- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 29 ใครมันปล่อยกลิ่นยั่ววะ???
บทที่ 29 ใครมันปล่อยกลิ่นยั่ววะ???
บทที่ 29 ใครมันปล่อยกลิ่นยั่ววะ???
ชั้นเจ็ด ห้อง 703
หนุ่มออฟฟิศวัยสามสิบต้น ๆ คนหนึ่ง นั่งทำหน้าตายด้านอยู่หน้าโต๊ะกินข้าว บนโต๊ะมีอาหารกลางวันของเขาวางอยู่…
บิสกิตอัดแท่งแห้ง ๆ สองชิ้นกับน้ำเปล่าครึ่งแก้ว
เขาชื่อหลี่เค่อ เมื่อเช้าเขาไม่กล้าลงไปข้างล่าง
ได้แต่หัวหดมุดหัวอยู่ในห้อง
เขาหยิบบิสกิตขึ้นมาอย่างกับหุ่นยนต์ อ้าปากเตรียมจะแทะไอ้ก้อนแป้งที่แข็งอย่างกับหินนั่น
ทันใดนั้น กลิ่นหอมเข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้ก็ลอยมาเตะจมูก
กลิ่นนั้น... มันคืออะไร?
มือของหลี่เค่อชะงักค้างกลางอากาศ
เนื้อ! กลิ่นเนื้อชัด ๆ! แล้วก็... เห็ด? ไม่สิ ยังมี... บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป! กลิ่นรสผักกาดดองสูตรต้นตำรับ!
กลิ่นหลายตลบนี้ผสมปนเปกัน เล่นเอาต่อมน้ำลายเขาแตกซ่าน
“อึก”
น้ำลายไหลย้อยลงมาจากมุมปากอย่างห้ามไม่อยู่ หยดแหมะลงบนบิสกิตแห้ง ๆ จนเป็นดวง
ดวงตาของเขาแดงก่ำขึ้นมาทันที!
เขาพุ่งไปที่หน้าต่างอย่างบ้าคลั่ง สูดจมูกดมกลิ่นหอมจาง ๆ นั่นสุดแรง
ชัดเลย! ลอยมาจากข้างบน!
ใคร?!
ใครหน้าไหน?!
ในยุคที่ทุกคนต้องกินผักกินหญ้าประทังชีวิตแบบนี้ ใครแม่งอุตริมากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวะ?! แถมยังใส่เนื้อไก่กับเห็ดด้วย?!
ไฟริษยาลุกโชนเผาใจจนร้อนรุ่ม
ทำไม?!
ติดแหง็กอยู่ที่นี่เหมือนกัน ทำไมบางคนได้กินดีอยู่ดี ส่วนตัวเขาต้องมานั่งแทะบิสกิตอัดแท่งที่หมายังเมิน?!
“แม่งเอ๊ย... ไอ้ชาติชั่ว...”
...
ชั้นหก ห้อง 601
“แง~ แม่จ๋า หนูหิว... หนูหิว...”
เด็กชายตัวน้อยวัยสี่ห้าขวบนอนร้องไห้งอแงอยู่บนเตียงด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ใบหน้าเหลืองซีดเซียว
พี่สาวหวังผู้เป็นแม่นั่งอยู่ข้างเตียง เช็ดเหงื่อกาฬบนหน้าผากลูกชายด้วยความปวดใจ พลางปลอบเสียงอ่อน
“คนเก่ง นอนนะลูก นอนหลับแล้วจะไม่หิว เดี๋ยวแม่จะเสกน่องไก่ให้กินนะ...”
สิ้นเสียงปลอบ กลิ่นหอมที่ผสมผสานระหว่างเนื้อสัตว์และเห็ดสดก็ลอยเข้ามา
เสียงร้องไห้เงียบกริบ เด็กน้อยลุกพรวดขึ้นมานั่ง จมูกเล็ก ๆ ขยับฟุดฟิด ดวงตาดำขลับเปล่งประกายขึ้นมาทันที
“แม่! แม่ดมสิ! น่องไก่! หนูได้กลิ่นน่องไก่! แม่เสกน่องไก่มาให้หนูจริง ๆ ด้วยเหรอ?”
ใบหน้าของพี่สาวหวังซีดเผือดลงทันตา
จะไปเอาน่องไก่มาจากไหน?
ขาคนกินได้ไหมล่ะ?
