- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 22 เห็ดไข่ห่าน
บทที่ 22 เห็ดไข่ห่าน
บทที่ 22 เห็ดไข่ห่าน
คนเป็น ๆ ยี่สิบชีวิตนี้ ก็คือยาหอมยาลมชั้นดีนี่เอง!
พวกเขายืนยันด้วยความปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนของตัวเอง เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นความจริงข้อหนึ่ง
ป่าที่ดูเหมือนจะน่าสะพรึงกลัวแห่งนั้น ดูเหมือนว่า... จะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด!
ความกลัว มีต้นตอมาจากความไม่รู้ และเมื่อม่านแห่งความไม่รู้ถูกเลิกขึ้นเพียงมุมหนึ่ง สิ่งที่เผยออกมากลับไม่ใช่คมเขี้ยวสัตว์ร้าย แต่เป็นกระต่ายอ้วนพี
ความยำเกรงต่อผืนป่าของผู้คนจึงบิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว หมักบ่มจนกลายเป็นอารมณ์ดิบเถื่อนอีกชนิดหนึ่ง…
ความกระหาย!
“กระต่าย! เมื่อกี้ฉันเห็นกระต่าย! ตัวเบ้อเริ่มเทิ่มเลย!”
“ถ้าเอาไอ้นั่นมาตุ๋นซุปนะ... แม่เจ้าโว้ย...”
“ในป่าต้องมีอย่างอื่นอีกแน่! ผักป่า! เห็ด! ผลไม้ป่า!”
“กระต่ายตัวเดียวก็พอให้ครอบครัวฉันอิ่มไปมื้อนึงแล้ว!”
แววตาของฝูงชนเปลี่ยนไป ทะเลสีเขียวขจีผืนนั้น ไม่ใช่หุบเหวนรกอีกต่อไป แต่มันคือขุมทรัพย์มหาศาลที่แค่เอื้อมมือก็คว้ามาได้!
อาหาร ทรัพยากร แต้มคะแนน... ทุกสิ่งทุกอย่าง ดูเหมือนกำลังกวักมือเรียกพวกเขาอยู่
หลิวกั๋วต้งยืนอยู่บนที่สูง กวาดสายตามองทุกอย่างไว้ในกำมือ เขารู้ดีว่าโอกาสทองมาถึงแล้ว!
เขาชูโทรโข่งขึ้นอีกครั้ง ตะโกนก้องสุดเสียง พร้อมชูแขนขึ้นฟ้าปลุกใจ
“พี่น้องเอ๋ย! ลูกบ้านทุกคน! ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ระดับภัยคุกคามของป่าแห่งนี้ ต่ำกว่าที่เราจินตนาการไว้มาก! อันตรายน่ะมีอยู่จริง แต่โอกาสนั้นยิ่งใหญ่กว่า!”
“ภารกิจอยู่ตรงหน้าแล้ว! รางวัลสองร้อยแต้มกำลังกวักมือเรียกพวกเรา! เราจะรอช้าไม่ได้อีกแล้ว! แทนที่จะมัวโอ้เอ้อยู่ตรงนี้ รอรับคำพิพากษาอย่างเฉื่อยชาในอีกสามสิบวันข้างหน้า สู้ตีเหล็กตอนกำลังร้อน เป็นฝ่ายรุกก่อนดีกว่า! รีบจัดการให้จบ ๆ ไปซะ!”
เขาชี้นิ้วไปทางป่าอย่างดุดัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยพลังปลุกระดม
“ผมขอเสนอ! ให้ทุกคนบุกเข้าป่าเดี๋ยวนี้! ไปทำภารกิจให้สำเร็จ!”
“เห็นด้วย!”
“ลุยแม่มเลย!”
“แม่งเอ๊ย! ข้าหิวจนไส้กิ่วแล้ว! เข้าไปหาของกินกัน!”
“ใช่! รีบจัดการให้จบ! เอาสองร้อยแต้มมา แล้วแซงหน้าพวกมันซะ!”
