- หน้าแรก
- หวนคืนชะตาคุณชายเจ้าสำราญ
- บทที่ 7: การดูแลที่คาดไม่ถึง
บทที่ 7: การดูแลที่คาดไม่ถึง
บทที่ 7: การดูแลที่คาดไม่ถึง
"เรื่องจริงนะเจ้าคะคุณหนู เมื่อวานพี่เหอเซียงพูดจาล่วงเกินท่าน ทำให้ท่านหญิงกริ้วจัด สั่งให้องครักษ์ไล่ตะเพิดนางกับพวกอีกสองคนออกจากจวนอ๋องไปแล้วเจ้าค่ะ" ลวี่จู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงลำพองใจ นับตั้งแต่ติดตามซูมู่ยวี่เข้ามาในจวนอ๋อง พวกนางต้องทนถูกเหอเซียงกลั่นแกล้งรังแกมาไม่น้อย
ซูมู่ยวี่ขมวดคิ้วมุ่น นางไม่เชื่อว่าเสิ่นซิงเยว่จะมีจิตใจเมตตาถึงเพียงนั้น คำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้คือเสิ่นซิงเยว่มองนางเป็นตัวแทนของ 'ซูมู่ชิว' กระมัง มิเช่นนั้นจะทำดีกับนางไปเพื่ออะไร? แต่จะอย่างไรก็ช่างเถิด นางไม่ได้พิศวาสเสิ่นซิงเยว่อยู่แล้ว มีแต่ความรังเกียจเสียด้วยซ้ำ หากใช้ช่วงเวลานี้หาทางหนีทีไล่ให้ท่านแม่กับน้องสาวได้ ต่อให้วันหน้าเสิ่นซิงเยว่กลับมาร้ายกาจและลงมือทำอะไรนางอีก นางก็ไม่มีห่วงกังวลใดๆ ให้พะว้าพะวง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูมู่ยวี่ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น ในเมื่อเสิ่นซิงเยว่อยากจะเล่นละครฉากนี้ นางก็จะเล่นตามน้ำไปจนจบ
ระหว่างที่นายบ่าวสนทนากัน อี่หลิวก็เคาะประตูและเอ่ยรายงานอย่างนอบน้อมจากด้านนอก "พระชายาเพคะ หมอหญิงโจวรออยู่ด้านนอก จะให้เข้ามาตรวจอาการเลยหรือไม่เพคะ?"
"ให้เข้ามาเถอะ" ซูมู่ยวี่เอ่ยพลางเงยหน้าขึ้นมอง เพราะเสิ่นซิงเยว่รังเกียจนาง บ่าวไพร่ในจวนจึงไม่เคยเห็นหัวพระชายาอย่างนางอยู่ในสายตา สถานการณ์ตอนนี้น่าขบขันนัก พอท่าทีของเสิ่นซิงเยว่เปลี่ยนไป การปฏิบัติของเหล่าสาวใช้ที่มีต่อนางก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
"เจ้าค่ะ" อี่หลิวค่อยๆ ผลักประตูพาโจวเหมี่ยวและสาวใช้กลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา แล้วนำทุกคนย่อกายคารวะซูมู่ยวี่อย่างนอบน้อม
"เอาล่ะ ลุกขึ้นเถิด" ซูมู่ยวี่กวาดสายตามองทุกคนแล้วเอ่ยอนุญาต
"ท่านหญิงรับสั่งให้ข้าน้อยมาจับชีพจรพระชายาเพคะ" เมื่อเห็นว่าสีหน้าของซูมู่ยวี่ดูดีขึ้นมาก โจวเหมี่ยวก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง
"เช่นนั้นก็รบกวนท่านหมอโจวแล้ว" ซูมู่ยวี่ยื่นมือออกมาวางในท่าที่สะดวก เพื่อให้โจวเหมี่ยวตรวจชีพจร
