- หน้าแรก
- อาจารย์ข้าทะลวงทุกคราวเมื่อถึงวาระ
- บทที่ 32 รับศิษย์
บทที่ 32 รับศิษย์
บทที่ 32 รับศิษย์
บทที่ 32 รับศิษย์
ในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังเข้าสู่มิติทดสอบ สวีฝานก็เริ่มตรวจสอบสภาพร่างกายของตน
“แม้ข้าจะกำจัดหนอนวิญญาณมรณะได้ในท้ายที่สุด แต่มวลวิญญาณของข้าก็สูญเสียไปกว่าครึ่ง”
“ทั้งพลังวิญญาณและพลังจิตล้วนมีภาระหนักหน่วง คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีกว่าจะฟื้นฟูได้”
แม้จะบาดเจ็บเช่นนี้ แต่สวีฝานก็ไม่ได้ใส่ใจนัก อย่างไรเสียก็ไม่ใช่บาดแผลถาวร ขอเพียงฟื้นตัวได้ก็พอ
“ตั้งเป้าสักเล็กน้อย สิบปีนับจากนี้อย่าได้ออกจากนิกายเลยสักก้าว”
“แล้วก็ห่างจากพระเอกไว้ให้ไกลที่สุด”
กล่าวจบ เขาก็โบกมือเรียกชุดน้ำชาออกมาพร้อมหยิบใบชาเทพที่ช่วยเสริมพลังจิตมาเตรียมชง
เขาเทน้ำวิญญาณลงในกาน้ำชา เปลวไฟเล็กจุดขึ้นใต้กาทันที
“กลับไปคราวนี้ ข้าต้องสร้างหุ่นเชิดอสูรไว้ให้มากกว่านี้หน่อย หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอกอีกจะได้มีสิ่งรับประกันชีวิตมากขึ้น”
เขาจิบน้ำชาพลางครุ่นคิดถึงแผนในวันข้างหน้า
ขณะนั้นเอง ชายชราผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาในบ้านของเด็กชายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือถือถุงข้าวฟ่างครึ่งถุง
พอเข้ามาเห็นสวีฝานนั่งจิบน้ำชาอยู่ก็ถึงกับสะดุ้งและจะทรุดตัวลงกราบ
กระแสพลังอ่อนโยนสายหนึ่งค่อย ๆ ประคองร่างเขาไว้
“ท่านไม่จำเป็นต้องคุกเขาหรอก ท่านคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้า ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณท่าน” สวีฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเพราะเรื่องราวทั้งหมดเขาได้รับรู้แล้ว
“ได้ช่วยเซียนไว้ถือเป็นวาสนาแก่ข้านัก” ชายชรากล่าวรีบ ๆ แต่ในใจกลับเปี่ยมด้วยความยินดี
ท่าทีของเซียนเช่นนี้ แสดงว่าเขาเดิมพันถูกแล้ว
“ท่านช่วยชีวิตข้า ข้าย่อมต้องตอบแทนท่านเพราะนี่คือเหตุและผล”
“ท่านต้องการสิ่งใดหรือ” สวีฝานเอ่ยอย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยถือว่าตนอยู่เหนือคนอื่น แม้จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสูงส่งก็ยังเป็นเพียงเบี้ยหมากในโลกเท่านั้น ไม่มีใครเป็นอมตะ
“ข้าไม่มีลูกหลาน ขอเพียงได้ใช้ชีวิตบั้นปลายกับภรรยาอย่างสงบ ไร้โรคภัยไข้เจ็บก็พอ”
ชายชราตอบโดยไม่ลังเล
สวีฝานเหลือบตามองชายชราด้วยความชื่นชม เป็นคำขอที่เรียบง่ายและมีเหตุผล
