่างนักไม่ใช่เหรอ?”
หลิวกั๋วต้งใช้ปลายเท้าเขี่ยหน้าพี่เฟิง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลน “แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้นอนสภาพหมาตายแบบนี้ล่ะวะ?”
พี่เฟิงจ้องมองเขาด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง แต่เพราะในปากเต็มไปด้วยเลือดและอาการบาดเจ็บสาหัส ทำให้ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้แม้แต่คำเดียว
หลิวกั๋วต้งแค่นหัวเราะเย็นชา เลิกสนใจไอ้ขี้แพ้คนนี้
เขากระแอมไอเคลียร์คอ แล้วประกาศบทลงโทษให้ทุกคนในที่นั้นได้รับรู้โดยทั่วกันด้วยเสียงอันดัง
“ฉันขอประกาศ!”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หมู่บ้านบลูเบย์เพนนินซูล่า จะนำระบบลงโทษแบบใหม่มาใช้!”
“สำหรับพวกสวะสังคม พวกเดนมนุษย์ที่เมินเฉยต่อกฎระเบียบของกงสี เที่ยวปล้นฆ่าและพยายามจะทำลายความสามัคคีของพวกเรา! เราจะไม่แค่แบนพวกมันเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป! ทำแบบนั้นมันสบายพวกมันเกินไป!”
เขาชี้หน้าพี่เฟิงและพรรคพวกผู้โชคร้ายอย่างแรง
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกมึงทุกคน จะต้องตกเป็น ‘นักโทษใช้แรงงาน’ รุ่นแรกของหมู่บ้านบลูเบย์เพนนินซูล่าของเรา!”
“งานที่สกปรกที่สุด เหนื่อยที่สุด และอันตรายที่สุดทั้งหมด พวกมึงต้องเป็นคนทำ! ขุดส้วม เก็บขยะ จัดการศพ หรือแม้แต่เป็นเหยื่อล่อสัตว์ป่าอยู่นอกป่า! พวกมึงต้องใช้หยาดเหงื่อและแรงกายของพวกมึง ชดใช้ความผิดที่พวกมึงก่อไว้! เมื่อไหร่ที่แต้มสมทบส่วนรวมของพวกมึงกลับมาเป็นบวก เมื่อนั้น พวกมึงถึงจะกลับมาเป็น ‘คน’ ได้อีกครั้ง!”
คำพูดเหล่านี้ หนักแน่นเด็ดขาดและดังกังวาน
มันคือการประกาศการถือกำเนิดของชนชั้นใหม่ภายในหมู่บ้าน
นักโทษใช้แรงงาน…
นี่คือชนชั้นที่ต่ำต้อยยิ่งกว่า “หมาป่าเดียวดาย” และไร้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง
พวกเขาไม่เป็นไทอีกต่อไป แต่เป็นทาสที่ถูกริบสิทธิทุกอย่าง ทำได้เพียงใช้แรงงานทาสอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อแลกกับเศษเสี้ยวของโอกาสในการมีชีวิตรอด
นี่นับว่าเป็นบทลงโทษที่รุนแรงขั้นสุด ภายใต้บริบทของสังคมที่ยังมีกฎหมายรองรับเลยก็ว่าได้
พูดอีกอย่างก็คือ นี่คือการใช้อำนาจข่มขวัญรูปแบบหนึ่ง
ใช้จุดจบอันน่าสมเพชของพวกพี่เฟิง เป็นการประกาศกร้าวต่อผู้เอาชีวิตรอดทุกคนว่า: ใครตามกูรอด ใครขวางกูตาย!