อี่หลิวเป็นคนตาไว รีบสั่งสาวใช้เก็บสำรับอาหารเช้าออกไปจากโต๊ะเพื่อให้โจวเหมี่ยวทำการตรวจรักษาได้สะดวกยิ่งขึ้น
"อาการตัวร้อนในกายทุเลาลงมากแล้วเพคะ แต่พิษเย็นแทรกซึมเข้าสู่ระบบภายใน เกรงว่ายังต้องเสวยยาบำรุงต่อเพื่อฟื้นฟูร่างกายอีกสักหลายวัน" โจวเหมี่ยวเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง ไม่ได้พูดออกมาทั้งหมด ในยามนี้นางเองก็ยังไม่แน่ใจในท่าทีของท่านหญิงที่มีต่อพระชายานัก ไม่รู้ว่าสิ่งที่นางคิดจะเสนอแนะต่อไปจะได้ผลหรือไม่
"เข้าใจแล้ว รบกวนท่านหมอโจวด้วย" ซูมู่ยวี่พยักหน้ารับ นางยังจัดการเรื่องอนาคตของมารดาและน้องสาวไม่เรียบร้อย จึงไม่อาจล้มหมอนนอนเสื่อได้ อาศัยจังหวะที่เสิ่นซิงเยว่เห็นนางเป็นตัวแทนของพี่สาวคนโตนี้ นางควรเร่งรักษาร่างกายให้แข็งแรง
"พระชายาเกรงใจเกินไปแล้ว เดี๋ยวข้าน้อยจะกลับไปปรับเทียบยา แล้วจะให้คนนำยามาถวายเพคะ" หลังจากตรวจชีพจรเสร็จ โจวเหมี่ยวก็รีบกลับไปที่ห้องยาเพื่อปรุงยาสมุนไพรชุดใหม่ให้ซูมู่ยวี่
ผ่านไปครู่ใหญ่ อี่หลิวก็นำช่างตัดเสื้อเข้ามาวัดตัวซูมู่ยวี่ เพื่อเตรียมตัดชุดกันหนาวชุดใหม่ให้อีกหลายชุดตามคำสั่ง
หลังจากจัดการเรื่องวุ่นวายเหล่านี้เสร็จ ซูมู่ยวี่ก็รู้สึกเพลียขึ้นมาอีกครั้ง ประกอบกับอาการไข้หวัดยังไม่หายสนิท ทำให้นางเริ่มเวียนศีรษะ จึงกลับไปนอนพักผ่อนบนเตียง และบอกให้ลวี่จู๋ไปพักผ่อนเช่นกัน
เมื่อออกจากห้องของซูมู่ยวี่ โจวเหมี่ยวก็ตรงไปยังห้องหนังสือเพื่อเปลี่ยนยาทำแผลที่หน้าผากให้เสิ่นซิงเยว่ เมื่อไปถึงก็พบว่าเสิ่นซิงเยว่กำลังนั่งเหม่อมองตัวอักษรจีนตัวเต็มในหนังสือตรงหน้า ตัวอักษรของแคว้นเป่ยเหอคล้ายคลึงกับอักษรตัวเต็มในโลกเดิมที่นางจากมา ในฐานะเด็กเอกจีน นางพอจะอ่านออกบ้างแบบงูๆ ปลาๆ แต่ถ้าให้เขียนคงไปไม่เป็นเหมือนกัน
"ท่านหญิงเพคะ ข้าน้อยมาเปลี่ยนยาให้เพคะ" โจวเหมี่ยวค้อมกายคำนับพลางลอบมองเสิ่นซิงเยว่อย่างระมัดระวัง
เสิ่นซิงเยว่ละสายตาจากหนังสือแล้วพยักหน้า "ทำเถอะ พระชายาเป็นอย่างไรบ้าง?"
โจวเหมี่ยวแกะผ้าพันแผลออกจากหน้าผากของเสิ่นซิงเยว่พลางรายงาน "พระชายาพ้นขีดอันตรายแล้วเพคะ เดี๋ยวข้าน้อยจะกลับไปปรับเทียบยาอีกเล็กน้อย ให้เสวยยาต่อเนื่องอีกสองวันเพื่อปรับสมดุล ร่างกายก็น่าจะฟื้นตัวจนเกือบปกติ เพียงแต่..."
