- หน้าแรก
- อาจารย์ข้าทะลวงทุกคราวเมื่อถึงวาระ
- บทที่ 12 เพื่อนบ้านใหม่
บทที่ 12 เพื่อนบ้านใหม่
บทที่ 12 เพื่อนบ้านใหม่
บทที่ 12 เพื่อนบ้านใหม่
“ตื่นเต้นจริง ๆ”
สวีฝานจ้องมองขวดยาโอสถฝึกอดอาหารสี่ขวดบนโต๊ะด้วยแววตาเปี่ยมสุข เขาเตรียมวัตถุดิบไว้สิบชุด เตาปรุงโอสถระเบิดไปสี่ครั้ง อีกสองครั้งแม้ไม่ระเบิดแต่โอสถไหม้เสียหาย ทำให้วัตถุดิบเสียเปล่า
เขามองรอยร้าวที่เพิ่มขึ้นบนเตาด้วยความรู้สึกเจ็บใจ
“หากโชคดี เตานี่อาจทนระเบิดได้อีกหกหน หลังจากนี้ต้องระวังให้ดี อย่าให้เตาพังเสียก่อนจะเก็บเงินซื้อเตาใหม่ได้ก็แล้วกัน”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงต้องรอไปอีกปี”
สวีฝานกล่าวพลางลูบเตาปรุงโอสถ
ทันใดนั้น เสียงเวทรวบรวมไม้สำหรับสร้างบ้านดังมาจากเชิงเขาข้างเคียง
สวีฝานเดินออกไปดู
“หือ? ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักดันมาเลือกอยู่บนเขาห่างไกลเช่นนี้ ข้ายังเข้าใจว่าทำเพื่อจะอยู่อย่างเงียบ ๆ แล้วหมอนี่เล่า?”
ขณะเขากำลังชั่งใจว่าจะไปเยี่ยมทักทายหรือไม่ เสียงกระดิ่งของค่ายกลก็ดังขึ้นอย่างไพเราะ
“หรือว่าจะเป็นเจ้าหวังอวี้หลุน เจ้าเด็กนั่นเกือบเดือนแล้วไม่มาเยี่ยมพี่ชายผู้แสนดีคนนี้”
เขาพูดพลางเปิดค่ายกลเป็นประตูเล็ก ๆ
แต่ยังไม่ทันไร เสียงใสราวระฆังเงินก็ดังขึ้น
“สามี ข้ามาแล้ว”
สวีฝานเห็นเงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามากอดเขาแน่น
“เวยอวิ๋น เจ้ามาได้อย่างไร” สวีฝานรู้สึกว่าชีวิตอันสงบสุขของเขากำลังจะถึงจุดจบ
“สามี ข้าเลื่อนขั้นจนถึงช่วงหล่อปราณขั้นที่สี่แล้วนะ เพื่อจะได้มาเจอท่านนี่แหละ”
จางเวยอวิ๋นกล่าวพลางหมุนตัวอยู่ตรงหน้าสวีฝานราวกับผีเสื้อแสนสวย
“….”
เจ้ากำลังอวดพลังฝึกตนใช่ไหมถึงกระโปรงลายดอกของเจ้าจะสวยก็เถอะ
หลังหมุนตัวเสร็จ นางก็โผเข้ากอดสวีฝานอีกครั้ง
“สามี ข้าเก่งใช่ไหมล่ะ”
“มีผู้อาวุโสคนหนึ่งบอกว่าข้าเป็นร่างวิญญาณพิเศษ อยากพาข้าเข้าสู่ฝ่ายใน แต่ข้าปฏิเสธไปแล้วนะ”
สวีฝานที่ถูกกอดแน่นมิอาจปฏิเสธได้ว่าชายแก่หัวโบราณเช่นเขาใบหน้าเริ่มแดง
“ฮ่าฮ่า เวยอวิ๋นยอดเยี่ยมจริง ๆ”
“ภูเขาข้าง ๆ นั่นเจ้ารึเลือกเองหรือ” สวีฝานถาม
“แน่นอนสิ ข้าตามหาท่านอยู่นานกว่าจะรู้ว่าอยู่ที่นี่”
ใบหน้าร่าเริงของจางเวยอวิ๋นทำให้สวีฝานไม่กล้าปฏิเสธ
“จริงสิ พ่อของข้าบอกว่าท่านต้องรีบไปจัดการเรื่องสินสอดให้เรียบร้อย ไม่อย่างนั้นจะเสียธรรมเนียม”
“ท่านพ่อของเจ้าช่างวางใจข้าจริง ๆ”
“เรื่องสินสอดไว้ค่อยพูดกันก่อน ตอนนี้เจ้าขึ้นถึงช่วงหล่อปราณขั้นสี่แล้ว ศึกษาคาถาแล้วหรือยัง?”