ภายใต้การจัดตั้งของหลิวกั๋วต้งและลูกสมุน รปภ. ฝูงชนเริ่มทยอยกันหลั่งไหลเข้าสู่ผืนป่าเป็นระลอก
“พี่หมิง เราไปด้วยไหม?”
ใบหน้าของหวังฉู่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ร่างกายอ้วนฉุของเขาขยับเขยื้อนอย่างยากลำบากท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด
หมิงเต้าพยักหน้า เขายังคงรักษาระดับความระแวดระวังไว้เต็มพิกัด มือขวากำชะแลงเหล็กแน่น
เขารู้ดีว่ากระต่ายคงไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในป่า ยิ่งอยู่ในช่วงเวลาแห่งความบ้าคลั่งหมู่แบบนี้ อันตรายแฝงเร้นก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ทั้งสองคนปะปนไปกับฝูงชนกลุ่มที่สอง ก้าวเท้าพ้นเขตแดนของหมู่บ้าน
สัมผัสของดินนุ่ม ๆ ใต้ฝ่าเท้า ผสมผสานกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของซากพืชทับถมและหญ้าสด ดึงดูดพวกเขาเข้าสู่โลกใบใหม่อย่างฉับพลัน
ทันทีที่เข้าสู่เขตป่า ฝูงชนก็แตกฮือกันเหมือนผึ้งแตกรัง
คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าไปลึก ได้แต่วนเวียนอยู่แถวชายป่า คุ้ยเขี่ยหาของราวกับล่าสมบัติ จับกลุ่มกันสามสี่คน บางคนพยายามหักกิ่งไม้แห้งจากต้นไม้มาทำฟืน บางคนก็ก้มหน้าก้มตาควานหาของกินในพงหญ้า
“อุ๊ยตาย! ตรงนี้มีผักชีล้อมด้วย!”
“อันนี้ผักเบี้ยใหญ่! กินได้นะ! เอาไปลวกแล้วยำ อร่อยเหาะเลยล่ะ!”
เหล่ามนุษย์ป้าผู้เจนจัดไม่รู้ไปขุดถุงพลาสติกมาจากไหน นั่งยอง ๆ ขุดผักป่ากันอย่างคล่องแคล่ว
ท่าทางของพวกป้าแกชำนาญ สีหน้ามุ่งมั่น ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปสู่ยุคข้าวยากหมากแพงเมื่อหลายสิบปีก่อน
เพียงแต่เปลี่ยนฉากจากคันนาในชนบท มาเป็นป่าในต่างโลกแห่งนี้แทน
“พี่หมิง เราเข้าไปข้างในอีกหน่อยดีไหม?”
หวังฉู่เห็นได้ชัดว่าไม่สนใจผักหญ้าพวกนี้ สายตาของเขามองลึกเข้าไปในป่าด้วยความกระตือรือร้น
หมิงเต้ากวาดตามองฝูงชนที่วุ่นวายรอบตัว แล้วพยักหน้า ตรงนี้คนเยอะเกินไป ต่อให้มีของดีจริง ๆ ก็คงไม่ตกถึงท้องพวกเขาหรอก
ทั้งสองเดินตามกันไป หลบเลี่ยงผู้คน มุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของป่า
แสงสว่างในป่าเริ่มสลัวลง กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ยักษ์บดบังท้องฟ้า มีเพียงแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านช่องว่างลงมาเป็นจุด ๆ อากาศเริ่มชื้นแฉะขึ้นเจือด้วยความเย็นยะเยือก
เดินมาได้ราวร้อยเมตร ตรงพุ่มไม้อับชื้นมุมหนึ่ง หวังฉู่ก็หยุดฝีเท้ากึก ดวงตาเป็นประกายวาววับ
“พี่หมิง! ดูนั่นสิ!”
หมิงเต้ามองตามนิ้วที่ชี้ไป สายตาก็พลันจ้องเขม็ง
ที่โคนพุ่มไม้นั้น มีกลุ่มเห็ดหลากสีสันขึ้นอยู่อย่างสะเปะสะปะ ราวกับจานสีที่ทำหกเรี่ยราด แดง เหลือง ส้ม ขาว... หลากสีสัน หลายรูปทรง เบียดเสียดกันแน่นขนัด ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษท่ามกลางป่าสลัว
“เชี่ย! รวยเละแล้วงานนี้!”