เขาหยิบขวดโอสถหนึ่งออกมา เป็นโอสถยืดอายุที่เขาเคยปรุงเผื่อไว้ตอนรับภารกิจ เป็นโอสถที่ช่วยยืดอายุคนธรรมดาให้อยู่อย่างไม่มีโรคภัยได้อีกสิบปี
“ขวดนี้มีโอสถยืดอายุสิบเม็ด เจ้ากับภรรยากินปีละเม็ดก็พอ”
“เจ้ากลับไปเตรียมตัวให้เรียบร้อย รอจนสองเด็กนั้นฟื้นแล้ว พวกเจ้าจะตามข้าไปยังนิกายเชวี่ยเทียน ข้าจะจัดคนดูแลให้เรียบร้อย” สวีฝานกล่าว เวลานี้ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าทางนิกายจะวุ่นวายขนาดไหน
“เซียน เด็กสองคนนั้น…”
“พวกเขากำลังรับสืบทอดมรรคาเซียน” สวีฝานตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เข้าใจแล้ว ข้าจะกลับไปเตรียมของ”
ไม่นานหลังชายชราออกไป เด็กชายก็ตื่นขึ้นมาก่อน
สวีฝานมองเขาด้วยความพอใจ แม้จะมีรากวิญญาณต่ำไปสักนิด แต่ความซื่อสัตย์ไม่ทอดทิ้งผู้อื่น เอาใจใส่ครอบครัวล้วนเป็นคุณสมบัติที่สวีฝานเห็นค่า
ในมิติทดสอบ เด็กชายผ่านบททดสอบแห่งจิตใจมากมาย หัวใจที่ยังคงใสซื่อบริสุทธิ์ถึงขั้นทำให้สวีฝานรู้สึกประทับใจ
ในดวงตาของเด็กชายยังเต็มไปด้วยความสับสน ขณะนั้น มือสีขาวบริสุทธิ์ข้างหนึ่งเอื้อมลูบศีรษะของเขาเบา ๆ
“เจ้าเป็นเด็กดี”
ไม่นาน เด็กชายก็หลับไปอย่างสงบอีกครั้ง
“เมื่อเจ้าฟื้นอีกครั้ง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว”
หลังจัดการเด็กชายเสร็จ สวีฝานก็หันไปมองเด็กหญิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“เด็กคนนี้เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรนัก” เขาพึมพำ ในมิติทดสอบนั้นเด็กหญิงแสดงความสามารถจนแทบทำให้เขาตะลึง
กล่าวได้ว่าหากเป็นสตรีเวอร์ชันของหานเทียนจุนก็คงไม่พ้นเด็กหญิงผู้นี้
นางรู้ว่าตนต้องการอะไร รู้ว่าตนทำอะไรได้ มีจิตใจเมตตาแต่ไม่โลกสวย มีทรัพย์มากแต่ไม่โอ้อวด กล้าหาญแต่รอบคอบ
สิ่งเดียวที่นางยังขาดไปคือมือทองของพระเอก
เด็กหญิงค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา ยังไม่ทันได้พูดจาอะไรก็เดินตามรอยพี่ชายไปเป๊ะ ๆ
“เป็นพี่น้องที่น่ารักจริง ๆ วันหน้าข้าคงต้องฝากพวกเจ้าไว้แล้วกระมัง” สวีฝานหัวเราะพลางอุ้มสองพี่น้องออกจากกระท่อม
จากตัวเขาปรากฏเรือวิญญาณลมขนาดเล็กหนึ่งลำ ลอยขึ้นก่อนจะขยายตัวกลายเป็นเรือยาวสิบจั้ง
ชายชราและภรรยารีบพากันมาถึง
เมื่อทุกคนขึ้นเรือพร้อมหน้า สวีฝานก็สะบัดแขนเสื้อ เรือวิญญาณลมก็ทะยานสู่ทิศของนิกายเชวี่ยเทียน
ที่เชิงเขาน้อยแห่งหนึ่งในนิกายเชวี่ยเทียน นอกเขตค่ายกล
หวังอวี้หลุนนั่งซึมอยู่หน้าค่ายกลอย่างหดหู่
นับแต่ทราบจากเย่เซียวเหยาว่าสวีฝานตกอยู่ในอันตราย เขาก็เฝ้ารออยู่ที่นี่ตลอด
“พี่สวี ข้าขอโทษ”
