เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 ท่านอาวุโสเซวียนชิง

บทที่ 13 ท่านอาวุโสเซวียนชิง

บทที่ 13 ท่านอาวุโสเซวียนชิง


บทที่ 13 ท่านอาวุโสเซวียนชิง

เมื่อเดินทางมาถึงยอดเขาของจางเวยอวิ๋น สวีฝานก็เดินสำรวจโดยรอบ

ศิษย์จากหอช่างผู้รับหน้าที่สร้างเรือนได้กลับไปแล้ว ลานเรือนขนาดย่อมที่ได้มาตรฐานก็สร้างเสร็จสิ้นเรียบร้อย

“ถ้ามีฝีมือแบบนี้ในโลกก่อน ข้าคงกลายเป็นมหาเศรษฐีไปนานแล้ว” สวีฝานอดอุทานไม่ได้

ลานเรือนเล็กแห่งนี้ใช้เวลาสร้างแค่สามชั่วยามซึ่งก็คือช่วงที่จางเวยอวิ๋นร้องไห้ไม่หยุดนั่นเอง

“สามีขี้โกง ข้าจะฟ้อง”

เงาร่างหนึ่งพุ่งเฉียดผ่านสวีฝานไปอย่างรวดเร็วใกล้จะชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ เขารีบยกมือร่ายแสงวิญญาณสร้างเกราะพลังบางเบาห่อหุ้มร่างนางไว้

ในดวงตาของจางเวยอวิ๋นปรากฏแววผิดหวังจาง ๆ

ไม่กอดข้าสักนิดเลยหรือไง

‘ผัวะ’

โล่พลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ แต่แรงกระแทะเบาลงด้วยความนุ่มของเกราะ ทำให้นางไม่ได้รับบาดเจ็บ

สวีฝานมองโดยรอบพบว่ายอดเขานี้กว้างกว่าของตนอยู่ไม่น้อย

“เวยอวิ๋น ที่นี่พื้นที่กว้าง เจ้าคิดจะปลูกอะไรหรือไม่”

“ปลูกดอกไม้สิ แบบที่ทั้งสวยทั้งหอม” นางพูดด้วยน้ำเสียงรื่นเริง

“เช่นนั้นก็ปลูกดอกม่านเมฆสีม่วงเถอะ ช่วงออกดอกยาวสามารถเก็บหยาดน้ำค้างได้และเมื่อสุกก็เก็บเกสรไปขายหินวิญญาณได้ด้วย” สวีฝานกล่าว หลังจากไตร่ตรอง นี่คือพันธุ์ที่เขาเคยอยากปลูก แต่พอคิดว่าเขาจะปลูกดอกไม้ม่วงเต็มเขาก็รู้สึกไม่ค่อยเข้ากับบุคลิกตนเองเท่าไร

ผู้ชายกับดอกม่วง คิดแล้วก็ขัดเขินเหลือเกิน

“เอาเลย” จางเวยอวิ๋นยิ้มตาหยี

“เจ้าหาเมล็ดพันธุ์ไว้ เดี๋ยวข้าช่วยปลูกให้”

“ว่าแต่ตอนมานี่ พ่อเจ้าคงให้หินวิญญาณมาบ้างใช่หรือไม่” สวีฝานถามอย่างระมัดระวังเพราะตัวเขาเองแทบไม่เหลือหินแล้ว

“ให้มาสิ ร้อยหิน ข้าจะไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์พรุ่งนี้เลย”

หลังจากพาทัวร์ยอดเขาเสร็จ สวีฝานก็จากมาท่ามกลางแววตาอาลัยอาวรณ์ของจางเวยอวิ๋น เวลานั้นตะวันก็ลับฟ้าแล้ว

เขานั่งเหม่อในลานเรือนของตน มองหมู่ดาวเต็มนภาด้วยความคิดล่องลอย

พลันแสงสีครามเข้มวาบวับขึ้นจากฟากฟ้า

นกเทพสีครามตนหนึ่งบินลอยมาเหนือเมฆา บนหลังของมันปรากฏหญิงงามผู้หนึ่งในชุดยาวสีครามเข้ม ผมยาวดำสนิท งดงามจนแทบลืมหายใจ

สวีฝานเห็นทิศทางที่นกเทพบินมาก็รู้สึกแปลก ๆ

“เฮ้ย ทิศนี้มันมาหาเราหรือเปล่า?”

จากที่เคยนอนเอกเขนก สวีฝานพลันลุกขึ้นอย่างตื่นตระหนก แววตาเต็มไปด้วยทั้งกังวลและความคาดหวัง

หรือว่าข้าผู้มีระบบในครอบครองจะมิใช่คนธรรมดา?