เธอก็ได้กลิ่นเหมือนกัน กลิ่นแบบนี้ สำหรับผู้ใหญ่ที่หิวโซมันคือการทรมานแสนสาหัส ไม่ต้องพูดถึงเด็กตัวแค่นี้เลย
“ไม่ใช่... ลูก... นั่นไม่ใช่...”
“ใช่สิ! กลิ่นน่องไก่ชัด ๆ!” เด็กน้อยเลิกผ้าห่มจะลงจากเตียง ร้องไห้จ้า “หนูจะกินน่องไก่! แม่จ๋า! หนูอยากกินน่องไก่!”
มองดูหน้าแดง ๆ และฟังเสียงร้องไห้แทบขาดใจของลูก หัวใจของพี่สาวหวังเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้
เธอกัดริมฝีปากแน่น สายตาเคียดแค้นมองออกไปนอกหน้าต่าง
ใคร?
ใครกัน?!
เวลานี้ยังจะมีหน้ามากินเนื้ออีก!
จิตใจทำด้วยอะไร?!
...
ชั้นแปด ห้อง 802
หมิงเต้าไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยเลย
เขาประคองหม้อบะหมี่ร้อนฉ่า นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่น หลังพิงโซฟา เตรียมตัวโซ้ยเต็มที่
น้ำซุปสีทองลอยหน้าด้วยน้ำมันพริกบาง ๆ เนื้อไก่ขาวจั๊วะกับเห็ดชิ้นโตแทรกตัวอยู่ระหว่างเส้นบะหมี่เหนียวนุ่ม มีผักกาดแก้วอบแห้งโรยหน้า หน้าตาดีระดับภัตตาคาร
เขาคีบเส้นขึ้นมา เป่าฟู่ ๆ แล้วสูด “ซู้ดดด” เข้าปาก
เส้นดูดซับน้ำซุปจนชุ่มฉ่ำ รสสัมผัสเหนียวหนึบ รสชาติเข้มข้น เนื้อไก่นุ่มชุ่มลิ้น ไร้ความกระด้างของเนื้อแช่แข็ง ส่วนเห็ดพวกนั้น... ยิ่งมอบความสดใหม่ระดับพระกาฬ ทุกครั้งที่เคี้ยว ราวกับน้ำหวานจากป่าเขาระเบิดซ่านในปาก!
อร่อยเหาะ!
หมิงเต้ากินอย่างตะกละตะกลาม ไม่สนว่ามันจะลวกปาก คีบเข้าปากคำแล้วคำเล่า หยุดไม่ได้
บะหมี่ น้ำซุป ไก่ เห็ด หม้อเบ้อเริ่มหายวับไปในพริบตา แม้แต่น้ำซุปหยดสุดท้ายก็ไม่เหลือ
“เอิ๊ก~”
เสียงเรอแห่งความอิ่มเอมดังสนั่น
ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากกระเพาะ ขับไล่ความหนาวเหน็บและความเหนื่อยล้าสะสม ความอิ่มตื้อและคาร์โบไฮเดรตจำนวนมหาศาลทำให้หนังตาเริ่มหย่อน
ความง่วงเข้าครอบงำ
เขาไม่ฝืนสังขาร เก็บกวาดหม้อชามลวก ๆ แล้วเดินไปล้มตัวลงนอนทั้งชุด
ออมแรงไว้สำหรับภารกิจช่วงบ่าย
ในขณะที่เขาหลับเป็นตาย ที่ลานกว้างกลางหมู่บ้าน งานลงทะเบียนเข้า “กงสี” ของหลิวกั๋วต้งยังดำเนินไปอย่างดุเดือด อาหารบนผ้าใบกันน้ำถูกขนไปเก็บที่นิติบุคคล มี รปภ. เฝ้าแน่นหนา ห้ามใครเข้าใกล้
ในขณะเดียวกัน ที่ตึกอื่น
พี่เฟิงที่กลับบ้านมาคนเดียวถีบประตู “ปัง” เข้าห้อง
ในห้องว่างเปล่า
น้ำไม่ไหล ไฟดับ ข้าวสารกรอกหม้อก็ไม่มี
มีแค่ผักป่าเหี่ยว ๆ ไม่กี่ต้นที่เพิ่งเก็บมาได้
“โครกคราก...”
เสียงท้องร้องประท้วงดังลั่น
เขาได้ยินเสียงจอแจจากลานกว้างข้างล่าง จมูกก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อจาง ๆ ลอยมาตามลม แววตาโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งทวีความรุนแรง
โลกนี้... สุดท้ายก็ต้องแย่งชิงเท่านั้นแหละวะ!