หวังฉู่ตื่นเต้นจนเสียงสั่น เขาถูมือไปมา ทำท่าจะเอื้อมมือไปเด็ดทันที
“อย่าขยับ!”
หมิงเต้าคว้าข้อมือเขาหมับ บีบแน่นจนหวังฉู่ร้อง “โอ๊ย”
“พี่หมิง ทำอะไรเนี่ย?” หวังฉู่มองหน้าเขาด้วยความงุนงง
หมิงเต้าทำหน้าเครียด จ้องมองเห็ดสีฉูดฉาดพวกนั้น แล้วพูดเสียงเข้ม
“ไอ้พวกสีประหลาด ๆ แบบนี้ ยิ่งสวยยิ่งอันตราย แกเข้าใจไหม?”
นี่คือความรู้ที่เขาจำมาจากสารคดีเอาตัวรอดต่าง ๆ จนแทบจะฝังลงในกระดูกดำ เห็ดพวกนี้สีสันฉูดฉาดขนาดนี้ ดูยังไงก็ไม่ใช่ของดี มีพิษร้ายแรงแน่นอน
หวังฉู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มแปลก ๆ เขาแกะมือหมิงเต้าออก แล้วชี้ไปที่เห็ดกอมหึมาสีเหลืองทองอร่าม ขอบหยักเป็นคลื่นที่ดูเด่นที่สุดในกลุ่ม ถามย้อนกลับไปว่า
“งั้นพี่ลองบอกซิว่า อันเนี้ย มีพิษไหม?”
สีของเห็ดนั้นสดจัดจ้านราวกับทองคำแท้ สว่างจ้าจนแสบตาในป่ามืด ๆ
หมิงเต้าตอบสวนทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ถามได้! เหลืองอ๋อยเหมือนทาสีขนาดนี้ ดูยังไงก็มีพิษ! ห้ามแตะเด็ดขาด! ขืนกินเข้าไปมีหวังได้ไปทัวร์นรกแน่!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!” หวังฉู่ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น ตัวงอเป็นกุ้ง พุงกระเพื่อมจนตัวสั่น
“พี่หมิงเอ๊ยพี่หมิง นี่มัน... ความคิดคนเมืองชัด ๆ!”
หมิงเต้าขมวดคิ้ว “หมายความว่าไง?”
“ผิด! ผิดมหันต์เลยพี่!”
หวังฉู่หุบยิ้ม สีหน้าเปลี่ยนเป็นมั่นใจและเปล่งประกายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“นี่เขาเรียกเห็ดมันปู หรือเห็ดคัลทาเรล พี่อย่าเห็นว่าหน้าตามันน่ากลัวนะ แต่นี่คือหนึ่งในสี่เห็ดชื่อดังระดับโลกเชียวนะ รสชาติระดับภัตตาคาร! พี่ลองดมดูสิ จะมีกลิ่นหอมเหมือนแอปริคอตจาง ๆ ของพวกนี้เพาะเลี้ยงไม่ได้ ต้องเก็บจากป่าล้วน ๆ ตลาดบ้านเราขายตากแห้งโลนึงเป็นพันเลยนะ!”
กลิ่นแอปริคอตเหรอ?
หมิงเต้าก้มลงดมอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วก็ต้องแปลกใจที่มีกลิ่นหอมหวานของผลไม้ลอยเข้าจมูกจริง ๆ
สีหน้าของเขาเริ่มเจื่อนลง
หวังฉู่เห็นดังนั้นก็ยิ่งได้ใจ ชี้ไปที่เห็ดอีกกอหนึ่ง ดอกเห็ดสีส้มแดงสดใส มีเกล็ดสีขาวปกคลุม ก้านสีเหลืองอ่อน ดู “อวดดี” ไม่แพ้กัน
“แล้วอันนี้ล่ะ?” หวังฉู่ถามลองเชิง
คราวนี้หมิงเต้าเริ่มเข็ด ไม่กล้าฟันธง ได้แต่อึกอัก
“อันนี้... ดูทรงแล้วก็น่าจะอันตรายอยู่นะ”
“ผิดอีกแล้ว!” หวังฉู่ส่ายนิ้วดิก ร่ายยาวเป็นชุด “อันนี้เรียกเห็ดไข่ห่าน หรือเห็ดซีซาร์! ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าจักรพรรดิซีซาร์แห่งโรมันทรงโปรดปรานขนาดไหน เหมือนกับเห็ดมันปูนั่นแหละ สุดยอดเห็ดกินได้ เนื้อกรอบ รสชาติเยี่ยมยอด!”