ตามความคิดของเขาแล้ว อีกฝ่ายคงเป็นผู้มีตบะลึกล้ำที่มองเห็นความไม่ธรรมดาในตัวเขาและมาเพื่อรับเขาเป็นศิษย์

อาจารย์หญิงผู้สูงส่งแค่คิดก็รู้สึกกระตือรือร้นแล้ว

ในหัวของสวีฝานเริ่มกังวลว่า ถ้าหากเขาปฏิเสธแล้วโดนบังคับจะทำอย่างไรดี

ในตอนนั้นเอง เสียงสะท้อนก้องไปทั่วภูเขาศิษย์นอกทั้งผืน

“ขอต้อนรับท่านอาวุโสเซวียนชิง สู่เขตนิกายเชวี่ยเทียน”

“ไม่ทราบท่านอาวุโสมาด้วยเรื่องอันใด”

ไม่รู้เพราะเหตุใด สวีฝานรู้สึกว่าในน้ำเสียงลึกล้ำประหนึ่งเสียงแห่งเต๋านั้นมีแฝงความจำใจอยู่เล็กน้อย

“ข้ามาตามหาศิษย์ของข้า” เสียงเย็นเยียบหนึ่งดังขึ้น

“โอ้ ศิษย์ของท่านอาวุโสอยู่ในนิกายเชวี่ยเทียนของข้า?”

“ใช่”

ขณะที่สวีฝานคิดว่าถึงตาเขาออกโรงแล้วนั้น จู่ ๆ ก็เห็นดอกกล้วยไม้ดอกหนึ่งลอยขึ้นจากยอดเขาข้าง ๆ หอบร่างเล็ก ๆ ของจางเวยอวิ๋นที่ยังคงถือผลไม้นั่งดูเรื่องวุ่นวายอย่างสบายใจ บินตรงไปยังแสงแห่งพลังจิตของอาวุโสเซวียนชิง

“ร่างวาสนาเทพฟ้า เด็กน้อย เจ้ายอมมาเป็นศิษย์เอกของข้าหรือไม่” อาวุโสเซวียนชิงกล่าวกับจางเวยอวิ๋นด้วยเสียงอ่อนโยน

“ขะ…ข้า…”

“ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรตอบยังไง” จางเวยอวิ๋นพูดอย่างงุนงง

สวีฝานที่กำลังดูอย่างออกรส ถึงกับพ่นเลือดออกมาราวแปดเมตร

“โว้ย นี่มันโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ เจ้ายังจะลังเลอยู่ทำไม รีบตอบตกลงไปสิ” สวีฝานเริ่มร้อนใจแทนนาง

ขณะนั้น ชายกลางคนในชุดขาวปรากฏตัวบนท้องฟ้า มองไปยังอาวุโสเซวียนชิงด้วยความลำบากใจ

“ท่านอาวุโส ท่านคงมิได้มาชิงตัวศิษย์จากนิกายข้ากระมัง”

“ร่างวาสนาเทพฟ้านั้น แม้เป็นผู้ครองวาสนาอันยิ่งใหญ่ แต่ก็มิได้ถึงขั้นให้ท่านอาวุโสต้องมาเองกระมัง” ชายกลางคนกล่าว

“นางมีวาสนากับข้า”

“ถือว่าข้าเซวียนชิงติดนิกายเชวี่ยเทียนหนึ่งบุญคุณ” อาวุโสเซวียนชิงกล่าวอย่างราบเรียบ

ชายกลางคนกวาดตามองเขตศิษย์นอก รับรู้ได้ว่ามีจิตสัมผัสจากศิษย์ชั้นในจำนวนมากจับจ้องอยู่ เขาจึงกัดฟันกล่าว

“แม้ท่านอาวุโสจะบรรลุถึงระดับมหาบรรลุแล้วก็ตาม แต่หากจะมารับศิษย์ในนิกายข้าก็ไม่ควรฝืนใจผู้อื่น”

“บุญคุณจากเซวียนชิงไม่มีค่าเลยหรือ?” อาวุโสเซวียนชิงขมวดคิ้ว ปล่อยแรงกดดันออกเพียงเล็กน้อย

ชายกลางคนรู้สึกราวกับภูเขาถล่มทับตนจนแทบยืนบนอากาศไม่อยู่

“หาไม่ การที่ท่านรับศิษย์จากนิกายข้า ถือเป็นเกียรติของพวกเรา”