"เพียงแต่อะไร? ว่ามาเถอะ"
"เพียงแต่พื้นฐานร่างกายของพระชายาอ่อนแอ จำต้องได้รับการบำรุงอย่างประณีต นอกจากการเสวยยาแล้ว หากได้เสวยของบำรุงอย่างรังนกทุกวัน จะช่วยให้ฟื้นตัวเร็วยิ่งขึ้นเพคะ" โจวเหมี่ยวกล่าวไปพลางมือก็จัดการเปลี่ยนยาและพันแผลให้เสิ่นซิงเยว่เสร็จสรรพ
แผลบนหน้าผากของเสิ่นซิงเยว่มีขนาดเพียงเล็บมือ และเริ่มมีเนื้อเยื่อใหม่สร้างขึ้นแล้ว อีกไม่กี่วันก็น่าจะตกสะเก็ด
"ได้ ข้าจะจัดการให้ ในช่วงไม่กี่วันนี้ ให้คนของเจ้านำยาไปส่งให้พระชายา อย่าให้คนอื่นแตะต้องยาล่ะ" เสิ่นซิงเยว่กำชับโจวเหมี่ยว
"เพคะ ข้าน้อยจะระวังให้มาก" โจวเหมี่ยวรับคำอย่างนอบน้อม ค้อมกายลาเสิ่นซิงเยว่ แล้วรีบกลับห้องยาไปเตรียมสมุนไพรให้ซูมู่ยวี่
ในห้องหนังสือ เสิ่นซิงเยว่กะเวลาว่าซูมู่ยวี่กับลวี่จู๋น่าจะคุยกันเสร็จแล้ว จึงเดินออกจากห้องหนังสือ นางสั่งกำชับอี่หลิวเรื่องเตรียมรังนกตุ๋น ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องนอนของตน เมื่อเข้าไปก็เห็นว่าซูมู่ยวี่ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว
เสิ่นซิงเยว่เดินเข้าไปใกล้ แตะหน้าผากซูมู่ยวี่เพื่อเช็กดูว่าปกติดีหรือไม่ ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรต้องทำแล้ว เสิ่นซิงเยว่จึงคิดว่าการนอนกอดซูมู่ยวี่น่าจะช่วยให้มือไม้ของอีกฝ่ายอุ่นขึ้นได้ คิดได้ดังนั้นนางจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก แล้วไปยืนผิงไฟข้างเตาถ่านครู่ใหญ่จนตัวอุ่น จึงค่อยๆ เลิกผ้าห่มแทรกตัวเข้าไปนอนกอดซูมู่ยวี่ไว้ในอ้อมแขน
อาจเป็นเพราะพื้นเพร่างกายไม่แข็งแรงและต้องตากลมหนาวมานาน อุณหภูมิร่างกายของซูมู่ยวี่จึงยังค่อนข้างต่ำแม้จะห่มผ้าหนา เสิ่นซิงเยว่กระชับอ้อมกอดดึงร่างบางเข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้น มือข้างหนึ่งกุมมือของซูมู่ยวี่ไว้หวังแบ่งปันไออุ่น
ความจริงซูมู่ยวี่ยังไม่หลับสนิท นางรู้ตัวตั้งแต่เสิ่นซิงเยว่เดินเข้ามาแล้ว ยิ่งเห็นอีกฝ่ายถอดเสื้อคลุมออก นางยิ่งปักใจเชื่อว่าเสิ่นซิงเยว่คิดจะทำเรื่องมิดีมิร้ายกับนาง แม้ในใจจะรู้ดีว่าการเข้าหอกับเสิ่นซิงเยว่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ช้าก็เร็ว แต่นางก็ยังอดหวาดกลัวไม่ได้จนตัวแข็งเกร็ง
