- หน้าแรก
- อาจารย์ข้าทะลวงทุกคราวเมื่อถึงวาระ
- บทที่ 13 ท่านอาวุโสเซวียนชิง
บทที่ 13 ท่านอาวุโสเซวียนชิง
บทที่ 13 ท่านอาวุโสเซวียนชิง
บทที่ 13 ท่านอาวุโสเซวียนชิง
เมื่อเดินทางมาถึงยอดเขาของจางเวยอวิ๋น สวีฝานก็เดินสำรวจโดยรอบ
ศิษย์จากหอช่างผู้รับหน้าที่สร้างเรือนได้กลับไปแล้ว ลานเรือนขนาดย่อมที่ได้มาตรฐานก็สร้างเสร็จสิ้นเรียบร้อย
“ถ้ามีฝีมือแบบนี้ในโลกก่อน ข้าคงกลายเป็นมหาเศรษฐีไปนานแล้ว” สวีฝานอดอุทานไม่ได้
ลานเรือนเล็กแห่งนี้ใช้เวลาสร้างแค่สามชั่วยามซึ่งก็คือช่วงที่จางเวยอวิ๋นร้องไห้ไม่หยุดนั่นเอง
“สามีขี้โกง ข้าจะฟ้อง”
เงาร่างหนึ่งพุ่งเฉียดผ่านสวีฝานไปอย่างรวดเร็วใกล้จะชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ เขารีบยกมือร่ายแสงวิญญาณสร้างเกราะพลังบางเบาห่อหุ้มร่างนางไว้
ในดวงตาของจางเวยอวิ๋นปรากฏแววผิดหวังจาง ๆ
ไม่กอดข้าสักนิดเลยหรือไง
‘ผัวะ’
โล่พลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ แต่แรงกระแทะเบาลงด้วยความนุ่มของเกราะ ทำให้นางไม่ได้รับบาดเจ็บ
สวีฝานมองโดยรอบพบว่ายอดเขานี้กว้างกว่าของตนอยู่ไม่น้อย
“เวยอวิ๋น ที่นี่พื้นที่กว้าง เจ้าคิดจะปลูกอะไรหรือไม่”
“ปลูกดอกไม้สิ แบบที่ทั้งสวยทั้งหอม” นางพูดด้วยน้ำเสียงรื่นเริง
“เช่นนั้นก็ปลูกดอกม่านเมฆสีม่วงเถอะ ช่วงออกดอกยาวสามารถเก็บหยาดน้ำค้างได้และเมื่อสุกก็เก็บเกสรไปขายหินวิญญาณได้ด้วย” สวีฝานกล่าว หลังจากไตร่ตรอง นี่คือพันธุ์ที่เขาเคยอยากปลูก แต่พอคิดว่าเขาจะปลูกดอกไม้ม่วงเต็มเขาก็รู้สึกไม่ค่อยเข้ากับบุคลิกตนเองเท่าไร
ผู้ชายกับดอกม่วง คิดแล้วก็ขัดเขินเหลือเกิน
“เอาเลย” จางเวยอวิ๋นยิ้มตาหยี
“เจ้าหาเมล็ดพันธุ์ไว้ เดี๋ยวข้าช่วยปลูกให้”
“ว่าแต่ตอนมานี่ พ่อเจ้าคงให้หินวิญญาณมาบ้างใช่หรือไม่” สวีฝานถามอย่างระมัดระวังเพราะตัวเขาเองแทบไม่เหลือหินแล้ว
“ให้มาสิ ร้อยหิน ข้าจะไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์พรุ่งนี้เลย”
หลังจากพาทัวร์ยอดเขาเสร็จ สวีฝานก็จากมาท่ามกลางแววตาอาลัยอาวรณ์ของจางเวยอวิ๋น เวลานั้นตะวันก็ลับฟ้าแล้ว
เขานั่งเหม่อในลานเรือนของตน มองหมู่ดาวเต็มนภาด้วยความคิดล่องลอย
พลันแสงสีครามเข้มวาบวับขึ้นจากฟากฟ้า
นกเทพสีครามตนหนึ่งบินลอยมาเหนือเมฆา บนหลังของมันปรากฏหญิงงามผู้หนึ่งในชุดยาวสีครามเข้ม ผมยาวดำสนิท งดงามจนแทบลืมหายใจ
สวีฝานเห็นทิศทางที่นกเทพบินมาก็รู้สึกแปลก ๆ
“เฮ้ย ทิศนี้มันมาหาเราหรือเปล่า?”
