- หน้าแรก
- กระดูกสูงสุด พลิกชะตาฟ้าดิน
- บทที่ 4 - ชีวิตใหม่
บทที่ 4 - ชีวิตใหม่
บทที่ 4 - ชีวิตใหม่
"เพียะ"
เสียงตบฉาดใหญ่ดังกึกก้องไปทั่วห้วงดารา ฝ่ามือหนึ่งฟาดลงบนใบหน้าของจินไท่จวินอย่างจัง เสียงนั้นช่างไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก
"พวกเจ้า... กล้าลบหลู่ข้าหรือ" จินไท่จวินเซถลา มุมปากมีเลือดไหลซึม ใบหน้าเขียวคล้ำ ครั้งล่าสุดที่นางได้รับความอัปยศเช่นนี้ก็คือตอนที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ยังอยู่
ตลอดมานางวางตัวเหนือกว่าผู้อื่น ใช้อำนาจบาตรใหญ่ อาศัยตบะที่แก่กล้ากดข่มผู้คนในโลกหล้า
จนกระทั่งจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวขึ้นจึงได้ทำลายความเย่อหยิ่งนั้นลง ทว่านางก็ทำได้เพียงโกรธแค้นแต่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ย เพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป นึกไม่ถึงว่าวันนี้แม้แต่ลูกสมุนของเขาก็ยังกล้าทำเช่นนี้
ดวงตาของจินไท่จวินลุกโชนด้วยไฟโทสะ จิตสังหารพวยพุ่ง
"ลบหลู่แล้วจะทำไม กล้าลบหลู่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ เจ้าก็รนหาที่ตายแล้ว" หนิงอวี่ ขุนพลอันดับหนึ่งแห่งตำหนักจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เอ่ยขึ้น ร่างสวมเกราะทองคำองอาจห้าวหาญ
เขาติดตามหลินเทียนฝานมาตั้งแต่ต้น เดิมทีเป็นเพียงเด็กกำพร้าเร่ร่อน ได้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ชุบเลี้ยง ถ่ายทอดวิชา สอนสั่งการบำเพ็ญเพียร ย่อมไม่ยอมให้ผู้ใดมาลบหลู่ผู้มีพระคุณสูงสุดของตน
"ตูม"
ฝ่ามืออีกข้างฟาดใส่จินไท่จวิน ราวกับท้องนภาถล่มลงมา อานุภาพรุนแรงยิ่งนัก การลงมือของราชันผู้ยิ่งใหญ่เพียงขยับก็สามารถทำลายธารดารานับร้อยล้านลี้ แข็งแกร่งจนน่าตระหนก
"อ๊าก" จินไท่จวินคำรามลั่น อักขระทั่วร่างส่องประกาย พลังโลหิตลุกโชน หมายจะต้านทานการโจมตีนี้
ทว่าราชันทั้งแปดได้ล้อมนางไว้รอบทิศ ใช้พลังเวทมหาศาลปิดผนึกการเคลื่อนไหว ทำให้นางขยับตัวได้ยากลำบาก ได้แต่มองฝ่ามือนั้นฟาดลงบนใบหน้าตาปริบๆ
"เพียะ เพียะ เพียะ"
เสียงตบตีดั่งสนั่นไม่ขาดสาย ยากจะจินตนาการว่าราชันผู้ยิ่งใหญ่จะถูกตบหน้าท่ามกลางสายตาประชาชีเช่นนี้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงทำให้ผู้คนตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ
เวลานี้จินไท่จวินมึนงงไปหมด มุมปากมีเลือดไหลริน ใบหน้าบวมปูดจนเสียโฉม มีละอองเลือดพ่นออกมา ฟันร่วงกราวไปหลายซี่
เหตุการณ์ยังคงดำเนินต่อไป ขุมกำลังที่เป็นอริกับตระกูลจินต่างรู้สึกสะใจยิ่งนัก แต่ก็มีบางส่วนที่เห็นสภาพอันน่าอนาถของจินไท่จวินแล้วอดเวทนาไม่ได้
จินไท่จวินคาดไม่ถึงว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์สิ้นชีพไปแล้ว แต่คนใต้บังคับบัญชาของเขากลับยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
หลังผ่านศึกครั้งนี้ นางรู้ดีว่าชื่อเสียงของตนคงป่นปี้ สูญเสียความน่าเกรงขามเฮือกสุดท้าย ยากที่จะเชิดหน้าชูตาได้อีก
อย่างน้อยตราบใดที่ตำหนักจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ยังอยู่ ก็คงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป
ผู้ชมทั้งหลายต่างอ้าปากค้าง แต่ต่างก็ตระหนักดีว่านี่คือการประกาศศักดาของตำหนักจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ แม้จักรพรรดิจะสิ้นชีพแต่ตำหนักยังคงอยู่ และยังคงเป็นขุมกำลังระดับสูงสุดของเก้าสวรรค์ ไม่ใช่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ
คนส่วนใหญ่เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าควรผูกมิตร ห้ามเป็นศัตรูเด็ดขาด นี่คือยักษ์ใหญ่ สำนักอมตะน้องใหม่ที่จะไม่เสื่อมถอยเพียงเพราะการจากไปของคนคนเดียว
เวลานี้บรรพชนตระกูลเฟิงก็ได้แต่ลอบคิดในใจว่าโชคดีที่ตนไม่ได้ออกหน้าเป็นคนแรก ยอมอดทนไว้สักหน่อย มิเช่นนั้นผู้ที่ต้องรับเคราะห์คงเป็นตนเอง