หลังจากจัดการกับศัตรูเสร็จ หลิวกั๋วต้งก็สวมหน้ากาก “ผู้โอบอ้อมอารี” เดินเข้าไปหาครอบครัวคุณเฉินที่ยังคงอกสั่นขวัญแขวนอยู่ทันที
เขาประคองคุณเฉินที่ตัวสั่นงันงกขึ้นมาด้วยตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยและเห็นอกเห็นใจ
“ผมจำคุณได้ครับ คุณเฉิน ทำให้คุณกับครอบครัวต้องตกใจแย่เลย ในนามของกงสีหมู่บ้านบลูเบย์เพนนินซูล่า ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งครับ วางใจได้เลยนะครับ พวกเราจะจัดการลงโทษพวกอันธพาลไร้กฎหมายพวกนี้อย่างเด็ดขาดแน่นอน!”
ริมฝีปากของคุณเฉินสั่นระริก ทำได้เพียงพยักหน้ารับรัวๆ
หลิวกั๋วต้งกุมมือเขาไว้แน่น ท่าทีราวกับญาติมิตรที่พลัดพรากจากกันมานานแล้วได้มาพบกันใหม่
“คุณเฉินครับ” เขาเปลี่ยนเรื่องคุย น้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันที “คุณก็เห็นแล้วใช่ไหมครับ ว่าโลกตอนนี้มันอันตรายแค่ไหน การจะเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกแบบนี้ด้วยกำลังของครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวเดียว มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก วิลล่าของคุณหลังนี้มันเตะตาเกินไป เสบียงข้างในก็ล่อตาล่อใจพวกหมาป่าหิวโซได้เป็นอย่างดี วันนี้มากลุ่มนึง วันพรุ่งนี้อาจจะมีสัตว์ประหลาดที่ดุร้ายกว่านี้บุกมาก็ได้”
เขาเว้นจังหวะ สายตากวาดมองกองเสบียงที่กองพะเนินเป็นภูเขาเลากา แววตาแฝงความโลภวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่คำพูดที่เปล่งออกมากลับเต็มไปด้วยความชอบธรรม
“ดังนั้น ผมจึงมีข้อเสนอครับ เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดของคุณและครอบครัว และเพื่ออนาคตของกงสีพวกเราทั้งหมด ผมหวังว่า คุณจะยอมยกวิลล่าหลังนี้ รวมถึงเสบียงทั้งหมดในห้องใต้ดิน ให้กงสีเป็นผู้ดูแลและจัดสรรอย่างเป็นระบบครับ”
“แน่นอนว่า พวกเราจะไม่ยอมให้ผู้มีอุปการคุณที่สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้กับกงสีอย่างคุณ ต้องลำบากอย่างเด็ดขาด!”
เขากดเสียงหนักแน่น ให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจัง “ทางกงสีจะจัดหาที่พักที่ปลอดภัยในตึกสำนักงานนิติบุคคล ซึ่งเป็นเขตที่พักอาศัยที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาที่สุดของเรา ให้กับครอบครัวคุณหนึ่งห้อง! พร้อมกันนี้ พวกคุณจะได้รับโควตาอาหารที่เพียงพอสำหรับสามคนพ่อแม่ลูก ให้ได้กินอิ่มนอนหลับสบายทุกวัน! ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาล ความปลอดภัย และทุกสิ่งทุกอย่าง กงสีจะเป็นคนดูแลให้ทั้งหมดครับ!”
เขาบีบมือคุณเฉินเขย่าเบาๆ จ้องมองเขาด้วยสายตาแน่วแน่
“คุณเฉิน วางใจได้เลยครับ! ในครอบครัวใหญ่ของกงสี พวกเราจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องร่วมชาติคนไหนเด็ดขาด! พวกเราคือครอบครัวเดียวกันครับ!”