จากที่เคยนอนเอกเขนก สวีฝานพลันลุกขึ้นอย่างตื่นตระหนก แววตาเต็มไปด้วยทั้งกังวลและความคาดหวัง
หรือว่าข้าผู้มีระบบในครอบครองจะมิใช่คนธรรมดา?
ตามความคิดของเขาแล้ว อีกฝ่ายคงเป็นผู้มีตบะลึกล้ำที่มองเห็นความไม่ธรรมดาในตัวเขาและมาเพื่อรับเขาเป็นศิษย์
อาจารย์หญิงผู้สูงส่งแค่คิดก็รู้สึกกระตือรือร้นแล้ว
ในหัวของสวีฝานเริ่มกังวลว่า ถ้าหากเขาปฏิเสธแล้วโดนบังคับจะทำอย่างไรดี
ในตอนนั้นเอง เสียงสะท้อนก้องไปทั่วภูเขาศิษย์นอกทั้งผืน
“ขอต้อนรับท่านอาวุโสเซวียนชิง สู่เขตนิกายเชวี่ยเทียน”
“ไม่ทราบท่านอาวุโสมาด้วยเรื่องอันใด”
ไม่รู้เพราะเหตุใด สวีฝานรู้สึกว่าในน้ำเสียงลึกล้ำประหนึ่งเสียงแห่งเต๋านั้นมีแฝงความจำใจอยู่เล็กน้อย
“ข้ามาตามหาศิษย์ของข้า” เสียงเย็นเยียบหนึ่งดังขึ้น
“โอ้ ศิษย์ของท่านอาวุโสอยู่ในนิกายเชวี่ยเทียนของข้า?”
“ใช่”
ขณะที่สวีฝานคิดว่าถึงตาเขาออกโรงแล้วนั้น จู่ ๆ ก็เห็นดอกกล้วยไม้ดอกหนึ่งลอยขึ้นจากยอดเขาข้าง ๆ หอบร่างเล็ก ๆ ของจางเวยอวิ๋นที่ยังคงถือผลไม้นั่งดูเรื่องวุ่นวายอย่างสบายใจ บินตรงไปยังแสงแห่งพลังจิตของอาวุโสเซวียนชิง
“ร่างวาสนาเทพฟ้า เด็กน้อย เจ้ายอมมาเป็นศิษย์เอกของข้าหรือไม่” อาวุโสเซวียนชิงกล่าวกับจางเวยอวิ๋นด้วยเสียงอ่อนโยน
“ขะ…ข้า…”
“ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรตอบยังไง” จางเวยอวิ๋นพูดอย่างงุนงง
สวีฝานที่กำลังดูอย่างออกรส ถึงกับพ่นเลือดออกมาราวแปดเมตร
“โว้ย นี่มันโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ เจ้ายังจะลังเลอยู่ทำไม รีบตอบตกลงไปสิ” สวีฝานเริ่มร้อนใจแทนนาง
ขณะนั้น ชายกลางคนในชุดขาวปรากฏตัวบนท้องฟ้า มองไปยังอาวุโสเซวียนชิงด้วยความลำบากใจ
“ท่านอาวุโส ท่านคงมิได้มาชิงตัวศิษย์จากนิกายข้ากระมัง”
“ร่างวาสนาเทพฟ้านั้น แม้เป็นผู้ครองวาสนาอันยิ่งใหญ่ แต่ก็มิได้ถึงขั้นให้ท่านอาวุโสต้องมาเองกระมัง” ชายกลางคนกล่าว
“นางมีวาสนากับข้า”
“ถือว่าข้าเซวียนชิงติดนิกายเชวี่ยเทียนหนึ่งบุญคุณ” อาวุโสเซวียนชิงกล่าวอย่างราบเรียบ
ชายกลางคนกวาดตามองเขตศิษย์นอก รับรู้ได้ว่ามีจิตสัมผัสจากศิษย์ชั้นในจำนวนมากจับจ้องอยู่ เขาจึงกัดฟันกล่าว
“แม้ท่านอาวุโสจะบรรลุถึงระดับมหาบรรลุแล้วก็ตาม แต่หากจะมารับศิษย์ในนิกายข้าก็ไม่ควรฝืนใจผู้อื่น”
“บุญคุณจากเซวียนชิงไม่มีค่าเลยหรือ?” อาวุโสเซวียนชิงขมวดคิ้ว ปล่อยแรงกดดันออกเพียงเล็กน้อย
ชายกลางคนรู้สึกราวกับภูเขาถล่มทับตนจนแทบยืนบนอากาศไม่อยู่
“หาไม่ การที่ท่านรับศิษย์จากนิกายข้า ถือเป็นเกียรติของพวกเรา”
“แต่หากศิษย์หญิงของข้าไม่เต็มใจก็หวังว่าท่านอาวุโสจะไม่บีบบังคับ”