จินไท่จวินลอบส่งกระแสจิตขอความช่วยเหลือจากรอบทิศ หวังให้ร่วมมือกันต้านทานตำหนักจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ หากปล่อยไว้นางรู้สึกว่าตนคงถูกสังหารทิ้งไว้ที่นี่แน่
ความจริงแล้วแปดขุนพลสวรรค์สามารถสังหารนางได้ตั้งนานแล้ว ด้วยการร่วมมือกันมานานปี แม้จะยังไม่ถึงจุดสูงสุดของราชัน แต่ด้วยความรู้ใจและค่ายกล ก็สามารถสังหารราชันระดับสูงสุดได้
การจากไปของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทำให้พวกเขาโศกเศร้า เป็นช่วงเวลาแห่งความโกรธเกรี้ยว จินไท่จวินดันเสนอหน้าออกมา ย่อมต้องกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ ถูกรุมซ้อมจนน่วมก่อนจะค่อยสังหารทิ้ง
"ตีเจ้าเฒ่าแม่มดนี่แหละ"
เสียงตบฉาดใหญ่ดังต่อเนื่อง ดังสนั่นหวั่นไหว คนละทีสองที สลับกันไปไม่หยุดหย่อน ใบหน้าของจินไท่จวินเละเทะจนดูไม่ได้ บวมเป่งราวกับหัวหมู
ในที่สุด ท่ามกลางสายตาของผู้คน หวังฉางเซิงก็ก้าวออกมาเอ่ยปาก "สหายมรรคทั้งหลาย พอแค่นี้เถิด ปล่อยนางไปสักครั้ง"
สองตระกูลนี้เป็นพันธมิตร มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเนิ่นนาน ตระกูลหวังย่อมไม่อาจทนดูนางถูกสังหาร มิเช่นนั้นในภายภาคหน้าใต้หล้านี้คงกลายเป็นของตำหนักจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จริงๆ
"สวะพรรค์นี้ เก็บไว้ก็เป็นเสนียดเก้าสวรรค์ ฆ่าทิ้งเสียดีกว่า"
เสียงตบตียังคงดังต่อเนื่อง แปดขุนพลสวรรค์ไม่สนใจ หวังฉางเซิงยังไม่มีคุณสมบัติพอจะมาสอนสั่งพวกเขา อีกอย่างคนผู้นี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร
จินไท่จวินน้ำท่วมปาก รู้สึกว่าวันนี้คงยากจะหนีพ้นเคราะห์กรรม จึงส่งกระแสจิตขอความช่วยเหลืออย่างบ้าคลั่ง ถึงขั้นให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อเมิ่งไท่เจิง มีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถห้ามปรามคนเหล่านี้และช่วยชีวิตนางได้
"ละเว้นชีวิตนางไว้สักครั้งเถิด วันหน้าให้นางไปสังหารศัตรูที่ชายแดนเพื่อไถ่โทษ"
ในที่สุดเมิ่งไท่เจิงก็เอ่ยปาก เพราะจินไท่จวินให้คำมั่นสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเมื่อโลกฝั่งนั้นบุกมา ตระกูลจินจะเป็นทัพหน้าต้านทานศัตรู
เพียะ
ฝ่ามือสุดท้ายฟาดลงไป จินไท่จวินกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกกับอีกธารดาราหนึ่ง ชนดวงดาวแตกสลายไปนับไม่ถ้วนกว่าจะหยุดร่างได้ สภาพดูตกต่ำย่ำแย่ ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งและความสูงศักดิ์ดังเก่าก่อน
หนิงอวี่และพวกยอมปล่อยนางไป วาจาของเมิ่งไท่เจิงยังคงมีน้ำหนัก นี่คือผู้อาวุโสที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาเคารพ เป็นทั้งอาจารย์และสหาย
อีกทั้งก่อนที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จะฝ่าด่านเคราะห์ได้สั่งเสียไว้ว่า ในภายภาคหน้าให้ตำหนักจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ร่วมมือกับเมิ่งไท่เจิงอย่างเต็มที่
"ผู้อาวุโสเมิ่ง พวกข้าขอตัวกลับก่อน วันหน้าหากมีเรื่องอันใดสามารถส่งข่าวไปยังตำหนักจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้ขอรับ"
สุดท้าย แปดขุนพลสวรรค์ก็นำกระดูกทองคำเปื้อนเลือดจากไป แม้กระดูกใบนี้จะร้าวราน แต่จิตศาสตรายังคงอยู่ สามารถซ่อมแซมได้
อีกทั้งยังได้อาบโลหิตของผู้ไม่มรณา แสงเซียนเจิดจรัส ไหลเวียนระยิบระยับ เกิดการผลัดเปลี่ยน และกำลังซ่อมแซมตัวเองอยู่ ให้เวลามันสักหน่อย มันจะฟื้นคืนเป็นศาสตราเซียนที่สมบูรณ์
ในเก้าสวรรค์สิบพิภพ ศาสตราเซียนมีน้อยนิด นับนิ้วมือได้ครบ ล้วนเป็นสมบัติก้นหีบของแต่ละตระกูล หลงเหลือมาจากยุคเซียนบรรพกาลเพียงไม่กี่ชิ้น ล้ำค่าอย่างยิ่ง
ในยามที่ดินแดนต้นกำเนิดไร้ซึ่งเซียนออกมาต่อกร การเผชิญหน้ากับต่างมิติในอนาคต อาวุธระดับสูงสุดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
...