“ครั้งก่อนข้ายังเห็นเจ้าอยู่แค่ขั้นสามระดับกลางเอง”
สวีฝานชวนจางเวยอวิ๋นไปนั่งในศาลาริมเขา ถามไถ่ด้วยความใคร่รู้
“เรียนแล้ว”
“เวทฝนวิญญาณน้อย เวทเบาร่าง เวทลูกไฟ เวทขี่ลม เกราะน้ำวิญญาณ หอกน้ำแข็ง สายฟ้ากลางฝ่ามือ”
“ข้าเรียนปุ๊บก็ใช้ได้หมดเลยนะ” จางเวยอวิ๋นพูดพร้อมยิ้มตาหยี
“ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้ายังสู้เจ้าไม่ได้เลย” สวีฝานอดทึ่งไม่ได้ เขาเพิ่งรู้ว่านางมีพรสวรรค์ดีถึงเพียงนี้
‘กู๊ว’
เสียงท้องร้องของจางเวยอวิ๋นดังขึ้น
“สามี ข้าหิวแล้ว”
นางมองสวีฝานด้วยสายตาน่าสงสาร วันนี้ทั้งวันหลังเลื่อนขั้นก็ยุ่งกับการลงทะเบียน เลือกที่ตั้งและว่าจ้างคนสร้างเรือน
“รอสักครู่”
สวีฝานเดินเข้าครัว ไม่นานก็นำอาหารสามจานพื้นบ้านกับข้าววิญญาณหนึ่งถังไม้ออกมา
“ว้าว ข้าววิญญาณ สามีดีต่อข้ายิ่งนัก” จางเวยอวิ๋นพูดด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
สวีฝานสูดลมหายใจยาว นั่นคือสัญญาณว่าเขาจะพูดเรื่องสำคัญ
“เวยอวิ๋น ข้าเห็นเจ้าเป็นน้องสาว ตั้งแต่แรกที่พูดเรื่องสามี ข้าก็เพียงล้อเล่นเท่านั้น”
“การเลือกคู่ครองเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสตรี ข้าเกรงว่าตัวเองไม่เหมาะจะเป็นสามีของเจ้า” สวีฝานกล่าวอย่างจริงจัง
จางเวยอวิ๋นที่กำลังกินอยู่ชะงัก นางวางตะเกียบลง ก้มหน้าสงบเงียบ ก่อนน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าจะหลั่งไหลออกมา
สีหน้าเศร้าแบบนั้นทำให้สวีฝานรู้สึกผิดอย่างยิ่ง
“ฮือ สามีไม่ต้องการข้าแล้ว ฮือ”
“ฮือ ฮือ” จางเวยอวิ๋นร้องไห้เหมือนลูกแมวที่ถูกทอดทิ้ง
สวีฝานเริ่มลังเลใจ แม้จะรู้ว่าควรตัดใจ แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าตัดใจทีเดียวดีกว่าทรมานยืดเยื้อ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
“ฮือ” จางเวยอวิ๋นยังคงสะอื้นไม่หยุด
“เวยอวิ๋น เราคุยกันก่อนดีไหม มากินข้าวก่อนเถอะ”
“ฮือ ฮือ” จางเวยอวิ๋นยังคงซุกหน้าร้องไห้ไม่หยุด
สองชั่วยามผ่านไป
สวีฝานเริ่มหมดหนทาง มองจางเวยอวิ๋นที่ยังคงร้องไห้อย่างสิ้นหวัง
“เวยอวิ๋น เราคุยกันก่อนเถอะ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ
“ฮือ สามีไม่เอาข้าแล้ว” จางเวยอวิ๋นยังคงคร่ำครวญ
สวีฝานเริ่มปวดหัว รู้สึกเหมือนตนเองกลายเป็นบุรุษใจร้ายโดยไม่ตั้งใจ
สามชั่วยามผ่านไป
“ฮือ ฮือ”
“เวยอวิ๋น ข้าไม่ได้ทิ้งเจ้า”
จางเวยอวิ๋นเงยหน้าที่เปื้อนน้ำตามองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ
“งั้นข้าเป็นภรรยาของท่านใช่หรือไม่?”