คำพูดพวกนี้ ช่างฟังดูซาบซึ้งกินใจและน่าประทับใจเสียนี่กระไร
แต่แก่นแท้ของมัน ก็คือการปล้นดื้อๆ นั่นแหละ
เขาปล้นเอาปัจจัยการผลิตและทุนในการเอาชีวิตรอดทั้งหมดของครอบครัวคุณเฉินไป แล้วเอาความปลอดภัยกับโควตาอาหารมาแลก เปลี่ยนให้พวกเขาต้องพึ่งพากงสีอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
กลายเป็น “มาสคอต” ที่ไร้ซึ่งอำนาจใดๆ
เป็นแค่ป้ายโฆษณาเดินได้ เอาไว้ป่าวประกาศความ “มีคุณธรรมน้ำมิตร” ของเขา หลิวกั๋วต้ง
เมื่อต้องเผชิญกับข้อเสนอที่ดูเหมือนจะ “โอบอ้อมอารี” นี้ คุณเฉินที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตเฉียดตายมาหมาดๆ จะเอาเรี่ยวแรงหรือกะจิตกะใจที่ไหนไปขัดขืนได้ล่ะ?
สิ่งเดียวที่เขาคิดได้ในตอนนี้ ก็คือการเอาชีวิตรอด และปกป้องลูกเมียของตัวเอง
“ผม... ผมตกลงครับ...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ทุกอย่าง... สุดแล้วแต่หัวหน้าหลิวจะจัดการเลยครับ”
“เยี่ยม!” หลิวกั๋วต้งฉีกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ
ใช้ไม้แข็งจัดการศัตรู ใช้ไม้อ่อนซื้อใจมิตร
ตบหัวแล้วลูบหลัง ช่างเป็นกลยุทธ์ที่แนบเนียนจริงๆ
……
ค่ำคืนนี้ ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะเป็นคืนที่นอนไม่หลับ
เครื่องปั่นไฟดีเซลที่ถูกประคบประหงมราวกับของล้ำค่า ถูกลำเลียงกลับไปยังกองบัญชาการชั่วคราวที่ดัดแปลงมาจากสำนักงานนิติบุคคล ภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาของชายฉกรรจ์สิบกว่าคน
อาจารย์ฉินรีบลงมือตรวจสอบสายไฟและเชื่อมต่อระบบทันที
เวลาสามทุ่มตรง
เมื่อหลิวกั๋วต้งสับคัตเอาต์ด้วยตัวเอง เสียงกระแสไฟฟ้า “หึ่งๆ” เบาๆ ก็ดังขึ้น พร้อมกับหลอดไส้ที่สว่างวาบขึ้นมาตรงหน้าต่างบานหนึ่งบนชั้นสามของอาคารกองบัญชาการ แสงสว่างจ้าจนแสบตา!
แสงสว่าง!
แสงแรกที่เกิดจากพลังงานไฟฟ้าฝีมือมนุษย์ นับตั้งแต่ทะลุมิติมายังโลกใบนี้!
ท่ามกลางหมู่บ้านที่มืดมิดและถูกปกคลุมไปด้วยแสงจากดวงจันทร์สีเลือดสองดวง แสงสว่างลำนี้ ช่างโดดเด่นสะดุดตา และดูเหลือเชื่อจนแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง!
เสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วกองบัญชาการ
หลิวกั๋วต้ง จ้าวหู่ หมอหลิน และคนอื่นๆ ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างนี้ บนใบหน้าของพวกเขาเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ
แสงสว่างลำนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่แสงสว่างธรรมดาๆ
มันคือสัญลักษณ์แห่งความหวัง ที่บอกให้ทุกคนรู้ว่า เปลวเพลิงแห่งอารยธรรมมนุษย์ยังไม่มอดดับลง
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและชนชั้นด้วยเช่นกัน
เพราะมันไม่ใช่ทรัพยากรสาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิ์ได้ใช้ร่วมกันอีกต่อไป แต่มันคือสิทธิพิเศษที่สงวนไว้สำหรับผู้ชนะเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
ทุกคนมองเห็นแสงสว่างลำนี้ แต่มีเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ในกองบัญชาการเท่านั้น ที่ได้เสวยสุขกับมันอย่างแท้จริง
แสงสว่าง ได้แบ่งแยกโลกของผู้เอาชีวิตรอดออกเป็นสองใบอย่างชัดเจน
ชนชั้นปกครอง และ... ฝูงชนตาดำๆ