ณ พื้นที่รกร้างชายแดนแห่งหนึ่ง สตรีชุดขาวนางหนึ่งปรากฏกายขึ้นที่นี่ ท่วงท่าพลิ้วไหว ย่างก้าวแผ่วเบาดุจภูตพราย ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับนางเซียนเดินออกมาจากภาพวาด งดงามสะท้านโลก
หญิงงามผู้มีผิวพรรณดุจหิมะและกระดูกหยกผู้นี้ กลับมาเดินอยู่ในดินแดนอันตราย คล้ายกำลังตามหาสิ่งใดด้วยความร้อนรน
"น่าจะอยู่แถวนี้นี่นา" สตรีชุดขาวพึมพำ เสียงของนางใสกังวานดุจระฆังเงิน เหมือนไข่มุกร่วงลงบนจานหยก ไพเราะจับใจ ทำให้ผู้คนหวั่นไหว
นางเหมือนภูตน้อย ดูไม่เข้ากับพื้นที่ไหม้เกรียมที่เต็มไปด้วยความอัปมงคลแห่งนี้เลยสักนิด ดูสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ งดงามเหนือโลกีย์ แต่ใบหน้ากลับแฝงความเจ้าเล่ห์ซุกซน
นี่คือสตรีที่คาดเดายาก สีหน้าท่าทางหลากหลาย เดี๋ยวก็ดูสันโดษสูงส่งดุจดอกบัวเทพ เดี๋ยวก็ดูเหมือนนางเซียนลงมาจุติ เดี๋ยวก็เจ้าเล่ห์เพทุบายเหมือนนางมารน้อยจอมวางแผน
"เจ้านั่นหนีไปอยู่ที่ไหนกันนะ ก็แค่เป็นเซียนล้มเหลวไม่ใช่หรือ" สาวน้อยเอ่ยขึ้นลอยๆ ถึงกับพูดเรื่องการเป็นเซียนราวกับเป็นเรื่องง่ายดาย ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
"วู่ว"
ทันใดนั้น ตราประทับระฆังเซียนบนร่างของนางก็สั่นไหวเบาๆ เหมือนกำลังส่งสารบางอย่าง สตรีชุดขาวดวงตาสาดแสงทอง อักขระลึกลับปรากฏขึ้น มองไปยังทิศทางหนึ่ง
หากมีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ที่นี่ จะต้องจำได้ทันทีว่านี่คือ "เนตรสวรรค์วิถียุทธ์" น่าตื่นตะลึงยิ่งนัก หญิงสาวที่ดูเยาว์วัยผู้นี้ กลับฝึกฝนจนสำเร็จเนตรสวรรค์ที่แม้แต่ยักษ์ใหญ่หลายคนยังไม่มีครอบครอง
"เอ๊ะ เจอแล้ว นึกไม่ถึงว่าเจ้านั่นจะนิพพานได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนี้ กลายเป็นทารกไปเสียแล้ว" สตรีชุดขาวยิ้ม มุมปากยกขึ้น สีหน้าแปลกประหลาด
ห่างออกไปไม่กี่ร้อยลี้ ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง นางเห็นรังไหมเซียนฝังรากอยู่ที่นั่น มีค่ายกลบดบัง แต่ก็ยากจะปิดกั้นเนตรสวรรค์ของนางได้
แต่เมื่อไตร่ตรองดู นางก็พึมพำกับตัวเองว่า "แต่ก็สมเหตุสมผล บาดเจ็บหนักขนาดนั้น รอดตายมาได้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว"
(จบบทนี้)