- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 49 เจ็ดคนตาย บาดเจ็บนับสิบ
บทที่ 49 เจ็ดคนตาย บาดเจ็บนับสิบ
บทที่ 49 เจ็ดคนตาย บาดเจ็บนับสิบ
ไม่มีใครหัวเราะเยาะเขา
แม้ว่าสภาพของเขาในตอนนี้จะดูทุลักทุเลจนถึงขีดสุด แม้ว่ากลิ่นฉุนกึกของปัสสาวะจะเหม็นจนทำให้คนต้องขมวดคิ้วก็ตาม
เพราะทุกคนก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ต่างก็หวาดกลัวจนสติแตกไปแล้ว
ความหวาดกลัวที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายแบบซึ่งๆ หน้า ความรู้สึกไร้พลังที่ถูกปั่นหัวเล่นตามใจชอบ ได้บดขยี้ศักดิ์ศรีเฮือกสุดท้ายในใจของพวกเขาจนแหลกละเอียด
เมื่อมนุษย์ถูกถอดออกจากตำแหน่งผู้ครองโลก ก็เป็นได้แค่สัตว์ป่าไพรเมตที่มีสมองฉลาดกว่าปกติก็เท่านั้น
สายตาของจ้าวหู่กวาดมองผืนป่าที่เต็มไปด้วยความซากปรักหักพัง ก่อนจะเริ่มออกคำสั่ง
“ใครที่ยังขยับตัวได้ ไปดูคนเจ็บรอบๆ ซิ! เช็คยอดคนด้วย!”
เหล่าผู้เอาชีวิตรอดเริ่มขยับตัวอย่างชาชิน
ไม่นานนัก ตัวเลขความสูญเสียคร่าวๆ ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกคน
ตายเจ็ด บาดเจ็บกว่าสิบคน
ซากศพเจ็ดร่างที่แหว่งวิ่นจนแทบจำเค้าโครงเดิมไม่ได้นอนระเกะระกะจมกองเลือด บางคนถูกกรงเล็บตะปบจนหน้าอกแหลกเหลว บางคนถูกเขี้ยวเจาะทะลุลำคอ สภาพการตายนั้นน่าอนาถและชวนให้สะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง
ยังมีผู้เอาชีวิตรอดอีกสิบกว่าคน แม้จะโชคดีรอดชีวิตมาได้ แต่ก็ล้มลุกคลุกคลานจนหัวร้างข้างแตก หรือไม่ก็ข้อเท้าพลิกในระหว่างที่วิ่งหนีตายอย่างโกลาหลเมื่อครู่นี้ ตอนนี้พวกเขากำลังนอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น
ความโหดร้ายของผืนป่าแห่งนี้ เหนือล้ำจินตนาการของทุกคนไปไกลลิบ
……
ในขณะเดียวกัน ลึกเข้าไปในป่าห่างจากลานประหารเลือดแห่งนี้ไปหลายร้อยเมตร
หมิงเต้าหยุดฝีเท้าลงทันที
เสียงคำรามของเสือที่ดังกึกก้องมาจากส่วนลึกของป่า เขาก็ได้ยินมันเช่นกัน
“พี่... พี่หมิง... เสียงเมื่อกี้มันคือตัวอะไรน่ะ?”
“ไม่รู้สิ” หมิงเต้าส่ายหน้า “แต่ต้องเป็นตัวเบ้งแน่ๆ ตัวเบ้งระดับที่แม้แต่เสือเขี้ยวดาบเมื่อกี้ยังไม่กล้าแหยม”
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ วิกฤต ย่อมหมายถึงโอกาสเช่นกัน
การล่าถอยของเสือเขี้ยวดาบ และแรงสั่นสะเทือนจากเสียงคำรามนั้น หมายความว่าพื้นที่แถบนี้จะกลายเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดไปในระยะเวลาสั้นๆ เพราะคงไม่มีสัตว์ป่าหน้าโง่ตัวไหนกล้ามากำเริบเสิบสานใกล้กับอาณาเขตของเจ้าป่าตัวนี้แน่
เขาสังเกตลักษณะภูมิประเทศรอบๆ
บริเวณนี้มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ แสงสว่างสลัว บนพื้นถูกปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้แห้งและใบไม้ร่วงหล่นทับถมกันหนาเตอะ เส้นทางเดินของสัตว์ป่าที่เลือนรางหลายสายมาบรรจบกันที่นี่
ไร้ร่องรอยของมนุษย์ แต่กลับเต็มไปด้วยรอยเท้าสัตว์
ที่นี่แหละ คือจุดที่เหมาะเหม็งที่สุดในการวางกับดัก!