“แต่หากศิษย์หญิงของข้าไม่เต็มใจก็หวังว่าท่านอาวุโสจะไม่บีบบังคับ”

“ได้”

อาวุโสเซวียนชิงหันไปหาจางเวยอวิ๋น

“เจ้าประสงค์จะเป็นศิษย์เอกของข้าหรือไม่ ข้ามีเคล็ดวิชาที่เหมาะกับร่างวาสนาเทพฟ้าของเจ้าโดยเฉพาะ”

“แม้การเหินสู่แดนเซียนก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา”

จางเวยอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตะโกนถามไปยังยอดเขาของสวีฝาน

“สามี ข้าควรทำอย่างไรดี”

สวีฝานกลายเป็นจุดรวมสายตาของทั้งสนาม

ภายใต้สายตาของสองผู้มีพลังลึกล้ำ เขาตอบกลับด้วยท่าทีสงบ

“นี่คือวาสนาของเจ้า ข้าว่าควรตอบตกลง”

ในใจของสวีฝานพึมพำตลอดเวลา

ข้ามีระบบ วันหน้าข้าต้องแกร่งยิ่งกว่า ทุกคนล้วนต้องกลายเป็นน้องรองหน้าข้าแน่นอน

จางเวยอวิ๋นได้ยินคำตอบก็ถามอีก

“แล้วข้ายังจะได้เจอสามีอยู่ไหมเจ้าคะ?”

“ได้” อาวุโสเซวียนชิงพยักหน้า นางมิได้ฝึกหนทางไร้รักและย่อมไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของศิษย์อีกทั้งผู้มีร่างวาสนาเทพฟ้านั้น วาสนาล้นฟ้า คู่ครองย่อมมิใช่คนธรรมดา

“ข้ายินดีเป็นศิษย์ของท่านอาวุโส” จางเวยอวิ๋นค้อมกายคารวะ

“ขอแสดงความยินดีแก่ท่านอาวุโสที่ได้ศิษย์ดีมีวาสนา”

ชายกลางคนมองสวีฝานอย่างล้ำลึกกล่าววาจาลาแล้วจึงค่อย ๆ จางหายไปในท้องฟ้า

“ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์เอกของข้าแล้ว ก็ตามข้าไปเถิด”

อาวุโสเซวียนชิงพาจางเวยอวิ๋นขึ้นหลังนกเทพสีครามโดยไม่เปิดโอกาสให้นางพูดสิ่งใด ทั้งร่างสองคนกับหนึ่งสัตว์วิเศษพลันหายไปบนท้องฟ้า

ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

“แค่กะจะรับนางเป็นภรรยา ยังไม่ทันไรนางก็หายไปเสียแล้ว”

“เอาเถอะ อย่างน้อยถ้าจะปฏิเสธทีหลังก็ไม่ต้องลำบากใจ”

สวีฝานเอนตัวลงบนเก้าอี้นอนอีกครั้ง

“ระดับพลังในโลกนี้มันสูงเกินไปหน่อยเถอะ เจอทีไรก็เจอพวกอาวุโสระดับสุดยอดทั้งนั้น”

“ข้าต้องเก็บตัวอีกนานแค่ไหนถึงจะกล้าออกไปอาละวาดได้กันนะ”

เขาคิดพลางหยิบตำราหยกของเคล็ดวิชาห้าธาตุพิสุทธิ์ออกมาอ่านต่อ

สำหรับสวีฝานแล้ว เคล็ดวิชาดีหรือไม่วัดกันได้หลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นความจุพลังวิญญาณในตันเถียน คุณภาพของพลังวิญญาณที่ดูดซับ ขีดจำกัดของพลังจิตและผลข้างเคียงที่ตามมา

นอกจากนี้ ยังมีบางเคล็ดวิชาที่เน้นเสริมสร้างร่างกายหรือจิตวิญญาณโดยเฉพาะ

“แต่เคล็ดวิชาห้าธาตุนี้มั่นคงเกินไป ไม่มีเอกลักษณ์เด่นอะไรเลย”

“แถมจะพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้นก็ยากแสนยาก”

สวีฝานใฝ่ฝันอยากสร้างเคล็ดวิชาเวอร์ชันพัฒนาให้แก่ห้าธาตุพิสุทธิ์เพราะของเดิมที่เขาใช้มานั้นอ่อนด้อยเกินกว่าจะพาเขาไปไกลได้

จบบทที่ บทที่ 13 ท่านอาวุโสเซวียนชิง

คัดลอกลิงก์แล้ว