“ได้”
อาวุโสเซวียนชิงหันไปหาจางเวยอวิ๋น
“เจ้าประสงค์จะเป็นศิษย์เอกของข้าหรือไม่ ข้ามีเคล็ดวิชาที่เหมาะกับร่างวาสนาเทพฟ้าของเจ้าโดยเฉพาะ”
“แม้การเหินสู่แดนเซียนก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา”
จางเวยอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตะโกนถามไปยังยอดเขาของสวีฝาน
“สามี ข้าควรทำอย่างไรดี”
สวีฝานกลายเป็นจุดรวมสายตาของทั้งสนาม
ภายใต้สายตาของสองผู้มีพลังลึกล้ำ เขาตอบกลับด้วยท่าทีสงบ
“นี่คือวาสนาของเจ้า ข้าว่าควรตอบตกลง”
ในใจของสวีฝานพึมพำตลอดเวลา
ข้ามีระบบ วันหน้าข้าต้องแกร่งยิ่งกว่า ทุกคนล้วนต้องกลายเป็นน้องรองหน้าข้าแน่นอน
จางเวยอวิ๋นได้ยินคำตอบก็ถามอีก
“แล้วข้ายังจะได้เจอสามีอยู่ไหมเจ้าคะ?”
“ได้” อาวุโสเซวียนชิงพยักหน้า นางมิได้ฝึกหนทางไร้รักและย่อมไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของศิษย์อีกทั้งผู้มีร่างวาสนาเทพฟ้านั้น วาสนาล้นฟ้า คู่ครองย่อมมิใช่คนธรรมดา
“ข้ายินดีเป็นศิษย์ของท่านอาวุโส” จางเวยอวิ๋นค้อมกายคารวะ
“ขอแสดงความยินดีแก่ท่านอาวุโสที่ได้ศิษย์ดีมีวาสนา”
ชายกลางคนมองสวีฝานอย่างล้ำลึกกล่าววาจาลาแล้วจึงค่อย ๆ จางหายไปในท้องฟ้า
“ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์เอกของข้าแล้ว ก็ตามข้าไปเถิด”
อาวุโสเซวียนชิงพาจางเวยอวิ๋นขึ้นหลังนกเทพสีครามโดยไม่เปิดโอกาสให้นางพูดสิ่งใด ทั้งร่างสองคนกับหนึ่งสัตว์วิเศษพลันหายไปบนท้องฟ้า
ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
“แค่กะจะรับนางเป็นภรรยา ยังไม่ทันไรนางก็หายไปเสียแล้ว”
“เอาเถอะ อย่างน้อยถ้าจะปฏิเสธทีหลังก็ไม่ต้องลำบากใจ”
สวีฝานเอนตัวลงบนเก้าอี้นอนอีกครั้ง
“ระดับพลังในโลกนี้มันสูงเกินไปหน่อยเถอะ เจอทีไรก็เจอพวกอาวุโสระดับสุดยอดทั้งนั้น”
“ข้าต้องเก็บตัวอีกนานแค่ไหนถึงจะกล้าออกไปอาละวาดได้กันนะ”
เขาคิดพลางหยิบตำราหยกของเคล็ดวิชาห้าธาตุพิสุทธิ์ออกมาอ่านต่อ
สำหรับสวีฝานแล้ว เคล็ดวิชาดีหรือไม่วัดกันได้หลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นความจุพลังวิญญาณในตันเถียน คุณภาพของพลังวิญญาณที่ดูดซับ ขีดจำกัดของพลังจิตและผลข้างเคียงที่ตามมา
นอกจากนี้ ยังมีบางเคล็ดวิชาที่เน้นเสริมสร้างร่างกายหรือจิตวิญญาณโดยเฉพาะ
“แต่เคล็ดวิชาห้าธาตุนี้มั่นคงเกินไป ไม่มีเอกลักษณ์เด่นอะไรเลย”
“แถมจะพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้นก็ยากแสนยาก”
สวีฝานใฝ่ฝันอยากสร้างเคล็ดวิชาเวอร์ชันพัฒนาให้แก่ห้าธาตุพิสุทธิ์เพราะของเดิมที่เขาใช้มานั้นอ่อนด้อยเกินกว่าจะพาเขาไปไกลได้