แต่ผิดคาด เสิ่นซิงเยว่ไม่ได้กระโจนขึ้นเตียงทันที แต่กลับไปยืนผิงไฟข้างเตาถ่านอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ สอดตัวเข้ามาในผ้าห่มและดึงนางเข้าไปกอด ร่างกายของทั้งสองแนบชิดกัน นางกลัวเสิ่นซิงเยว่จะจับได้จึงไม่กล้าลืมตา แต่กลับพบว่ามือขวาของตนถูกมือนุ่มของเสิ่นซิงเยว่กุมเอาไว้
มือของเสิ่นซิงเยว่อุ่นมาก ให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด ร่างกายที่แนบชิดก็แผ่ไอร้อนออกมา ทำให้เส้นประสาทที่ตึงเครียดของซูมู่ยวี่ค่อยๆ ผ่อนคลายลง ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ในห้วงแห่งความอบอุ่นนั้น
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายของซูมู่ยวี่ก็รู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว พอลืมตาก็เห็นเสิ่นซิงเยว่กำลังนอนตะแคงมองนางพร้อมรอยยิ้ม
"ตื่นแล้วหรือ? ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?" เสิ่นซิงเยว่เอื้อมมือมาแตะหน้าผากซูมู่ยวี่ เอ่ยถามเสียงนุ่ม
เมื่อเห็นคนตรงหน้าพูดจาอ่อนโยนด้วย ซูมู่ยวี่ก็เผลอใจกระตุกไปวูบหนึ่ง แต่ก็เรียกสติตัวเองกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เสิ่นซิงเยว่ก็แค่เห็นนางเป็นตัวแทนของพี่สาว ที่ทำดีด้วยก็เพราะมองเห็นเงาของพี่สาวซ้อนทับอยู่บนตัวนางเท่านั้น
"ไม่มีอะไรมาก แค่ยังรู้สึกมึนหัวหนักๆ อยู่บ้าง" อาการหวัดของซูมู่ยวี่ยังไม่หายดี จึงยังรู้สึกไม่สบายตัวอยู่จริง ทว่าอาการเหล่านี้เป็นเรื่องปกติสำหรับนาง สมัยอยู่ที่จวนสกุลเดิม ยามเจ็บป่วยเล็กน้อยพวกนี้ นางมักจะใช้วิธีอดทนเอา จนกระทั่งทนไม่ไหวจริงๆ ท่านพ่อถึงจะยอมตามหมอมาดูอาการ
ร่างกายซูมู่ยวี่อ่อนระโหยไร้เรี่ยวแรง อ้อมกอดของเสิ่นซิงเยว่ช่างอบอุ่นสบายจนนางไม่อยากขยับเขยื้อน จึงปล่อยเลยตามเลยนอนพิงอกเสิ่นซิงเยว่คุยกัน เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ หากขัดขืนไป คนที่เจ็บตัวก็มีแต่นางเอง
"อืม ข้าสั่งคนตุ๋นรังนกมาให้ ร่างกายเจ้าไม่ค่อยแข็งแรง กินบำรุงหน่อยเถอะ" ขณะโอบกอดซูมู่ยวี่ไว้ เสิ่นซิงเยว่สัมผัสได้ถึงเอวที่บางเฉียบราวกับจะปลิวตามลม นางจำเป็นต้องขุนให้อีกฝ่ายกินเยอะๆ ไม่อย่างนั้นถ้านางเอกตายไป ชีวิตนางจะเหลืออะไรเล่า?