หมิงเต้าพูดไม่ออก เขาจ้องมองหวังฉู่ตาค้าง ราวกับเพิ่งรู้จักเพื่อนบ้านคนนี้เป็นวันแรก
ไอ้อ้วนตรงหน้านี้ ไม่ใช่โอตาคุขี้กลัวเก็บตัวที่คอยหลบสายตาคนอื่นอีกต่อไป พอเข้าสู่โหมดผู้เชี่ยวชาญ เขาก็ดูเปล่งประกายเจิดจรัส!
ความมั่นใจและความรู้ที่แผ่ออกมาจากภายใน ทำให้หมิงเต้ารู้สึกแปลกใจระคนทึ่ง
เขาเพิ่งจะตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่า เพื่อนบ้านที่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์คนนี้ แท้จริงแล้วคือเพชรในตม เป็นคลังความรู้เดินดินเรื่องการเอาตัวรอดในป่า!
“งั้น... เห็ดพวกนี้กินได้หมดเลยเหรอ?”
หมิงเต้ามองดงเห็ดหลากสีตรงหน้า โลกทัศน์เริ่มสั่นคลอน
“ก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกพี่”
หวังฉู่ปรับสีหน้ากลับมาเคร่งขรึม เขาชี้ไปที่มุมหนึ่ง ที่มีเห็ดสีขาวหน้าตาธรรมดา ๆ ขึ้นอยู่ ดอกเล็ก ๆ แบน ๆ ครีบใต้ดอกมีสีเขียวจาง ๆ ดูกลมกลืนไปกับพวกรุ่นพี่สีฉูดฉาดจนแทบมองไม่เห็น
น้ำเสียงของหวังฉู่หนักแน่นขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาชี้ไปที่เห็ดสีขาวนั่นแล้วเน้นคำเตือนทีละคำ
“ไอ้นั่น แล้วก็ไอ้นั่นต่างหาก ที่เป็นเห็ด ‘นอนโลง’ ของจริง”
“นี่คือเห็ดหัวกรวดครีบเขียว ตัวการสำคัญในคดีกินเห็ดพิษทั่วประเทศกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์! ประเด็นคือมันหน้าตาคล้ายเห็ดขาวที่กินได้มาก คนส่วนใหญ่เห็นว่าหน้าตา ‘ปลอดภัย’ ก็เลยเก็บไปกิน ผลคือ... เรียบร้อยโรงเรียนจีน อาเจียน ท้องร่วง ตับไตวาย เทวดาก็ช่วยไม่ทัน”
หวังฉู่หันมาสบตาหมิงเต้า พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เพราะงั้นนะพี่หมิง อยู่ในป่าอย่าใช้ความรู้สึกหรือ ‘สามัญสำนึก’ มาตัดสินว่าอะไรกินได้หรือไม่ได้ บางทีนะ อันตรายที่ร้ายแรงที่สุด มันมักจะซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูธรรมดาที่สุดนี่แหละ”
จริงของมัน...
หมิงเต้าพยักหน้ายอมรับ
เจ้าอ้วนคนนี้ อาจจะเป็นตัวถ่วงเวลาสู้รบ แต่ในเรื่องคลังความรู้และการแยกแยะทรัพยากรแล้ว เขามีค่ามหาศาลชนิดที่หาใครมาแทนไม่ได้!
“ว่าแต่ นายเป็นนักเขียนนิยายไม่ใช่เหรอ? ทำไมรู้ลึกรู้จริงขนาดนี้?”