“เอากระเป๋ามา” หมิงเต้าแบมือไปทางหวังฉู่
หวังฉู่ยื่นกระเป๋าปีนเขาใบหนักอึ้งส่งให้ตามสัญชาตญาณ
หมิงเต้ารูดซิปเปิดออก แล้วหยิบกับดักหนีบสัตว์สามอันนั้นออกมาจากข้างใน
“เชี่ยเอ๊ย! พี่หมิง พี่... พี่จะเอาไอ้ของพรรค์นี้มาวางไว้ตรงนี้เนี่ยนะ?!”
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?”
หมิงเต้าไม่อธิบายให้มากความ เขาหยิบกับดักหนีบสัตว์ขึ้นมาอันหนึ่ง ใช้เท้าเหยียบไว้ด้านหนึ่ง แล้วใช้สองมือออกแรงง้างมันออก
เสียงดังกริ๊ก ปากฟันปลาของกับดักก็ถูกล็อกติดแน่น
เขาชี้ไปที่สลักเรียวยาวตรงกลางกับดัก พร้อมกับเอ่ยเตือนหวังฉู่อย่างจริงจัง
“เห็นไอ้ก้านนี่ไหม? นี่คือสลัก แค่ใช้แรงเท่าเส้นผมก็ทำให้มันดีดตัวได้แล้ว เดี๋ยวตอนเอาไปวาง ห้ามไปโดนมันเด็ดขาด ไม่งั้นเท้าแกได้ขาดกระจุยแน่ เข้าใจไหม?”
หวังฉู่มองท่อนเหล็กที่แผ่รังสีอันตรายนั่นแล้วรู้สึกชาหนึบไปทั้งหนังหัว รีบพยักหน้าหงึกๆ รัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร
“ขะ... เข้าใจแล้ว!”
“แยกย้ายกันไปทำ” หมิงเต้ายื่นกับดักหนีบสัตว์อีกสองอันให้หวังฉู่ “เดินตามรอยเท้าสัตว์พวกนี้ไป ทุกๆ หนึ่งร้อยเมตร หาจุดลับตาคน แล้วฝังมันไว้ใต้ใบไม้แห้ง จำไว้ว่าต้องพรางตาให้เนียน อย่าให้คนหรือสัตว์ป่ามองปราดเดียวก็รู้”
“ดะ... ได้ครับ!”
ทั้งสองคนเริ่มลงมือทันที
หมิงเต้าเลือกพุ่มไม้ตรงหัวมุมของเส้นทางสัตว์ป่า ใช้มีดทหารขุดหลุมตื้นๆ แล้วค่อยๆ วางกับดักหนีบสัตว์ที่ง้างเอาไว้ลงไปอย่างระมัดระวัง
จากนั้น เขาก็ใช้กิ่งไม้เรียวยาวเขี่ยใบไม้แห้งและเศษดินร่วนๆ รอบๆ ขึ้นมาปกปิดมันไว้อย่างมิดชิดและประณีต เหลือทิ้งไว้เพียงสลักปลิดชีพที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนใต้ใบไม้แห้งที่ดูไร้พิษสง
หากมองจากภายนอก ตรงนี้ก็ไม่ได้ดูแตกต่างไปจากพื้นดินรอบๆ เลยแม้แต่น้อย แต่ขอเพียงแค่มีสัตว์ตัวใหญ่สักหน่อยเดินผ่านมาเหยียบโดนใบไม้ใบนั้น สิ่งที่จะต้อนรับมัน ก็คือกรงเล็บเหล็กกล้าที่จะฉีกทึ้งเนื้อหนังจนขาดวิ่น
ถึงหวังฉู่จะงุ่มง่ามไปบ้าง แต่พอดูตัวอย่างจากหมิงเต้า เขาก็เรียนรู้และทำตามได้อย่างไม่เลว เขาค่อยๆ วางกับดักหนีบสัตว์อีกสองอันจนเสร็จสิ้นอย่างระมัดระวัง
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสองก็ไม่ได้เดินกลับทางเดิม แต่กลับเลือกใช้เส้นทางอื่น ลอบเร้นกายมุ่งหน้ากลับไปทางหมู่บ้านอย่างเงียบเชียบ
ระหว่างทาง พวกเขาบังเอิญเจอผู้เอาชีวิตรอดอีกหลายกลุ่มที่วิ่งหนีตายออกมาจากส่วนลึกของป่าเช่นเดียวกัน
พอคนพวกนั้นเห็นว่าหมิงเต้ากับหวังฉู่เดินออกมาจากพื้นที่ดงอันตรายที่สุดได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ซ้ำยังดูนิ่งสงบสุดๆ ไม่เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการหนีตายมาหมาดๆ แววตาของพวกเขาก็เผยให้เห็นถึงความตกตะลึงระคนสงสัย และมีความยำเกรงแฝงอยู่ลึกๆ
……
เมื่อหลิวกั๋วต้งพาทีม รปภ. มาถึงอย่างล่าช้า สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงในพริบตา
“นี่มันเรื่องเชี่ยอะไรกันเนี่ย?!”