“ท่านผู้รอบคอบเช่นนั้นกลับยอมออกนอกนิกายเพียงเพราะข้าจะแต่งงาน ไม่คิดเลยว่าท่านจะ…”
หวังอวี้หลุนพูดด้วยสีหน้าขื่นขม แม้เย่เซียวเหยาจะบอกว่าสวีฝานยังไม่ตาย แต่เขาก็ยังรู้สึกผิดลึก ๆ
ในใจก็อดเคืองเย่เซียวเหยาไม่ได้ที่ต้องลากสวีฝานไปด้วย
ขณะนั้น หญิงสาวร่างบางคนหนึ่งบินลงข้างกายเขา
ถ้วยโจ๊กหนึ่งใบกับกับข้าวอีกไม่กี่จานถูกวางลงตรงหน้า
“ท่านพี่ พี่สวีมีสติปัญญาล้ำเลิศ ย่อมไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ”
“บางทีเขาอาจจะพักรักษาตัวอยู่ที่ใดสักแห่ง เมื่อฟื้นตัวแล้วก็คงกลับมา” มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์มองใบหน้าซูบของหวังอวี้หลุนด้วยความห่วงใย
“ไม่ต้องปลอบข้า ข้าแค่รู้สึกผิดเท่านั้นเอง”
“นับแต่รู้จักพี่สวี ข้าไม่เคยเห็นเขาออกจากนิกายเลย แต่เพราะข้าแท้ ๆ”
“เชี่ยนเอ๋อร์ ข้าจะรออีกครึ่งเดือน ข้ายังติดค้างซองแต่งงานพี่สวีอยู่ ข้าจะยื่นให้เขาด้วยมือตัวเอง”
หวังอวี้หลุนกล่าว สำหรับเขาแล้วสวีฝานคือผู้มีพระคุณล้ำค่า หากไม่มีสวีฝาน ชาตินี้เขาคงได้แค่อยู่เป็นศิษย์นอกนิกายธรรมดา
“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะรอเป็นเพื่อนท่าน”
ณ เมืองเซียนนอกนิกายเชวี่ยเทียน สวีฝานได้จัดหาห้องพักในโรงเตี๊ยมของสมาคมพ่อค้าตระกูลพั่งให้กับชายชราและภรรยาเพื่อรอรับการจัดการจากฝ่ายนิกาย
ที่วิหารการปกครองฝ่ายศิษย์นอกนิกาย สวีฝานพาสองพี่น้องเดินเข้าสู่ห้องโถง
“ศิษย์พี่ ข้ามาทำเรื่องลงทะเบียนรับศิษย์”
สวีฝานยื่นป้ายประจำตัวให้เจ้าหน้าที่เบื้องหน้า
“เจ้าทราบมาตรฐานการรับศิษย์หรือไม่” เจ้าหน้าที่เหลือบมองป้าย แล้วเอ่ยถาม
“ทราบแล้ว ขั้นต่ำต้องมีสี่รากวิญญาณ” สวีฝานตอบ
“ดี งั้นเจ้าต้องจัดสรรทรัพยากรด้วยตัวเอง ถ้าฝากนิกายฝึกให้ ต้องจ่ายศิษย์ละ 2,000 หินวิญญาณ”
“อีกทั้งศิษย์เจ้าต้องบรรลุขั้นวางรากฐานภายในอายุ 40 จึงจะเข้าร่วมเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของนิกายได้”
“หากศิษย์ของเจ้ามีความสามารถดี นิกายก็มีรางวัลตอบแทน” เจ้าหน้าที่กล่าวด้วยสายตาแปลกประหลาด
โดยทั่วไป ผู้ที่มารับศิษย์ล้วนเป็นพวกหมดหวังจะพัฒนา เป็นผู้ไม่มีญาติขาดมิตร ใกล้ถึงคราวอายุขัย
ดังนั้นจึงมองหาผู้สืบทอดมรดกจากภายนอกและนิกายเองก็ส่งเสริมให้ทำเช่นนี้
“หากเข้าใจแล้วจงพาสองศิษย์ของเจ้าไปทดสอบรากวิญญาณ แล้วไปยังตำหนักถามใจ”
“เมื่อเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว ค่อยกลับมารับป้ายประจำตัวศิษย์”
“ขอบคุณท่านเจ้าหน้าที่”
สวีฝานพาสองเด็กน้อยมุ่งหน้าสู่จุดทดสอบรากวิญญาณทันที