“เอ่อ…”
ยังไม่ทันที่สวีฝานจะตอบ
“ฮือ สามีไม่เอาข้าแล้ว”
“ฮือ”
“ก็ได้ ข้าจะไปสู่ขอเจ้ากับบิดาเจ้าแล้วกัน”
ในที่สุดสวีฝานก็ใจอ่อน
จางเวยอวิ๋นหยุดร้องไห้ทันที
“สามีต้องจำคำนั้นให้ดีนะ”
นางกลับไปนั่งกินข้าววิญญาณต่ออย่างสบายใจ
“สามี อาหารเย็นหมดแล้วนะ”
สวีฝานมองนาง แล้วพลันรู้สึกว่าตนเองถูกหลอกเข้าเต็ม ๆ
“ใครเป็นคนสอนเจ้าเรื่องนี้”
เขาถามขึ้นทันที
“แน่นอนว่าท่านแม่ของข้าสอนน่ะสิ” จางเวยอวิ๋นพูดจบก็นึกขึ้นได้ รีบเปลี่ยนคำพูด
“ไม่ใช่นะ นี่คือความรู้สึกแท้จริงของข้า ข้าอยากเป็นภรรยาของสามีมาตลอด”
สวีฝานมองจางเวยอวิ๋นที่ดูซื่อใสพลางหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็ปล่อยม่านพลังอุ่นร้อนลงคลุมอาหารเพื่ออุ่นให้ร้อนอีกครั้ง
“เอาเถอะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน”
“กินเสร็จแล้ว เดี๋ยวพาข้าไปดูเขาลูกใหม่ของเจ้า ข้าจะช่วยเจ้าจัดการให้เรียบร้อย” สวีฝานถอนใจอย่างยอมแพ้
“ขอบคุณเจ้าค่ะ สามี”
“เลิกเรียกข้าว่าสามีเถอะ เรียกพี่ฝานก็พอแล้ว” สวีฝานกล่าว
“ได้เลยเจ้าค่ะ สามี”
จางเวยอวิ๋นตอบพลางยิ้มตาหยี
หลังทานเสร็จ สวีฝานตั้งใจจะพานางเหาะไปพร้อมกัน แต่ไม่คาดคิดว่าจางเวยอวิ๋นใช้เวทเบาร่างผสานเวทขี่ลมได้อย่างคล่องแคล่ว ความเร็วเกือบไล่ทันเขา
กลางอากาศ สวีฝานมองดูนางตามหลังมาด้วยความตกใจ เวทเบาร่างและขี่ลมของนางใกล้ทะลุระดับกลางแล้ว
แม้สวีฝานจะเรียนรู้เวทเก่งกาจเพียงใด แต่โดยทั่วไป ผู้ฝึกตนถึงช่วงหล่อปราณขั้นสูงยังฝึกเวทให้ชำนาญได้ไม่กี่บทเท่านั้น
ภรรยาตามบุญของข้าคนนี้ ดูท่าพรสวรรค์จะสูงไม่เบาเลย สวีฝานคิดในใจ
ทันใดนั้น เขาร่ายอาคมด้วยมือข้างเดียว พุ่งทะยานดั่งลูกธนูออกจากคันธนู
“เวยอวิ๋น หากเจ้าตามข้าทัน ข้าจะสอนเวทใหม่ให้เจ้า”
เสียงของสวีฝานทำให้จางเวยอวิ๋นมีแรงฮึกเหิมทันที
“สามีพูดแล้วนะ”
พลันริบบิ้นสายหนึ่งผุดขึ้นจากตัวนาง รัดร่างไว้แล้วเพิ่มความเร็วพุ่งไล่หลังสวีฝานไปทันที