นึกถึงคำสั่งที่ให้ไว้กับอี่หลิว เสิ่นซิงเยว่จึงดึงเชือกกระดิ่งข้างเตียงเบาๆ สองสามครั้ง
เพียงครู่เดียว ประตูก็ถูกผลักเปิดออกเบาๆ อี่หลิวเดินถือถาดที่มีชามกระเบื้องใบเล็กเข้ามา ยืนน้อมกายอยู่ไม่ไกลจากเตียง "ท่านหญิง รังนกตุ๋นน้ำตาลกรวดที่รับสั่งได้แล้วเพคะ"
"ดี เอามาให้ข้า" เสิ่นซิงเยว่กล่าว พลางใช้มือข้างหนึ่งยันกายลุกขึ้นนั่ง อีกข้างประคองซูมู่ยวี่ให้ลุกขึ้นมาพิงหัวเตียง โดยให้ร่างบางพิงซบกับอกของตน
อี่หลิวลอบมองเสิ่นซิงเยว่อย่างระมัดระวังพลางยื่นชามรังนกส่งให้
"ที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าออกไปพักผ่อนเถอะ" เสิ่นซิงเยว่สั่งอย่างไม่ใส่ใจ มือถือชามใบเล็กเตรียมจะป้อนซูมู่ยวี่
ซูมู่ยวี่เม้มริมฝีปากแดงแน่น เดาเจตนาของเสิ่นซิงเยว่ไม่ออก ในแคว้นเป่ยเหอหิมะตกเกือบเก้าเดือนต่อปี อย่าว่าแต่วัตถุดิบหายากอย่างรังนกเลย แม้แต่อาหารธรรมดาก็มีแต่ขุนนางชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์ในเป่ยเหอเท่านั้นที่หากินได้ ซูมู่ยวี่ไม่อยากจะเชื่อว่าเสิ่นซิงเยว่จะใจดีถึงขั้นเอารังนกล้ำค่าขนาดนี้มาให้นางกิน
เมื่อเห็นซูมู่ยวี่ไม่ยอมอ้าปากเสียที เสิ่นซิงเยว่ก็หัวเราะเบาๆ นางตักรังนกขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากตัวเองแล้วชิมไปคำหนึ่งก่อนจะเอ่ย "ไม่ต้องกลัว ในนี้มีแค่รังนกจริงๆ ข้าลองชิมแล้ว เจ้าคงเชื่อใจข้าได้กระมัง?"
"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น" ซูมู่ยวี่ตอบเสียงแข็ง สายตาเลื่อนจากใบหน้าเสิ่นซิงเยว่ไปมองชามกระเบื้องใบเล็ก พูดตามตรงนางไม่เคยได้กินของแพงระยับเช่นนี้มาก่อน เมื่อเห็นเสิ่นซิงเยว่กินแล้วไม่เป็นอะไร ซูมู่ยวี่จึงยื่นมือไปรับช้อน "ข้ากินเองได้"
"เอาล่ะ ถือดีๆ ค่อยๆ กินนะ" เสิ่นซิงเยว่วางชามใบเล็กใส่มือซูมู่ยวี่ ปล่อยให้อีกฝ่ายพิงอกตนแล้วค่อยๆ ตักรังนกกินทีละคำ
ซูมู่ยวี่ละเลียดกินอย่างช้าๆ ขณะที่ใจของเสิ่นซิงเยว่ลอยไปไกล แม้ตอนนี้ตัวจะอยู่ใกล้ชิดนางเอกขนาดนี้ แต่ดูจากปฏิกิริยาของซูมู่ยวี่ ก็ชัดเจนว่าอีกฝ่ายไม่ไว้ใจนางเลยสักนิด แต่จะทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้เจ้าของร่างเดิมทำเรื่องระยำตำบอนไว้เยอะขนาดนั้นล่ะ?
เสิ่นซิงเยว่ตัดสินใจว่าจะไม่ดูค่าความชอบบนหัวซูมู่ยวี่สักพัก นางกลัวว่าขยันดูแลเทคแคร์ทุกวันขนาดนี้ ค่าความชอบอาจจะไม่เพิ่มแต่กลับลดลงแทน ถ้าเป็นอย่างนั้นจิตใจนางคงพังทลายแน่ๆ สู้ตั้งหน้าตั้งตาทำดีต่อไปแบบนี้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องตัวเลขจะดีกว่า