เสียงของหลิวกั๋วต้งกดต่ำอย่างข่มกลั้นความโกรธ เขาพุ่งพรวดเข้าไปหาจ้าวหู่แล้วคำรามเสียงต่ำ
“ฉันบอกให้พวกแกรออยู่แถวรอบนอกไม่ใช่หรือไง?! แล้วทำไมถึงได้ตายกันเกลื่อนขนาดนี้?!”
บนใบหน้าของจ้าวหู่ไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ เขาเพียงแค่ปักไม้ง่ามระงับเหตุกระแทกลงกับพื้น แล้วเล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังอย่างรวบรัดและได้ใจความ
เริ่มตั้งแต่ตอนที่พี่สุ่ยอวดเก่งยิงหมูป่า จนไปยั่วโมโหหมูป่าเข้า แล้วก็ลากเอาเสือเขี้ยวดาบที่สยองขวัญยิ่งกว่าเดิมออกมา จนกระทั่งถึงจุดพีคตอนจบที่พี่สุ่ยหาเรื่องใส่ตัว ยิงศรปลิดชีพที่เกือบจะทำให้ตายห่ากันยกปาร์ตี้
เขาไม่ได้ใส่สีตีไข่ เพียงแค่เล่าไปตามความจริง
หลังจากฟังจบ สีหน้าของหลิวกั๋วต้งก็ไม่สามารถอธิบายด้วยคำว่ามืดทะมึนได้อีกต่อไป เขากำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธจัดจนถึงขีดสุด
สายตาของเขามองข้ามฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่ร่างของพี่สุ่ยที่ตอนนี้กำลังนั่งหน้าซีดเผือดขวัญหนีดีฝ่อ
“ไอ้สวะ ดีแต่สร้างเรื่องบรรลัย!”
หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ พี่สุ่ยคงถูกแล่เนื้อเถือหนังไปเป็นร้อยรอบแล้ว
ทว่าตอนนี้ ไม่ใช่เวลามาเอาผิดใคร
“อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว!” หลิวกั๋วต้งตัดสินใจอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว เขาหันไปออกคำสั่งกับทีม รปภ. และจ้าวหู่ที่อยู่ข้างๆ
“กลิ่นเลือดจะลากพวกมันมาอีกเพียบ! จัดการศพทั้งเจ็ดคนนี่ซะ! เดี๋ยวนี้! ทันที!”
“จัดการเหรอ?” รปภ. หนุ่มคนหนึ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับตามสัญชาตญาณ
“หัวหน้าหลิว จะให้... จัดการยังไงครับ?”
“ก็ฝังไงเล่า!” หลิวกั๋วต้งตวาดลั่น “หรือมึงจะให้กูไปหาทำเลฮวงจุ้ยดีๆ แล้วตั้งป้ายสลักชื่อให้พวกมันด้วยหา?! ขุดหลุม! ฝังมันซะ! เร็วเข้า!”
เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง ทีม รปภ. และผู้เอาชีวิตรอดชายบางส่วนที่ยังพอขยับตัวได้ ก็เริ่มลงมือทำตามทันที
พวกเขาไม่มีอุปกรณ์เฉพาะทาง จึงต้องใช้สันขวานดับเพลิงทุบ ใช้มีดพร้าฟัน และใช้มือเปล่าตะกุยดิน
บนผืนดินที่เพิ่งเป็นประจักษ์พยานแห่งการนองเลือด พวกเขาได้จัดงานศพที่เรียบง่ายที่สุดครั้งแรกนับตั้งแต่วันสิ้นโลกเปิดฉากขึ้น เพื่อไว้อาลัยให้กับเพื่อนพ้องของตน
ไร้ซึ่งดนตรีบรรเลงโศก มีเพียงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นที่ถูกกดเก็บไว้
หญิงสาวคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ข้างศพสามี ร้องไห้แทบขาดใจ
“พี่หวัง! ตื่นสิพี่หวัง! มองฉันสิ! มองดูลูกของเราสิ! ทำไมพี่ถึงทิ้งพวกเราไปแบบนี้ล่ะ...”
สามีของเธอ ก็คือไอ้บ้าเลือดคนแรกที่ตะโกนว่า สู้ตายกับไอ้เดรัจฉานนี่ แล้วพุ่งตัวออกไปนั่นแหละ
ความกล้าหาญของเขา ไม่ได้แลกมาซึ่งเกียรติยศใดๆ ทิ้งไว้เพียงครอบครัวที่พังทลาย
“อย่าร้องเลยครับ” หมอหลินอี้ฟูเดินเข้ามา เขาย่อตัวลง เอามือตบไหล่หญิงสาวเบาๆ เพื่อปลอบโยน
“ปล่อยให้เขา... จากไปอย่างสงบเถอะครับ”
“สงบเหรอ? สภาพแบบนี้มันเรียกสงบตรงไหนวะ?!”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน จ้องเขม็งไปที่หลินอี้ฟู หลิวกั๋วต้ง และทุกคนในบริเวณนั้น ก่อนจะแผดเสียงกรีดร้องออกมาอย่างคนเสียสติ
“พวกแกมันฆาตกร! พวกแกทั้งนั้น! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกแกดันทุรังจะทำภารกิจบ้าบอนั่น! พวกแกหลอกพวกเรามาที่นรกขุมนี้! ชีวิตผัวฉัน พวกแกจะเอาอะไรมาชดใช้?!”
คำถามที่แทงใจดำของเธอ จี้จุดอ่อนของทุกคนที่อยู่ตรงนั้นเข้าอย่างจัง
หากไม่ใช่เพราะคะแนนบ้าบอที่จับต้องไม่ได้นั่น หากไม่ได้ถูกล่อลวงด้วยอนาคตอันสวยหรู แล้วพวกจะเขาจะมาเหยียบที่นี่ทำไมกันล่ะ?
ริมฝีปากของหลิวกั๋วต้งขยับไปมา แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะหุบปากลง
เขาจะพูดอะไรได้ล่ะ? บอกว่านี่ก็เพื่อส่วนรวมงั้นเหรอ? หรือบอกว่าการเสียสละเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้งั้นสิ?
เมื่ออยู่ต่อหน้าชีวิตที่เพิ่งดับสูญไปทีละคน คำอธิบายใดๆ ก็ดูไร้น้ำหนักและว่างเปล่าไปหมด
รังแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
เขาทำได้เพียงนิ่งเงียบ ปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้ตะโกนด่าทอต่อไป
ท้ายที่สุด หลุมดินตื้นๆ สภาพอนาถาเจ็ดหลุมก็ถูกขุดจนเสร็จ
ร่างอันเย็นเฉียบทั้งเจ็ดร่าง ถูกเพื่อนพ้องและคนในครอบครัวช่วยกันประคองขึ้น ก่อนจะค่อยๆ หย่อนลงไปในหลุม
บนดินแดนที่แปลกตานี้ เหล่าผู้เอาชีวิตรอดได้หลั่งน้ำตาหยดแรกของวันสิ้นโลก เพื่อไว้อาลัยให้กับสหายที่จากไป
ภาพความโศกเศร้าเหล่านี้ คือสิ่งที่หมิงเต้าและหวังฉู่มองเห็น
พวกเขาไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ ทำเพียงแค่ยืนมองอยู่ห่างๆ
หวังฉู่มองดูผู้คนที่กำลังยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น ริมฝีปากของเขาสั่นระริก ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงจะเปล่งเสียงออกมาได้ประโยคหนึ่ง
“พี่หมิง... พวกเรา... พวกเราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?”
หมิงเต้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้า
“พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น”
“สิ่งที่ผิด คือโลกใบนี้ต่างหาก”
“ความอ่อนแอ นั่นแหละคือตราบาปแต่กำเนิด”